#หยิบมาตอบ
“หนูใช้คอมออฟฟิศทำงานนอก แต่ใช้ที่บ้านและใช้นอกเวลางาน แบบนี้นายจ้างเลิกจ้างได้เลยหรือคะพี่ทนาย”
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต โทรศัพท์ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่บริษัทมอบให้ลูกจ้างนำกลับไปใช้ที่บ้านนั้น แม้ทรัพย์สินจะอยู่ในความครอบครองของลูกจ้าง แต่กรรมสิทธิ์ยังเป็นของนายจ้าง การอนุญาตให้นำกลับบ้านจึงไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างจะนำไปใช้อะไรก็ได้ตามใจ เพียงแต่เป็นการอนุญาตให้นำทรัพย์สินไปใช้เพื่อปฏิบัติงานหรือเพื่อประโยชน์ของนายจ้างตามขอบเขตที่กำหนดไว้เท่านั้น
แต่คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “ใช้คอมบริษัททำเรื่องส่วนตัวหรือไม่” เพราะการใช้งานผิดวัตถุประสงค์ทุกกรณีไม่ได้มีความร้ายแรงเท่ากัน และไม่ได้หมายความว่านายจ้างจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ทันทีทุกเรื่อง
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 นายจ้างอาจเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ เช่น กรณีลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย กรณีประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้าง ซึ่งโดยทั่วไปจะต้องมีหนังสือเตือนก่อน เว้นแต่การฝ่าฝืนนั้นเป็นกรณีร้ายแรง
ดังนั้น หากลูกจ้างนำโน้ตบุ๊กของบริษัทไปใช้รับงานนอก ทำธุรกิจส่วนตัว หรือสร้างรายได้ให้ตนเอง โดยใช้อุปกรณ์ โปรแกรม อินเทอร์เน็ต ข้อมูล หรือเวลาทำงานของนายจ้าง การกระทำดังกล่าวอาจไม่ใช่เพียงการใช้ทรัพย์สินผิดวัตถุประสงค์ธรรมดา แต่เป็นการนำเวลาและทรัพย์สินของนายจ้างไปแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว
เรื่องนี้มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2621/2538 ซึ่งลูกจ้างรับงานนอกเข้ามาทำในระหว่างเวลาทำงาน โดยใช้พู่กัน สี และกระดาษของนายจ้าง ศาลเห็นว่าเป็นการเบียดบังทั้งเวลาและทรัพย์สินของนายจ้างเพื่อประโยชน์ของตน การพิจารณาความผิดจึงไม่ได้ดูเพียงราคาของอุปกรณ์ที่นำไปใช้ แต่ต้องดูว่าลูกจ้างนำทรัพยากรที่ควรใช้ทำงานให้นายจ้างไปทำประโยชน์ส่วนตัวอย่างไรด้วย
ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงจากพู่กัน สี และกระดาษ มาเป็นคอมพิวเตอร์ โปรแกรม ลิขสิทธิ์ ระบบอินเทอร์เน็ต หรือข้อมูลของบริษัท หลักในการพิจารณาก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก โดยเฉพาะกรณีที่ลูกจ้างใช้คอมบริษัทรับงานนอกซึ่งแข่งขันกับนายจ้าง นำข้อมูลลูกค้าไปใช้ ทำให้ระบบมีความเสี่ยง หรือใช้ทรัพย์สินของบริษัทหารายได้ให้ตนเองเป็นกิจจะลักษณะ ความร้ายแรงย่อมเพิ่มขึ้นตามพฤติการณ์
ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างนำโน้ตบุ๊กบริษัทไปติดตั้งโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ ดาวน์โหลดไฟล์ที่มีมัลแวร์ หรือปิดระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อใช้งานส่วนตัว จนทำให้ข้อมูลบริษัทสูญหาย ระบบถูกโจมตี หรือบริษัทถูกเจ้าของลิขสิทธิ์เรียกร้องดำเนินคดี กรณีเช่นนี้อาจพิจารณาได้ว่าลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย หรืออย่างน้อยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง แล้วแต่ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในแต่ละคดี
ส่วนกรณีลูกจ้างนำคอมบริษัทไปเปิดดูหนัง ฟังเพลง ให้ลูกทำการบ้าน หรือใช้ค้นหาเรื่องส่วนตัวนอกเวลางาน แม้จะเป็นการใช้นอกเหนือวัตถุประสงค์ แต่หากเป็นการใช้เพียงเล็กน้อย ไม่ทำให้อุปกรณ์เสียหาย ไม่กระทบต่อระบบหรือข้อมูล ไม่ทำให้งานล่าช้า ไม่ใช้เพื่อหารายได้ และไม่ปรากฏว่ามีระเบียบห้ามไว้อย่างเคร่งครัด การจะถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงจนเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยทันทีอาจยังไม่เหมาะสม นายจ้างอาจต้องเริ่มจากการสอบสวนข้อเท็จจริง สั่งให้หยุดการกระทำ และออกหนังสือเตือนให้ชัดเจนเสียก่อน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2966/2523 วางหลักไว้ว่า การฝ่าฝืนระเบียบจะเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากลักษณะและพฤติการณ์ของการกระทำ ไม่ใช่เพียงเพราะนายจ้างเขียนไว้ในระเบียบว่าเป็นความผิดร้ายแรงแล้วศาลจะต้องถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงเสมอไป ศาลยังต้องพิจารณาว่าเหตุแห่งการเลิกจ้างมีความสมควรและได้สัดส่วนกับการกระทำหรือไม่ด้วย
เพราะฉะนั้น คำตอบคือ นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างลูกจ้างได้ เนื่องจากโดยหลักสัญญาจ้างแรงงานไม่ได้บังคับให้นายจ้างต้องจ้างลูกจ้างต่อไปตลอดเวลา แต่ประเด็นว่าจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้หรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องดูว่าการใช้คอมบริษัททำงานนอกมีลักษณะเป็นการทุจริต แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว จงใจทำให้เสียหาย ประมาทเลินเล่อจนเกิดความเสียหายร้ายแรง หรือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบกรณีร้ายแรงหรือไม่
อย่าเพิ่งสรุปว่า “คอมของบริษัท ใช้ส่วนตัวครั้งเดียวก็ไล่ออกได้ทันที” แต่ก็อย่าคิดว่า “ใช้ที่บ้านและใช้นอกเวลางาน บริษัทไม่มีสิทธิยุ่ง” เพราะเวลาที่ใช้ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กฎหมายพิจารณา ต้องดูด้วยว่าทรัพย์สินเป็นของใคร บริษัทอนุญาตไว้แค่ไหน ใช้ทำอะไร ใช้บ่อยเพียงใด มีการหารายได้หรือแข่งขันกับบริษัทหรือไม่ กระทบข้อมูลและความปลอดภัยหรือไม่ และทำให้นายจ้างเสียหายหรือเสี่ยงเสียหายมากน้อยเพียงใด
คอมบริษัทเอากลับบ้านได้ ไม่ได้แปลว่าเปลี่ยนเป็นคอมส่วนตัว การลงโทษจึงต้องดูทั้งสิทธิของเจ้าของทรัพย์สิน และความร้ายแรงของการกระทำ ไม่ใช่ดูเพียงว่าใช้ในหรือนอกเวลางาน
โดยทนายฝ้าย
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

