วันก่อนมีคนถามว่า “พี่ทนาย หนูเริ่มป่วยตอนนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ แบบนี้เบิกกองทุนเงินทดแทนได้ไหม”
คำถามนี้ฟังดูเหมือนตอบง่าย เพราะคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า เมื่ออาการป่วยเกิดขึ้นในเวลาทำงานหรือเกิดขึ้นภายในสถานที่ทำงาน ก็น่าจะถือว่าเป็นการเจ็บป่วยจากการทำงาน แต่ในทางกฎหมายไม่ได้พิจารณาเพียงว่า ตอนนั้นลูกจ้างอยู่ที่ไหนหรือเป็นเวลากี่โมงเท่านั้น สิ่งสำคัญกว่าคือ ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าอาการเจ็บป่วยนั้นมีความเกี่ยวข้องกับงานที่ทำจริงหรือไม่
พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 5 ให้ความหมายของคำว่า “เจ็บป่วย” ว่า การที่ลูกจ้างเจ็บป่วยหรือถึงแก่ความตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน หรือเนื่องจากการทำงาน ขณะที่คำว่า “ประสบอันตราย” หมายถึงการได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงาน หรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้นายจ้าง หรือตามคำสั่งของนายจ้าง กฎหมายจึงวางเงื่อนไขไว้ที่ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุที่เกิดขึ้นกับการทำงาน ไม่ได้เขียนว่าเพียงเกิดในบริษัทหรือเกิดในเวลางานก็ได้รับความคุ้มครองทันที
ลองนึกถึงคนที่นั่งทำงานอยู่ในสำนักงานแล้วมีอาการปวดท้องจากโรคประจำตัว หรือเกิดอาการแพ้ยาที่ใช้รักษาโรคอื่น แม้อาการจะแสดงออกในช่วงเวลาทำงาน แต่สาเหตุแท้จริงไม่ได้เกิดจากโต๊ะทำงาน เครื่องปรับอากาศ สารเคมี หรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน อาการนั้นก็อาจไม่ใช่การเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานตามกฎหมายเงินทดแทน
แนวคิดนี้เห็นได้จากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 561/2564 ซึ่งข้อเท็จจริงตามที่มีการเผยแพร่กล่าวถึงลูกจ้างที่ทำงานภายในอาคารและป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ตากับภาวะตาแห้งเรื้อรัง แต่พยานหลักฐานทางการแพทย์ชี้ว่าอาการดังกล่าวสืบเนื่องมาจากผลข้างเคียงของยาที่ใช้รักษามะเร็งสมองจนเกิดกลุ่มอาการสตีเวนส์–จอห์นสัน มิได้มีสาเหตุจากลักษณะหรือสภาพของงาน เมื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับงานไม่ได้ การที่ลูกจ้างทำงานอยู่ในอาคารหรือมีโอกาสสัมผัสสิ่งแวดล้อมในสำนักงานเพียงเล็กน้อยจึงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน
ในทางกลับกัน บางโรคอาจเป็นโรคที่คนทั่วไปเป็นกันได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าเหตุจากการทำงานเป็นตัวก่อให้เกิดโรคหรือทำให้อาการเกิดขึ้นโดยตรง กฎหมายก็อาจให้ความคุ้มครองได้เช่นกัน
ตัวอย่างกรณีลูกจ้างต้องเดินทางโดยนั่งซ้อนรถจักรยานยนต์ฝ่าสายฝนไปตรวจงานก่อสร้างตามหน้าที่ ต่อมาป่วยเป็นไข้หวัดและอาการลุกลามจนเป็นปอดอักเสบ ศาลพิจารณาจากลำดับเหตุการณ์และสภาพการทำงานแล้วเห็นว่า การเจ็บป่วยมีสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากการเดินทางไปปฏิบัติงาน จึงถือเป็นการเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานและอยู่ในความคุ้มครองของกฎหมายเงินทดแทน
สิ่งที่สองคดีนี้กำลังบอกจึงไม่ใช่ว่า โรคภูมิแพ้เบิกไม่ได้ แต่โรคปอดอักเสบเบิกได้ เพราะชื่อของโรคไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป โรคเดียวกันอาจได้รับความคุ้มครองในคดีหนึ่ง แต่ไม่ได้รับความคุ้มครองในอีกคดีหนึ่งก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุของโรคนั้นเกิดจากลักษณะงาน สภาพงาน การปฏิบัติตามหน้าที่ หรือเหตุที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานจริงหรือไม่
ขณะเดียวกัน ต้องแยกเรื่อง “ประสบอันตราย” ออกจาก “เจ็บป่วย” ให้ชัดด้วย กรณีถูกเครื่องจักรหนีบ ลื่นล้มขณะยกสินค้า หรือประสบอุบัติเหตุระหว่างออกไปทำงาน เป็นการพิจารณาว่าอันตรายแก่กายเกิดเนื่องจากการทำงานหรือไม่ ส่วนกรณีเป็นโรคหรือมีอาการเจ็บป่วย จะต้องพิจารณาถึงสาเหตุทางการแพทย์ ลักษณะงาน ระยะเวลาที่สัมผัสปัจจัยเสี่ยง ประวัติการรักษา โรคประจำตัว และพยานหลักฐานอื่นประกอบกัน
เพราะฉะนั้น คำว่า “เกิดในเวลางาน” และ “เกิดในสถานที่ทำงาน” เป็นเพียงข้อเท็จจริงส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย การอยู่ในเวลางานไม่ได้ทำให้ทุกเหตุเป็นอุบัติเหตุจากการทำงาน และการเกิดโรคนอกสถานที่ทำงานก็ไม่ได้หมายความว่าจะหมดสิทธิเสมอไป หากขณะนั้นลูกจ้างกำลังเดินทางหรือปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่ และสามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับงานได้
ก่อนยื่นขอรับเงินทดแทนจึงควรรวบรวมหลักฐานให้ครบ ไม่ว่าจะเป็นใบรับรองแพทย์ ประวัติการรักษา รายละเอียดหน้าที่การงาน สารหรือปัจจัยเสี่ยงที่ต้องสัมผัส คำสั่งให้ไปปฏิบัติงาน ลำดับเวลาที่เริ่มมีอาการ ตลอดจนพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ เพราะคดีลักษณะนี้ไม่ได้วินิจฉัยจากความรู้สึกว่า “น่าจะเกิดจากงาน” แต่พิจารณาจากพยานหลักฐานว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อมโรคหรืออันตรายนั้นเข้ากับการทำงานหรือไม่
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิจากกองทุนเงินทดแทนหรือสิทธิรักษาพยาบาลจากระบบอื่น เรื่องที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นการรักษาตัวให้ทันเวลา อย่าเพิ่งฝืนทำงานเพราะกลัวเสียสิทธิ และอย่าเพิ่งหมดหวังเพียงเพราะนายจ้างบอกว่าไม่ใช่เรื่องงาน เก็บเอกสารทางการแพทย์และข้อเท็จจริงไว้ให้ครบ แล้วค่อยตรวจสอบสิทธิตามกระบวนการ เพราะบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าไม่เกี่ยวกับงาน อาจเกี่ยวข้องก็ได้ และบางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นกลางออฟฟิศ ก็อาจไม่ได้เกิดจากงานเช่นกัน
โดยทนายฝ้าย
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

