#หยิบมาตอบ
พนักงานจ้างเหมาบริการ ลาออกก่อนครบสัญญาได้ไหม
เห็นคำถามนี้แล้วต้องเริ่มจากคำว่า “พนักงานจ้างเหมาบริการ” ก่อนเลยค่ะ เพราะแค่เรียกตัวเองว่าพนักงาน และมีสัญญาที่หัวกระดาษเขียนว่า “สัญญาจ้างเหมาบริการ” ยังตอบไม่ได้ทันทีว่าเป็นลูกจ้างหรือเป็นผู้รับจ้างกันแน่
เรื่องนี้ต้องดูเนื้อแท้ของความสัมพันธ์ ไม่ใช่ดูเฉพาะชื่อสัญญา
ถ้าเป็นการจ้างเหมาบริการจริง ผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายค่าตอบแทนเพื่อเอา ผลสำเร็จของงาน ส่วนผู้รับจ้างมีอิสระในการจัดการวิธีทำงาน ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาเหมือนพนักงานทั่วไป ความสัมพันธ์แบบนี้มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ซึ่งบัญญัติว่า
“อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น”
เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นจ้างเหมาบริการจริง ๆ เรื่องนี้ไม่ใช่ “การลาออก” ตามกฎหมายแรงงาน แต่เป็นการเลิกหรือไม่ปฏิบัติตามสัญญาทางแพ่ง จะออกก่อนครบกำหนดก็ออกได้ในความหมายว่าไม่มีใครบังคับให้เราต้องกลับไปทำงานต่อ แต่ไม่ได้แปลว่าออกแล้วจบกันโดยไม่มีความรับผิด
ต้องกลับไปเปิดสัญญาดูว่า กำหนดสิทธิบอกเลิกไว้หรือไม่ ต้องแจ้งล่วงหน้ากี่วัน มีค่าปรับหรือเงื่อนไขส่งมอบงานอย่างไร หากหยุดทำงานกลางคันจนผู้ว่าจ้างเสียหาย เช่น ต้องหาคนใหม่อย่างเร่งด่วน งานล่าช้า หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ผู้ว่าจ้างก็มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ตามสัญญาและหลักเรื่องการผิดสัญญา การเขียนว่า “จ้างเหมาบริการ 11 เดือน” จึงไม่ได้หมายความว่าผู้รับจ้างจะเดินออกวันไหนก็ได้แล้วอีกฝ่ายไม่มีสิทธิว่าอะไร
แต่เรื่องจะเปลี่ยนทันที หากหัวสัญญาเขียนว่า “จ้างเหมาบริการ” แต่การทำงานจริงกลับเป็นแบบพนักงานเต็มตัว ต้องมาทำงานตามวันและเวลาที่กำหนด มีหัวหน้าควบคุม สั่งงาน อนุมัติลา ประเมินผลงาน ลงโทษทางวินัย และจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายเดือนโดยไม่ได้มุ่งเอาผลสำเร็จของงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง
แบบนี้ชื่อสัญญาอาจเขียนว่าอะไรก็ได้ แต่เนื้อแท้อาจเป็น สัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ซึ่งบัญญัติว่า
“อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้”
เคยมีทั้งแนวคำพิพากษาและความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยในลักษณะเดียวกันว่า แม้จะใช้ชื่อว่าจ้างเหมาบริการ แต่เมื่อข้อเท็จจริงเป็นการทำงานภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาและรับค่าตอบแทนตลอดเวลาที่ทำงาน ความสัมพันธ์ก็อาจเป็นจ้างแรงงานได้ โดยความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จที่ 58/2554 อ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6942/2550 ประกอบการวินิจฉัยว่าสัญญาจ้างเหมาบริการในคดีนั้นมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามมาตรา 575
