กรุณารอสักครู่

 

บทความแนะนำ

ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น

กฎหมายแรงงานถูกเขียนขึ้นเพื่อคุ้มครองลูกจ้างก็จริง แต่การคุ้มครองนั้นมีขอบเขต และไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างจะสามารถอ้าง “สิทธิ” ได้ทุกเรื่อง หลายคดีที่พบในศาลแรงงาน ลูกจ้างไม่ได้แพ้เพราะกฎหมายไม่คุ้มครอง แต่แพ้เพราะเชื่อในสิ่งที่ไม่ใช่สิทธิของตนเอง วันนี้จึงชวนมาดู Fake News อีก 5 เรื่อง ที่พบได้บ่อยไม่แพ้สองตอนแรก

1. “บริษัทต้องรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน ถ้าศาลเห็นว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม”

หลายคนเข้าใจว่า หากฟ้องคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลจะสั่งให้นายจ้างรับกลับเข้าทำงานทุกคดี

ความจริง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ ให้อำนาจศาลเลือกได้ว่าจะสั่งรับกลับเข้าทำงาน หรือกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแทน หากศาลเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีแตกหักจนไม่อาจทำงานร่วมกันได้ ศาลอาจไม่สั่งรับกลับเข้าทำงาน แม้นายจ้างจะเป็นฝ่ายแพ้คดีก็ตาม

2. “อัดเสียงหัวหน้าได้ทุกกรณี เพราะเป็นสิทธิของลูกจ้าง”

การบันทึกเสียงไม่ใช่สิ่งที่ผิดกฎหมายเสมอไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะนำมาใช้ได้ทุกกรณี

ศาลจะพิจารณาว่า ผู้บันทึกเป็นคู่สนทนาหรือไม่ บันทึกไปเพื่อพิสูจน์สิทธิของตนเองหรือไม่ และได้มาโดยชอบหรือไม่ การแอบบันทึกเสียงบุคคลอื่นที่ตนไม่ได้ร่วมสนทนา หรือการตัดต่อคลิปเสียง อาจมีปัญหาเรื่องน้ำหนักหรือความชอบด้วยกฎหมายของพยานหลักฐานได้

3. “ลาออกแล้วจะเอาฐานลูกค้า หรือชวนเพื่อนร่วมงานไปบริษัทใหม่ก็ไม่ผิด”

หลายคนเข้าใจว่า เมื่อลาออกแล้ว ทุกอย่างที่เคยทำในบริษัทเป็นของตนเอง

ความจริง ฐานลูกค้า ความลับทางการค้า เอกสารภายใน หรือข้อมูลที่ได้รับจากการทำงาน อาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และหากมีข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูลหรือไม่แข่งขันทางการค้า ก็อาจก่อให้เกิดความรับผิดได้ ส่วนการชักชวนเพื่อนร่วมงานก็ต้องดูข้อเท็จจริงว่ามีลักษณะเป็นการแข่งขันโดยไม่สุจริตหรือฝ่าฝืนสัญญาหรือไม่

4. “โพสต์ด่าบริษัทหลังลาออก เป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น”

รัฐธรรมนูญรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นก็จริง แต่เสรีภาพย่อมมีขอบเขต

หากข้อความที่โพสต์เป็นเท็จ ทำให้บริษัทเสียหาย เปิดเผยข้อมูลภายใน หรือเป็นการหมิ่นประมาท ก็อาจนำไปสู่ความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้ การลาออกจากงานไม่ได้ทำให้ความรับผิดตามกฎหมายหมดไป

5. “ลูกจ้างไม่ต้องรับผิด ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นระหว่างทำงาน”

หลายคนเข้าใจว่า เมื่อทำงานให้นายจ้างแล้ว หากเกิดความเสียหาย นายจ้างต้องรับผิดเพียงฝ่ายเดียว

แต่หากลูกจ้างจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ลูกจ้างก็อาจต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายได้เช่นกัน เพียงแต่การเรียกค่าเสียหายต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ไม่ใช่นายจ้างจะหักเงินเดือนเองได้ตามอำเภอใจ

กฎหมายแรงงานไม่ใช่กฎหมายที่เขียนขึ้นเพื่อให้ลูกจ้างชนะทุกคดี และก็ไม่ใช่กฎหมายที่ให้นายจ้างใช้อำนาจได้ทุกเรื่อง หากแต่เป็นกฎหมายที่กำหนด “ขอบเขต” ของสิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย การเข้าใจสิทธิของตัวเองเพียงครึ่งเดียว จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเสียสิทธิทั้งคดี

ทุกวันนี้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การไม่รู้กฎหมาย แต่คือการ “รู้กฎหมายไม่ครบ” เพราะความเข้าใจเพียงครึ่งเดียว มักสร้างความมั่นใจได้มากกว่าความไม่รู้ และเมื่อความมั่นใจนั้นเดินเข้าไปในห้องพิจารณา โดยไม่มีข้อกฎหมายและพยานหลักฐานรองรับ ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงไม่ใช่การได้รับความคุ้มครอง…แต่คือการแพ้คดี

โดยทนายฝ้าย

คลินิกกฎหมายแรงงาน

ปรึกษามีค่าใช้จ่าย