Please wait ...

 
ค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง ต้องเสียภาษีหรือไม่ ?

ค่าชดเชยจากการเลิกจ้างต้องเสียภาษีหรือไม่ ? เงินชดเชยที่ได้รับจากการเลิกจ้างถือเป็นเงินได้ตามกฎหมาย ดังนั้นผู้ที่ได้รับเงินชดเชยมีหน้าที่ต้องเสียภาษีด้วย แต่หากได้รับเงินค่าชดเชยที่ไม่เกิน 300,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษี แต่ถ้าหากเงินชดเชยที่ได้รับมากกว่า 300,000 บาท ส่วนที่เกินจะต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย ยกตัวอย่าง เช่น ลูกจ้างได้รับค่าชดเชยจำนวน 600,000 บาท ลูกจ้างจะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินชดเชยจำนวน 300,000 บาทแรกไปเสียภาษี แต่นำเพียงส่วนที่เกินจำนวน 300,000 บาทที่เหลือไปคำนวณภาษีรวมกับรายได้ที่ได้รับในปีนั้น โดยเงินค่าชดเชยในที่นี้ หมายถึง ค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง เกษียณอายุ และไล่ออกตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรวมเงินช่วยเหลือจากนายจ้างกรณีลูกจ้างสมัครใจลาออกด้วย (เงินอะไรก็ตามที่ได้ชดเชยจากนายจ้างเพราะการสิ้นสุดสัญญาจ้างระหว่างกันนั่นแหละ)​ นอกจากนี้แล้วเงินในส่วนอื่นๆ เช่น เงินชดเชยวันหยุดพักร้อนประจำปีที่ไม่ได้ใช้ เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายให้เป็นพิเศษ ลูกจ้างต้องนำเงินค่าชดเชยในส่วนนี้มาคำนวณรวมภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับเงินชดเชยว่างงานจากประกันสังคมจะได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมาย ลูกจ้างไม่ต้องนำเงินชดเชยว่างงานจากประกันสังคมไปคำนวณรวมกับเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ประจำปีแต่อย่างใด

ออกจากงานมาแล้ว แต่นายจ้างยังไม่จ่ายเงิน ทำยังไงดี ?

ออกจากงานมาแล้ว แต่นายจ้างยังไม่จ่ายเงิน ทำยังไงดี ? อันนี้เป็นคำถามที่มีมาช้านานตั้งแต่รุ่นเปิดเพจแรกๆมาจนถึงทุกวันนี้ ถามกันเข้ามาทุกวัน ซึ่งเรื่องนี้ก็โพสอยู่บ่อยๆ เลยไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเราสรุปยาวไป จนไม่น่าอ่าน หรือเปล่า วันนี้เลยจะมาสรุปสั้นมากๆ ว่า หากออกจากงานมาแล้ว แต่นายจ้างยังไม่จ่ายเงิน ทำยังไงดี คำตอบ คือ หากไม่จ่ายลูกจ้างก็เลือกได้ว่าจะร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ที่กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานในเขตพื้นที่ หรือ ฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจ ศาลที่มีเขตอำนาจ คือที่ไหนคือสถานที่แรงงานตั้งอยู่ ส่วนคำถามที่ว่าแล้วทั้งสองที่ต่างกันยังไง ….เสริชค่ะ เสริชว่า ความแตกต่าง กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ศาลแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน เคยเขียนไว้แล้ว หรือลองเลื่อนดู เร็วกว่ารอพี่นั่งตอบรายคนแน่นอน

ถูกกดดันให้เขียนใบลาออก สามารถฟ้องเรียกค่าชดเชยได้

ถูกกดดันให้เขียนใบลาออก สามารถฟ้องเรียกค่าชดเชยได้ โดยปกติแล้วหากลูกจ้างเขียนใบลาออก ลูกจ้างไม่สามารถเรียกร้องอะไร ? แต่ประเด็นคือบางบริษัทกดดันให้ลูกจ้างออกและให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกด้วยลายมือ หวังว่าเมื่อไปศาลจะมาบอกศาลได้ว่า เนี่ยลูกจ้างลาออกเอง ลายมือเค้าเอง ดูสิๆๆ แบบนี้ให้ระวังนะ เพราะถ้าในทางการนำสืบได้ความว่า นายจ้างใช้อำนาจ กดดันต่างๆ นานาให้ลูกจ้างออก โดยที่การลาออกไม่ได้เกิดจากความสมัครใจที่จะเขียนใบลาออก ถือว่าเป็นการที่นายจ้าง “เลิกจ้าง” ซึ่งถ้าเป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รบเงินค่าชดเชยตามอายุการทำงาน ตามที่กำหนดในมาตรา 118 พรบ คุ้มครองงาน (ไม่ต้องมาถามนะ ว่าทำงานกี่ปี ได้เท่าไหร่ เขียนหลายแล้วแล้ว หรือง่ายกว่านั้น search google ค่ะ ไวกว่า และคนตอบไม่หงุดหงิดด้วย ) อ้อ นอกจากนี้ศาลอาจสั่งให้นายจ้างต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้อีก เทียบเคียงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2548