ถ้าเป็นจ้างแรงงานจริง ต้องดูต่อว่าสัญญามีกำหนดระยะเวลาที่แท้จริงหรือไม่ ถ้าเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ลูกจ้างย่อมบอกเลิกสัญญาได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 โดยการบอกกล่าวเป็นหนังสือในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่ง เพื่อให้มีผลเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป และกฎหมายกำหนดว่าไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน
ขอแทรกหน่อยนะ เห็นหลายคนบอกว่าไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องลูกจ้างลาออกว่าต้องบอกล่วงหน้า ไปเปิดอ่านมาตรา 17 ค่ะ มาตรานี้ใช้กับทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ไม่ใช่กำหนดหน้าที่ไว้เฉพาะเวลานายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างเท่านั้น
พูดให้เข้าใจง่าย เช่น บริษัทจ่ายเงินเดือนทุกสิ้นเดือน หากลูกจ้างยื่นลาออกก่อนหรือในวันจ่ายค่าจ้าง การลาออกก็อาจมีผลในวันจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปตามหลักของมาตรา 17 เว้นแต่สัญญาหรือข้อบังคับจะกำหนดระยะเวลาไว้แตกต่างออกไปและต้องพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายเป็นกรณี ๆ ไป
ส่วนกรณีเป็นสัญญาจ้างแรงงานแบบกำหนดระยะเวลาแท้จริง เช่น ตกลงทำงานตั้งแต่วันที่หนึ่งถึงวันที่หนึ่งอย่างชัดเจน และกำหนดให้สัญญาสิ้นสุดเมื่อครบระยะเวลา สัญญาย่อมสิ้นสุดเมื่อครบกำหนดโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า แต่ถ้าลูกจ้างประสงค์จะออกก่อนครบกำหนด ก็ต้องดูข้อสัญญา เหตุแห่งการออก และความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะการมีสิทธิแสดงเจตนาว่าจะไม่ทำงานต่อ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความรับผิดทางแพ่งจากการผิดสัญญาเลย
อย่างไรก็ตาม นายจ้างจะเรียกค่าเสียหายไม่ได้เพียงเพราะไม่พอใจที่ลูกจ้างลาออก ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าลูกจ้างผิดสัญญาอย่างไร เกิดความเสียหายจริงเท่าใด และความเสียหายนั้นสัมพันธ์กับการออกก่อนกำหนดอย่างไร ไม่ใช่เขียนตัวเลขขึ้นมาลอย ๆ แล้วให้ลูกจ้างจ่ายทั้งหมด
ดังนั้น คำตอบของคำถามนี้จึงไม่ใช่แค่ “ออกได้” หรือ “ออกไม่ได้” แต่ต้องตอบให้ถูกก่อนว่าเป็น ผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างทำของ หรือเป็น ลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน เพราะกฎหมายที่นำมาใช้และวิธีบอกเลิกสัญญาแตกต่างกัน
แต่ถ้ามันทนไม่ไหวจริง ๆ ก็อยากให้ส่งหนังสือแจ้งให้ชัด เก็บหลักฐานการสื่อสาร และส่งมอบงาน เอกสาร ทรัพย์สิน รหัสผ่าน หรือข้อมูลต่าง ๆ ให้เรียบร้อยเพื่อปกป้องตัวเอง เพราะเราไม่รู้เลยว่าเขาจะฟ้องร้องเราหรือเปล่า
โดยส่วนมากก็ไม่ฟ้องหรอกค่ะ เพราะค่าเสียหายที่ได้จากลูกจ้างอาจไม่ได้มากเมื่อเทียบกับเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี แต่ก็ไม่แน่ นายจ้างบางรายฟ้องเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่พนักงานคนอื่น เขารู้อยู่แล้วว่าอาจไม่ได้รับเงินมากมาย แต่ต้องการทำให้เป็นแบบแผนว่า การทิ้งงานหรือออกโดยไม่ส่งมอบงานย่อมมีผลตามมา เพื่อไม่ให้คนอื่นทำเหมือนกันอีก
ออกจากงานที่ทนไม่ไหวไม่ใช่เรื่องผิดค่ะ แต่ออกอย่างไรให้ตัวเองปลอดภัยที่สุด เรื่องนั้นสำคัญกว่า
โดยทนายฝ้าย
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

