ช่วงหลังมีการให้ความเห็นในโซเชียลว่า หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทน ดังนั้นลูกจ้างจึงมีสิทธิหยุดทำงานได้ทันที หรือบางคนถึงกับบอกว่า การไม่จ่ายค่าจ้างถือเป็นการเลิกจ้างโดยอัตโนมัติ
ในมุมของฝ้าย ความเห็นเช่นนี้อาจทำให้ลูกจ้างหลายคนเสียสิทธิได้ หากนำไปใช้โดยไม่ได้พิจารณาหลักกฎหมายแรงงานให้ครบถ้วน
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ให้ความหมายของคำว่า “เลิกจ้าง” ไว้ว่า หมายถึง การที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้าง ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด
ดังนั้น หากนายจ้างยังให้ลูกจ้างมาปฏิบัติงานตามปกติ ยังมอบหมายงาน ยังมีสถานะเป็นลูกจ้างของบริษัท เพียงแต่ยังไม่ได้จ่ายค่าจ้าง กรณีเช่นนี้จึงยังไม่ใช่ “การเลิกจ้าง” ตามความหมายของกฎหมาย แต่เป็นเพียงการผิดนัดชำระค่าจ้างเท่านั้น
หลายคนอาจรู้สึกว่า แบบนี้ไม่ยุติธรรมเลย เพราะเมื่อไม่ได้รับเงินเดือน จะให้ออกไปทำงานทุกวันได้อย่างไร แม้แต่ค่าน้ำมัน ค่าโดยสาร ค่าอาหาร หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็ยังต้องใช้เงิน
ความรู้สึกเช่นนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และกฎหมายเองก็ไม่ได้มองข้ามปัญหาดังกล่าว
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 9 จึงกำหนดให้นายจ้างที่ผิดนัดไม่จ่ายค่าจ้างหรือเงินตามที่กฎหมายกำหนด ต้องรับผิดในดอกเบี้ย และหากพิสูจน์ได้ว่า จงใจไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุอันสมควร ก็อาจต้องรับผิดในเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนดด้วย กล่าวคือ กฎหมายไม่ได้ปล่อยให้นายจ้างค้างค่าจ้างโดยไม่มีผลทางกฎหมาย แต่เลือกใช้มาตรการทางการเงินเพื่อกดดันให้นายจ้างรีบปฏิบัติตามหน้าที่ของตน
อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็ไม่ได้บัญญัติไว้เช่นกันว่า เมื่อนายจ้างค้างค่าจ้างแล้ว ลูกจ้างจะสามารถหยุดงานได้โดยอัตโนมัติ
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะหากลูกจ้างตัดสินใจไม่มาทำงานติดต่อกันโดยไม่ได้รับอนุญาต และเข้าลักษณะ ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร นายจ้างก็อาจใช้สิทธิเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตาม มาตรา 119 (5) ได้ ซึ่งอาจทำให้จากเดิมที่เป็นฝ่ายเสียหาย กลับต้องสูญเสียสิทธิของตนเองเพิ่มเติม
แน่นอนว่า ในชีวิตจริง การให้ลูกจ้างทำงานต่อไปทั้งที่ยังไม่ได้รับค่าจ้างเป็นเรื่องที่ยากมาก และหลายครั้งแทบเป็นไปไม่ได้ แต่การแก้ปัญหาด้วยการหยุดงานเอง ก็อาจสร้างปัญหาทางกฎหมายตามมาเช่นกัน
สิ่งที่ควรทำคือ รวบรวมหลักฐานการทำงาน หลักฐานการค้างชำระ ทำหนังสือทวงถาม และรีบใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือดำเนินคดีต่อศาลแรงงาน เพราะยิ่งใช้สิทธิเร็ว โอกาสได้รับความคุ้มครองก็ยิ่งมาก และยังช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับตัวลูกจ้างเอง
ฝ้ายเข้าใจดีว่า เมื่อไม่ได้รับค่าจ้าง ความโกรธและความผิดหวังเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่กฎหมายไม่ได้ตัดสินจากความรู้สึก หากตัดสินจากการกระทำของแต่ละฝ่าย นายจ้างที่ไม่จ่ายค่าจ้างย่อมต้องรับผิดตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน ลูกจ้างก็ต้องใช้สิทธิของตนให้ถูกวิธีเช่นกัน
ท้ายที่สุดแล้ว การรู้กฎหมายไม่ได้ทำให้เราต้องยอมรับความไม่เป็นธรรม แต่ทำให้เราเลือกวิธีต่อสู้ที่ปกป้องสิทธิของตัวเองได้ดีที่สุด เพราะหลายครั้ง คนที่เสียสิทธิ ไม่ใช่คนที่ไม่ถูกกฎหมายคุ้มครอง แต่เป็นคนที่ได้รับข้อมูลคลาดเคลื่อนจนใช้สิทธิผิดวิธีต่างหาก