ลงลายมือชื่อว่าจะไม่เรียกร้องสิทธิประโยชน์ใดๆ จากนายจ้าง อาจทำให้หมดสิทธินำคดีมาฟ้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ลงลายมือชื่อว่าจะไม่เรียกร้องสิทธิประโยชน์ใดๆ จากนายจ้าง อาจทำให้หมดสิทธินำคดีมาฟ้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ในกรณีนี้หลายคนอาจอ่านเจอฎีกามาในสองแบบ สองลักษณะ อย่างแรกคือแบบที่ แม้ลงชื่อสละสิทธิก็ยังฟ้องได้ อ่ะ แบบนั้นก็ไม่ผิด เพราะต้องดูพฤติการณ์ในแต่ละคดี การนำสืบให้ศาลเห็นด้วย โดยแบบที่ ล็อคคอเซนไม่ให้เวลาทบทวนตัดสินใจ แม้มีลายเซ็นว่าลูกจ้างไม่ติดใจเรียกร้อง ลูกจ้างก็ยังฟ้องได้ ก็มีในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10265/2558 แต่แบบที่ฟ้องไม่ได้ก็มี เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1977/2557 ที่นำสืบได้ไปในแนวทางที่ว่า หลังเลิกจ้าง ลูกจ้างได้รับค่าชดเชย ค่าตกใจ โดยในวันมารับค่าชดเชยค่าตกใจ ลูกจ้างได้บันทึกข้อตกลงสละสิทธิซึ่งเกิดขึ้นหลังจาก ออกจากงานพ้นการเป็นลูกจ้างของจำเลยแล้ว ลูกจ้างมีอิสระแก่ตนพ้นพันธะกรณีและไม่อยู่ใต้อำนาจบังคับ บัญชาของนายจ้างโดยสิ้นเชิง การสละสิทธิเรียกร้องในเงินดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่เป็นโมฆะ ดังนั้นเมื่อลงลายมือชื่อไปแล้วว่าสละสิทธิจึงมาฟ้องอีกไม่ได้

รวมฮิตเรื่องที่หลายคนอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับการลาออก share เก็บไว้เป็นข้อมูลกันนะ

รวมฮิตเรื่องที่หลายคนอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับการลาออก share เก็บไว้เป็นข้อมูลกันนะ 1. การลาออกเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างโดยลูกจ้าง ไม่ว่าด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษรขอบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานกับนายจ้าง มีผลทำให้สัญญาจ้างแรงงานเป็นอันสิ้นสุดลง (คำพิพากษาฎีกาที่6048-6051/2546) 2.เมื่อแสดงเจตนาลาออกแล้ว จะถอนไม่ได้ ยกเว้นนายจ้างยินยอม การลาออกถือเป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวมีผลเมื่ออีกฝ่ายคือนายจ้างและรับทราบการแสดงเจตนานั้นเมื่อแสดงเจตนาลาออกและนายจ้างได้รับทราบเจตนาดังกล่าวแล้วลูกจ้างจะถอนการแสดงเจตนาโดยที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 386 (คำพิพากษาฎีกาที่ 1900/2542) 3.ก่อนการลาออกมีผล ลูกจ้างยังมีสถานะเป็นลูกจ้าง หากทำผิดนายจ้างเลิกจ้างได้ เมื่อลูกจ้างยื่นใบลาออกนายจ้างอนุมัติการลาออกแล้ว แต่ในระหว่างที่ยังไม่ถึงกำหนดเวลาพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างตามที่กำหนดไว้ในใบลาออก หากลูกจ้างกระทำผิดฝ่าฝืนคำสั่งระเบียบข้อบังคับการทำงานของนายจ้าง นายจ้างมีสิทธิ์ลงโทษทางวินัยและเลิกจ้างได้(คำพิพากษาฎีกาที่ 1919/2546) 4.นายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานก่อนครบกำหนดในใบลาออกไม่ใช่การเลิกจ้าง ศาลฎีกาเคยตัดสินว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลงเพราะการลาออกไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง ทั้งนี้เพราะลูกจ้างเป็นฝ่ายแสดงเจตนาขอบอกเลิกสัญญาจ้างก่อน แม้นายจ้างไม่ได้แสดงเจตนาอะไรสัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อถึงวันที่ระบุให้ใบลาออกมีผล แม้นายจ้างจะให้ลูกจ้างออกจากงานก่อนถึงวันดังกล่าวตามที่ลูกจ้างประสงค์โดยลูกจ้างไม่มีความผิดก็มีผลทำให้ลูกจ้างเสียหายเพียงเท่าที่ไม่รับค่าจ้างจนถึงวันที่ลูกจ้างประสงค์จะออกเท่านั้น จึงมิใช่การเลิกจ้าง(คำพิพากษาฎีกาที่ 10161/2551) 5.นายจ้างให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกไว้ล่วงหน้าไม่มีผลใช้บังคับ การที่นายจ้างให้ลูกจ้างลงชื่อในใบลาออกที่ไม่กรอกข้อความทำขึ้นเพื่อให้นายจ้างมีสิทธิลูกจ้างออกจากงานได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ซึ่งเป็นสิทธิขั้นต่ำตามกฎหมาย ถือว่าทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลใช้บังคับ 6.การลาออก ไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากนายจ้าง แต่หากลูกจ้างลาออกโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า หรือลาออกโดยไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของบริษัท ลูกจ้างอาจจะถูกนายจ้างฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ แต่นายจ้างจะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าการลาออกของลูกจ้างดังกล่าวนั้น นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างไร (คำพิพากษาฎีกาที่10614/2558) 7.เมื่อลูกจ้างลาออก ลูกจ้างไม่มีสิทธิ์ได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ)ไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยและไม่ได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม เพราะลูกจ้างจะได้รับเงินเหล่านี้ก็ต่อเมื่อถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยที่ไม่มีความผิดเท่านั้น

