#หยิบมาตอบ
ขอให้นายจ้างหยุดหักเงินเดือน กยศ. แล้วกลับมาจ่ายเองได้ไหม
มีคำถามหนึ่งใน Pantip ถามว่า บริษัทได้รับหนังสือจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ให้หักเงินเดือนของลูกจ้างเพื่อนำไปชำระหนี้ แต่เจ้าตัวไม่ค่อยสะดวกใจ เพราะไม่อยากให้บริษัทเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงอยากลองเจรจาขอให้บริษัทหยุดหัก แล้วกลับไปชำระเองอย่างเดิม
อ่านแล้วก็เข้าใจความรู้สึกนะคะ เรื่องหนี้เป็นเรื่องที่คนจำนวนมากไม่อยากให้ที่ทำงานรับรู้ ต่อให้เป็นหนี้เพื่อการศึกษาและไม่ได้มีอะไรน่าอาย แต่พอมีหนังสือส่งตรงไปถึงฝ่ายบุคคลหรือฝ่ายบัญชี ความรู้สึกมันก็ไม่เหมือนกับการที่เราจัดการทุกอย่างอยู่เงียบ ๆ ด้วยตัวเอง
แต่เรื่องนี้ต้องแยกความรู้สึกออกจากหน้าที่ตามกฎหมายก่อน เพราะเมื่อ กยศ. มีหนังสือแจ้งให้นายจ้างหักเงินเดือนแล้ว เรื่องไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และนายจ้างจะสมัครใจตกลงกันอย่างไรเท่านั้น
พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน มีหน้าที่หักเงินได้ของพนักงานหรือลูกจ้างซึ่งเป็นผู้กู้ยืม ตามจำนวนที่กองทุนแจ้ง และนำส่งผ่านกรมสรรพากรภายในกำหนดเวลานำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
พูดง่าย ๆ คือ เมื่อบริษัทได้รับแจ้งอย่างถูกต้องแล้ว การหักเงินไม่ได้เป็นเพียงบริการที่บริษัททำให้ลูกจ้าง และไม่ใช่เรื่องที่ลูกจ้างจะขอ “ยกเลิก” ได้เองด้วยการบอกว่าจะกลับไปจ่ายตรง เพราะกฎหมายวางหน้าที่ไว้ที่นายจ้างด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น มาตรา 42 (1) และ (2) ยังกำหนดหน้าที่ของผู้กู้ให้ยินยอมให้ผู้จ่ายเงินได้หักเงินเพื่อชำระหนี้ และให้แจ้งสถานะการเป็นผู้กู้ต่อหน่วยงานที่ตนทำงานอยู่ภายใน 30 วันนับแต่เริ่มงานด้วย จึงเห็นได้ว่าระบบกฎหมายตั้งใจให้การหักเงินเดือนเป็นกลไกหนึ่งในการติดตามและชำระหนี้ ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกที่ลูกหนี้จะใช้หรือไม่ใช้ตามสะดวก
ดังนั้น จะเดินเข้าไปพูดกับฝ่ายบุคคลว่า “ไม่ต้องหักแล้วนะ เดี๋ยวจ่ายเอง” ก็พูดได้ค่ะ แต่บริษัทอาจไม่มีอำนาจรับปาก และในทางปฏิบัติบริษัทที่ได้รับหนังสือแล้วก็ควรดำเนินการตามที่กองทุนแจ้ง เพราะหากไม่หัก หักแล้วไม่นำส่ง นำส่งไม่ครบ หรือนำส่งล่าช้า มาตรา 51 วรรคสี่ กำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ต้องรับผิดชดใช้เงินส่วนที่ต้องนำส่ง และเสียเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนของจำนวนที่ยังไม่ได้นำส่งหรือยังขาดอยู่
กฎหมายยังคุ้มครองลูกจ้างไว้ด้วยว่า เมื่อบริษัทหักเงินเดือนแล้ว ให้ถือว่าผู้กู้ได้ชำระหนี้ตามจำนวนที่ถูกหักไปแล้ว แม้บริษัทจะยังไม่นำส่งก็ตาม เพราะความผิดพลาดหลังจากหักเงินไม่ควรถูกผลักกลับมาเป็นภาระของลูกจ้าง
ชีวิตคนเรายังปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และแก้ไขกันได้ จะลองไปพูดคุยกับบริษัทและติดต่อ กยศ. โดยตรงเพื่อสอบถามว่ามีวิธีชำระ ปรับโครงสร้างหนี้ หรือดำเนินการอย่างอื่นที่เหมาะกับฐานะของเราหรือไม่ก็ได้ เพราะกฎหมายเปิดทางให้กองทุนผ่อนผัน ลดหย่อน หรือปรับโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ด้วย แต่ก่อนจะจ่ายเงินเองเพิ่มเติม ต้องตรวจสอบยอดและสถานะการหักกับ กยศ. ให้ชัดเสียก่อน อย่าจ่ายซ้ำซ้อนโดยคิดว่าจ่ายเองแล้วบริษัทจะหยุดหักทันที เพราะระบบนายจ้างยังต้องหักและนำส่งตามรายการที่กองทุนแจ้ง และนายจ้างสามารถตรวจสอบรายการเพื่อยืนยันการหักและนำส่งผ่านระบบ e-PaySLF ได้ตามรอบเวลาที่กำหนด
ท้ายที่สุด หากเจรจาแล้วไม่มีทางเลือกอื่น ก็อาจต้องจำใจทำใจเสียหน่อย คิดเสียว่าเป็นหนี้ก็ใช้หนี้ให้หมด หนี้ กยศ. อาจทำให้เงินเดือนในวันนี้เหลือน้อยลง แต่เงินก้อนนั้นก็เคยเป็นโอกาสที่ช่วยให้เราได้เรียน ได้เริ่มต้นชีวิต และได้มีงานทำในวันนี้เหมือนกัน
โดยทนายฝ้าย
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

