หลายคนเห็นข้อความใน มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้วเข้าใจว่า หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย หรือเงินตามกฎหมายแรงงาน ลูกจ้างย่อมมีสิทธิได้รับ “เงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุก 7 วัน” โดยอัตโนมัติ ความจริงแล้ว ความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะมาตรา 9 ได้กำหนดสิทธิของลูกจ้างไว้ 2 ส่วน ซึ่งมีวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้แก่ ดอกเบี้ย และ เงินเพิ่ม
ในส่วนของ ดอกเบี้ย นั้น เมื่อนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือเงินอื่นที่กฎหมายกำหนดภายในกำหนดเวลา นายจ้างย่อมตกเป็นผู้ผิดนัด และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด ดอกเบี้ยในส่วนนี้เป็นผลทางกฎหมายของการผิดนัดชำระหนี้ กล่าวคือ หากศาลวินิจฉัยว่านายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าว ดอกเบี้ยก็ย่อมเกิดขึ้นตามกฎหมาย
แต่ เงินเพิ่ม เป็นคนละเรื่องกับดอกเบี้ย และไม่ใช่สิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับในทุกคดี แม้มาตรา 9 วรรคสอง จะกำหนดให้นายจ้างต้องจ่าย เงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างชำระทุกระยะเวลา 7 วัน แต่การจะเรียกเงินเพิ่มได้ ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า นายจ้างจงใจไม่จ่ายเงินโดยปราศจากเหตุอันสมควร หากขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่ง นายจ้างก็ไม่ต้องรับผิดในส่วนของเงินเพิ่ม แม้ว่าสุดท้ายศาลจะพิพากษาให้จ่ายเงินแก่ลูกจ้างก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ ในทางปฏิบัติจึงพบว่า ลูกจ้างจำนวนมากได้รับดอกเบี้ย แต่ไม่ได้รับเงินเพิ่ม หลายคนเข้าใจว่าเป็นเพราะศาลเข้าข้างนายจ้าง แต่แท้จริงแล้ว ศาลเพียงแต่พิจารณาว่า การที่นายจ้างไม่จ่ายเงินนั้นเกิดจากความจงใจ หรือเกิดจากความเข้าใจโดยสุจริตว่าตนไม่มีหน้าที่ต้องจ่าย
ยกตัวอย่างเช่น นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยเชื่อว่าลูกจ้างกระทำผิดร้ายแรง จึงเห็นว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ต่อมาศาลวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวยังไม่ถึงขั้นเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ แม้นายจ้างจะแพ้คดีและต้องจ่ายค่าชดเชยในภายหลัง ก็ไม่ได้หมายความว่านายจ้าง จงใจ ไม่จ่ายเงินโดยไม่มีเหตุอันสมควร เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา นายจ้างเชื่อโดยสุจริตว่าตนไม่มีหน้าที่ต้องจ่าย เพียงแต่ศาลมีความเห็นทางกฎหมายแตกต่างออกไป กรณีลักษณะนี้จึงมักได้รับเพียงดอกเบี้ย แต่ไม่ต้องรับผิดในเงินเพิ่ม
ศาลฎีกาได้วางหลักเรื่องนี้ไว้อย่างต่อเนื่อง เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6840/2544 ซึ่งวินิจฉัยว่า เมื่อค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่านายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายหรือไม่ เพียงใด จึงยังถือไม่ได้ว่านายจ้างจงใจไม่จ่ายโดยปราศจากเหตุอันสมควร นายจ้างจึงไม่ต้องรับผิดในเงินเพิ่มตามมาตรา 9 วรรคสอง แนววินิจฉัยในลักษณะเดียวกันยังปรากฏใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3969-3975/2567 ซึ่งยังคงแยกองค์ประกอบของดอกเบี้ยและเงินเพิ่มออกจากกันอย่างชัดเจน
แล้วกรณีใดจึงจะมีโอกาสถูกเรียกเงินเพิ่ม? ตัวอย่างเช่น นายจ้างยอมรับเองว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชย แต่กลับสั่งไม่จ่าย ทั้งที่ไม่มีข้อพิพาท ไม่มีเหตุผลทางกฎหมาย และไม่มีข้อเท็จจริงใดที่ทำให้เชื่อได้ว่าลูกจ้างไม่มีสิทธิ เพียงต้องการยื้อเวลา หรือกดดันให้ลูกจ้างไม่ดำเนินคดี กรณีเช่นนี้จึงอาจเข้าลักษณะ จงใจไม่จ่ายโดยปราศจากเหตุอันสมควร และมีโอกาสที่ศาลจะกำหนดให้ต้องรับผิดในเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วันตามมาตรา 9 วรรคสอง
จะเห็นได้ว่า ดอกเบี้ย และ เงินเพิ่ม แม้จะอยู่ในมาตราเดียวกัน แต่มีวัตถุประสงค์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดอกเบี้ยเป็นผลของการผิดนัดชำระหนี้ ขณะที่เงินเพิ่มเป็นมาตรการลงโทษนายจ้างที่จงใจฝ่าฝืนกฎหมายแรงงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร ดังนั้น การที่ลูกจ้างชนะคดี ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินเพิ่มทุกคดี และการที่นายจ้างแพ้คดี ก็ไม่ได้หมายความว่านายจ้างจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเสมอไป
การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “ดอกเบี้ย” และ “เงินเพิ่ม” จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยให้ลูกจ้างเรียกร้องสิทธิได้อย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันก็ช่วยให้นายจ้างประเมินความเสี่ยงทางกฎหมายได้อย่างถูกต้อง ไม่คาดหวังหรือกังวลเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