ออกจากงานมาแล้ว แต่นายจ้างยังไม่จ่ายเงิน ทำยังไงดี ?

ออกจากงานมาแล้ว แต่นายจ้างยังไม่จ่ายเงิน ทำยังไงดี ?   อันนี้เป็นคำถามที่มีมาช้านานตั้งแต่รุ่นเปิดเพจแรกๆมาจนถึงทุกวันนี้ ถามกันเข้ามาทุกวัน ซึ่งเรื่องนี้ก็โพสอยู่บ่อยๆ เลยไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเราสรุปยาวไป จนไม่น่าอ่าน หรือเปล่า วันนี้เลยจะมาสรุปสั้นมากๆ ว่า หากออกจากงานมาแล้ว แต่นายจ้างยังไม่จ่ายเงิน ทำยังไงดี   คำตอบ คือ หากไม่จ่ายลูกจ้างก็เลือกได้ว่าจะร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ที่กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานในเขตพื้นที่ หรือ ฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจ ศาลที่มีเขตอำนาจ คือที่ไหนคือสถานที่แรงงานตั้งอยู่ ตั้งอยู่ไหนไปไหนคะพี่ ตามตารางเลยน้อง ส่วนคำถามที่ว่าแล้วทั้งสองที่ต่างกันยังไง ….เสริชค่ะ เสริชว่า ความแตกต่าง กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ศาลแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน เคยเขียนไว้แล้ว หรือลองเลื่อนดู เร็วกว่ารอพี่นั่งตอบรายคนแน่นอน   แต่ถ้ามีคำถามค้างคาใจ ไม่อยากรอ อยากปรึกษาส่วนตัวโอนเลย รีบตอบแน่นอน

ถูกกดดันให้เขียนใบลาออก สามารถฟ้องเรียกค่าชดเชยได้

ถูกกดดันให้เขียนใบลาออก สามารถฟ้องเรียกค่าชดเชยได้   โดยปกติแล้วหากลูกจ้างเขียนใบลาออก ลูกจ้างไม่สามารถเรียกร้องอะไร ?   แต่ประเด็นคือบางบริษัทกดดันให้ลูกจ้างออกและให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกด้วยลายมือ หวังว่าเมื่อไปศาลจะมาบอกศาลได้ว่า เนี่ยลูกจ้างลาออกเอง ลายมือเค้าเอง ดูสิๆๆ แบบนี้ให้ระวังนะ เพราะถ้าในทางการนำสืบได้ความว่า นายจ้างใช้อำนาจ กดดันต่างๆ นานาให้ลูกจ้างออก โดยที่การลาออกไม่ได้เกิดจากความสมัครใจที่จะเขียนใบลาออก ถือว่าเป็นการที่นายจ้าง “เลิกจ้าง” ซึ่งถ้าเป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รบเงินค่าชดเชยตามอายุการทำงาน ตามที่กำหนดในมาตรา 118 พรบ คุ้มครองงาน (ไม่ต้องมาถามนะ ว่าทำงานกี่ปี ได้เท่าไหร่ เขียนหลายแล้วแล้ว หรือง่ายกว่านั้น search google ค่ะ ไวกว่า และคนตอบไม่หงุดหงิดด้วย ) อ้อ นอกจากนี้ศาลอาจสั่งให้นายจ้างต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้อีก เทียบเคียงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2548  

