เวลาเริ่มงานใหม่ หลายคนมักถามฝ่ายบุคคลทันทีว่า
“บริษัทให้พักร้อนปีละ 6 วัน หนูเริ่มงานมา 2 เดือน ก็ต้องมีพักร้อน 1 วันแล้วใช่ไหมคะ”
บางคนถึงกับหยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมาหารเลยว่า 6 วัน หาร 12 เดือน เท่ากับเดือนละ 0.5 วัน เพราะอ่านกฎหมายมาว่า ลูกจ้างที่ทำงานไม่ครบหนึ่งปี นายจ้างอาจให้วันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนได้
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็สรุปทันทีว่า กฎหมายให้สิทธิพักร้อนสะสมตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน
เดี๋ยวก่อนค่ะ อ่านกฎหมายทั้งที ต้องอ่านให้ครบประโยคด้วย ไม่ใช่อ่านเฉพาะคำที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเองแล้วข้ามคำว่า “อาจ” ไปเสียอย่างนั้น
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 30 กำหนดหลักไว้ว่า
ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน หมายความว่า สิทธิขั้นต่ำตามกฎหมายเกิดขึ้นเมื่อลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปีแล้ว ไม่ใช่เริ่มงานวันแรกก็มีสิทธิพักร้อนตามกฎหมายทันที และไม่ใช่ว่าทำงานครบหนึ่งเดือนแล้วกฎหมายจะเติมวันพักร้อนเข้าระบบให้อัตโนมัติเดือนละครึ่งวัน
ส่วนข้อความตอนท้ายของมาตราเดียวกันที่ว่า “สำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานยังไม่ครบหนึ่งปี นายจ้างอาจกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างโดยคำนวณให้ตามส่วนก็ได้”
คำสำคัญอยู่ตรงคำว่า “อาจ” ค่ะ
ไม่ได้เขียนว่า “ต้อง” และไม่ได้เขียนว่า “ลูกจ้างมีสิทธิตามส่วน”
กฎหมายเพียงเปิดโอกาสให้นายจ้างกำหนดวันพักร้อนแก่ลูกจ้างที่ยังทำงานไม่ครบหนึ่งปีโดยคำนวณตามส่วนได้ หากนายจ้างต้องการให้สิทธิที่ดีกว่าขั้นต่ำตามกฎหมาย
ดังนั้น ถ้าบริษัทกำหนดว่า “พนักงานมีสิทธิพักร้อนเมื่อผ่านทดลองงาน” หรือ ”พนักงานได้รับวันพักร้อนตามสัดส่วนตั้งแต่วันเริ่มงาน”
หรือกำหนดให้สะสมวันพักร้อนเดือนละ 0.5 วัน แบบนี้ลูกจ้างก็มีสิทธิตามข้อบังคับ สัญญาจ้าง ประกาศ หรือระเบียบของบริษัท เพราะนายจ้างกำหนดเงื่อนไขที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างมากกว่ากฎหมาย
แต่ถ้าบริษัทไม่ได้กำหนดให้ลูกจ้างที่ทำงานไม่ครบหนึ่งปีมีวันพักร้อนตามส่วน ลูกจ้างจะอาศัยมาตรา 30 ไปบังคับว่า “ทำงานมา 6 เดือนแล้ว ต้องได้พักร้อน 3 วัน” ยังไม่ได้ค่ะ
ต้องแยกให้ออกระหว่าง สิทธิขั้นต่ำที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจัดให้ กับสิทธิที่นายจ้างสมัครใจกำหนดเพิ่มเติมให้ในสัญญาหรือระเบียบของบริษัท
สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน
อีกความเข้าใจหนึ่งที่มักพบคือ เมื่อทำงานครบหนึ่งปีแล้ว ลูกจ้างจะเลือกหยุดวันไหนก็ได้ เพราะถือว่าเป็น “วันลาของฉัน”
ตรงนี้ก็ยังไม่ถูกทั้งหมดค่ะ
มาตรา 30 ใช้คำว่า “วันหยุดพักผ่อนประจำปี” และกำหนดให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดให้ล่วงหน้า หรือกำหนดตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน ดังนั้น แม้ลูกจ้างจะมีสิทธิพักร้อนแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะส่งข้อความตอนเช้าว่า “วันนี้ใช้พักร้อนนะคะ” แล้วไม่มาทำงานได้ทันที โดยไม่ต้องขออนุมัติหรือปฏิบัติตามระเบียบของบริษัท
ถ้าบริษัทมีระบบให้ลูกจ้างยื่นขอล่วงหน้า ต้องได้รับอนุมัติ หรือต้องจัดตารางไม่ให้กระทบต่อการทำงาน ลูกจ้างก็ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนนั้น ตราบใดที่นายจ้างไม่ได้ใช้อำนาจปฏิเสธจนทำให้ลูกจ้างไม่ได้ใช้สิทธิตามกฎหมายเลย
ในทางกลับกัน นายจ้างก็ไม่ควรคิดว่า เมื่อกฎหมายให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดแล้ว จะปล่อยผ่านไปทั้งปีโดยไม่กำหนดให้ลูกจ้างหยุดเลยก็ได้ เพราะเมื่อลูกจ้างทำงานครบหนึ่งปีแล้ว นายจ้างมีหน้าที่ต้องจัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน จะอ้างเพียงว่า “ลูกจ้างไม่ได้เขียนใบลาเอง” เพื่อไม่ให้สิทธิเลยไม่ได้
ส่วนวันพักร้อนที่ไม่ได้ใช้จะสะสมไปปีต่อไปโดยอัตโนมัติหรือไม่นั้น กฎหมายกำหนดให้นายจ้างและลูกจ้าง ตกลงกันล่วงหน้า ว่าจะสะสมและเลื่อนไปรวมกับปีต่อ ๆ ไปได้ จึงต้องกลับไปดูข้อบังคับ สัญญาจ้าง หรือระเบียบของบริษัทอีกครั้ง ไม่ใช่สรุปเองว่าทุกบริษัทต้องให้ทบวันพักร้อนไปเรื่อย ๆ เสมอ
สรุปให้ชัด ๆ
ทำงานยังไม่ครบหนึ่งปี
กฎหมายยังไม่ได้ให้สิทธิพักร้อนขั้นต่ำโดยอัตโนมัติ แต่นายจ้างอาจให้ตามส่วนได้
ทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี
มีสิทธิพักร้อนอย่างน้อยหกวันทำงานต่อปี
บริษัทกำหนดสิทธิไว้ดีกว่ากฎหมาย
ต้องใช้ตามสัญญา ข้อบังคับ หรือระเบียบที่บริษัทกำหนด
มีสิทธิพักร้อนแล้ว
ไม่ได้แปลว่าจะหยุดวันไหนก็ได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนอนุมัติ
ประเด็นจริงของเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ถามว่า “ทำงานไม่ครบปี มีพักร้อนไหม”
แต่ต้องถามต่อว่า สิทธินั้นเกิดจากกฎหมาย หรือเกิดจากระเบียบของบริษัท และบริษัทกำหนดเงื่อนไขการเกิดสิทธิไว้อย่างไร
กฎหมายแรงงานต้องอ่านให้ครบทั้งมาตราค่ะ เพราะบางคนอ่านเจอคำว่า “ตามส่วน” ชัดมาก แต่พอเจอคำว่า “นายจ้างอาจกำหนด” กลับอ่านผ่านราวกับไม่มีอยู่ในกฎหมายเสียอย่างนั้น
โดยทนายฝ้าย
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

