การเลิกจ้างไม่เคยเป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะในวันที่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างจบลงไม่สวย บางครั้งลูกจ้างทำให้บริษัทเสียหาย บางครั้งสร้างปัญหาจนคนในองค์กรเอือมระอา หรือบางรายถึงขั้นถูกเลิกจ้างเพราะกระทำผิดวินัยร้ายแรง
ความรู้สึกของนายจ้างในวันนั้นย่อมเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ หลายคนจึงอดไม่ได้ที่จะคิดว่า “อย่างน้อยก็ขอเขียนความจริงลงในหนังสือผ่านงาน ให้บริษัทใหม่รู้ไว้จะได้ระวัง”
แต่คำตอบของกฎหมายกลับเป็นว่า…
ทำไม่ได้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 585 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า
“เมื่อการจ้างแรงงานสิ้นสุดลงแล้ว ลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าลูกจ้างนั้นได้ทำงานมานานเท่าใด และงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไร”
จะเห็นได้ว่า กฎหมายกำหนดสาระของหนังสือรับรองการทำงานไว้เพียงสองเรื่องเท่านั้น คือ ทำงานตั้งแต่เมื่อใด และทำงานในลักษณะใด ไม่ได้ให้อำนาจนายจ้างเขียนความเห็นเกี่ยวกับความประพฤติ ความสามารถ เหตุแห่งการเลิกจ้าง หรือแม้แต่การประเมินว่าบุคคลนั้นเหมาะสมกับการทำงานหรือไม่
หลายคนอาจแย้งว่า “ก็เขียนเรื่องจริงนี่” เช่น “เลิกจ้างเพราะทุจริต” หรือ “เลิกจ้างเพราะขาดงาน” หรือ “ไม่ผ่านทดลองงาน” แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ข้อความนั้นจริงหรือเท็จ หากแต่อยู่ที่ว่า กฎหมายให้อำนาจเขียนหรือไม่
เรื่องนี้ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3502/2543 ว่า มาตรา 585 มีขึ้นเพื่อประโยชน์ของลูกจ้าง นายจ้างไม่มีสิทธิออกหนังสือรับรองการทำงานโดยใส่ข้อความอื่นนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น นายจ้างจึงไม่มีสิทธิระบุว่าเลิกจ้างเมื่อใด ด้วยวิธีใด หรือเพราะเหตุใด แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะเกิดขึ้นจริงก็ตาม
เหตุผลของหลักกฎหมายนี้ไม่ใช่การเข้าข้างลูกจ้าง แต่เป็นการคุ้มครอง โอกาสในการประกอบอาชีพ เพราะหนังสือรับรองการทำงานมีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันประสบการณ์การทำงาน มิใช่เป็นเครื่องมือส่งต่อความคับข้องใจจากนายจ้างรายหนึ่งไปยังนายจ้างอีกรายหนึ่ง
ในทางปฏิบัติ หากบริษัทใหม่ต้องการตรวจสอบประวัติการทำงาน ก็สามารถสอบถามข้อเท็จจริงที่จำเป็นได้ แต่หนังสือรับรองการทำงานไม่ใช่พื้นที่สำหรับเขียนคำตำหนิ หรือฝากข้อความในลักษณะว่า “ระวังคนนี้” “มีปัญหา” หรือ “ไม่แนะนำให้รับเข้าทำงาน” เพราะนอกจากจะขัดกับเจตนารมณ์ของมาตรา 585 แล้ว ยังอาจกระทบต่อสิทธิของลูกจ้างและนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายได้อีกด้วย
แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกการเลิกจ้างจะจบลงด้วยรอยยิ้ม บางครั้งนายจ้างก็เป็นฝ่ายเสียใจ บางครั้งก็เป็นฝ่ายเสียหาย และบางครั้งก็รู้สึกว่าลูกจ้างไม่สมควรได้รับโอกาสใหม่เร็วขนาดนั้น ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การแสดงออกต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย
กฎหมายอาจไม่ได้บังคับให้เราให้อภัยทุกคน แต่กฎหมายกำหนดให้เราวางความรู้สึกส่วนตัวลง เมื่อถึงเวลาต้องเขียนหนังสือรับรองการทำงาน
เพราะสุดท้ายแล้ว หนังสือฉบับนั้นไม่ได้มีไว้บอกว่า ลูกจ้างจากไปอย่างไร แต่มีไว้บอกว่า เขาเคยทำงานอะไร และทำมานานแค่ไหน
บางครั้ง การจบกันอย่างให้เกียรติกัน แม้ในวันที่ต่างฝ่ายต่างเจ็บปวด ก็อาจเป็นสิ่งที่งดงามกว่าการฝากบาดแผลไว้ในกระดาษเพียงแผ่นเดียวนะ
โดยทนายฝ้าย
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