ลงลายมือชื่อจะไม่เรียกร้องสิทธิประโยชน์ใดๆ จากนายจ้าง อาจทำให้หมดสิทธินำคดีมาฟ้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ลงลายมือชื่อจะไม่เรียกร้องสิทธิประโยชน์ใดๆ จากนายจ้างอาจทำให้หมดสิทธินำคดีมาฟ้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม   ในกรณีนี้หลายคนอาจอ่านเจอฎีกามาในสองแบบ สองลักษณะ อย่างแรกคือแบบที่ แม้ลงชื่อสละสิทธิก็ยังฟ้องได้ อ่ะ แบบนั้นก็ไม่ผิด เพราะต้องดูพฤติการณ์ในแต่ละคดี การนำสืบให้ศาลเห็นด้วย โดยแบบที่ ล็อคคอเซนไม่ให้เวลาทบทวนตัดสินใจ แม้มีลายเซ็นว่าลูกจ้างไม่ติดใจเรียกร้อง ลูกจ้างก็ยังฟ้องได้ ก็มีในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10265/2558   แต่แบบที่ฟ้องไม่ได้ก็มี เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1977/2557 ที่นำสืบได้ไปในแนวทางที่ว่า หลังเลิกจ้าง ลูกจ้างได้รับค่าชดเชย ค่าตกใจ โดยในวันมารับค่าชดเชยค่าตกใจ ลูกจ้างได้บันทึกข้อตกลงสละสิทธิซึ่งเกิดขึ้นหลังจาก ออกจากงานพ้นการเป็นลูกจ้างของจำเลยแล้ว ลูกจ้างมีอิสระแก่ตนพ้นพันธะกรณีและไม่อยู่ใต้อำนาจบังคับ บัญชาของนายจ้างโดยสิ้นเชิง การสละสิทธิเรียกร้องในเงินดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่เป็นโมฆะ ดังนั้นเมื่อลงลายมือชื่อไปแล้วว่าสละสิทธิจึงมาฟ้องอีกไม่ได้  

ล็อคคอเซนไม่ให้เวลาทบทวนตัดสินใจ แม้มีลายเซ็นว่าลูกจ้างไม่ติดใจเรียกร้อง ลูกจ้างก็ยังฟ้องได้

ล็อคคอเซนไม่ให้เวลาทบทวนตัดสินใจ แม้มีลายเซ็นว่าลูกจ้างไม่ติดใจเรียกร้อง ลูกจ้างก็ยังฟ้องได้ นายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้ำงกับพวกโดยเรียกเข้าไปรับเช็คค่าชดเชยและเงินอื่นๆ เป็น ชุดๆ พร้อมจัดเตรียมเอกสารมีข้อความว่าลูกจ้างไม่ติดใจเรียกค่ำเสียหายใดๆ อีก ทั้งหมดใช้เวลาดำเนินการชุดละเพียง 20 นาทีพฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าลูกจ้างไม่สามารถใช้วิจารณาญาณตัดสินใจ ในการลงลายมือชื่อในช่วงเวลาอันสั้นได้อย่างถูกต้อง ข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหหายใดๆ จึงไม่สามารถมีผลใช้บังคับได้ลูกจ้างจึงฟ้องค่ำเสียหายาจาการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ ใครอยากอ่านฎีกาเต็มไปได้ที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10265/2558  

ก่อนจะนำค่าจ้างมาคำนวนค่าชดเชย ต้องทราบก่อนว่า “ค่าจ้าง” หมายความว่าอะไร ?

ก่อนจะนำค่าจ้างมาคำนวนค่าชดเชย ต้องทราบก่อนว่า ค่าจ้าง หมายความว่าอะไร ? วันนี้ทนายแบงค์มาช่วยสรุปค่ะ 1. เป็นเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตาม สัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุด และวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่มีสิทธิ์ได้รับตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2. ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 3. ถ้า ไม่มีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในท้องที่ใดให้ถือว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ พื้นฐานเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของท้องที่นั้น (อัตรค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน หมายถึง อัตราค่าจ้างที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดเพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดอัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำ) #ลูกจ้างประจำ #ลูกจ้างรายวัน #เงินเดือน #เลิกจ้าง #วิทยากรPDPA #Professional #หนังสือPDPA #บริษัท #นายจ้าง #วางระบบpdpa #กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล #ค่าชดเชย #วิทยากรอารมณ์ดี #ที่ปรึกษากฎหมาย #ลูกน้อง #ลูกจ้าง #เจ้านาย #กฎหมายแรงงาน #Onlinetraining #ไล่ออก