กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

ทำงานในลักษณะเดียวกัน ภายใน 2 ปี นับจากลาออก นายจ้างฟ้องได้ แต่…

เข้าใจความไม่สบายใจของลูกจ้าง ใจนึงก็ต้องการหางานใหม่ อีกใจก็กังวลสัญญาเดิม ทำยังไงดี ใครรู้สึกแบบนี้ วันนี้เรามีคำตอบค่ะ การที่นายจ้างกำหนดเงื่อนไขในสัญญาจ้างว่า เมื่อพ้นหน้าที่ตามสัญญาไม่ว่าดวยเหตุอะไร ลูกจ้างจะต้องไมาประกอบกิจการ ที่เป็นการแข่งขันกับนายจ้าง หรือไปทำงานให้คู่แข่งของนายจ้าง ในระยะเวลาที่กำหนด หาก ฝ่าฝืนต้องชำระค่าค่าเสียหายให้นายจ้างเป็นเงินตามอัตราที่กจำหนดไว้ “เงื่อนไขดังกล่าวใช้บังคับได้ค่ะ” (อ้างอิงตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1275/2543) เพราะไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน “จึงไม่เป็นโมฆะ” แต่บังคับได้แค่ไหน และลูกจ้างต้องรรับผิดเท่าไหร่ต้องพิจารณา ตามข้อเท็จจริงแต่ละกรณี เช่น คำพิพากษาฎีกาที 2169/2557 ที่วินิจฉัยว่าห้ามมิให้ประกอบกิจการ หรือเข้าร่วมในการประกอบกิจการใดๆเอง ดังนั้น การที่ลูกจ้างเขาไปเป็นเพียงลูกจ้างของบริษัท ช. แม้บริษัทที่เป็นนายจ้างใหม่ จะเป็นบริษัทที่แข่งขันกับธุ รกิจของโจทก์ก็ตาม ก็ถือ “ไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการหรือเข้าร่วมในการประกอบกิจการ อันเป็นการแข่งขันกับธุรกิจของโจทก์ด้วยตนเอง จำเลยจึงไม่ได้ผิดสัญญา” ส่วนว่าต้องรับผิดกี่บาทนั้น ทั้งกรณีนายจ้างกำหนดไว้สูงปรี๊ดหรือฟ้องมาสูงมาก ฎีกาหลายๆ ฎีกาวางหลักไว้ว่า กรณีจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้นายจ้างเมื่อผิดข้อห้ามทำงานให้คู่แข่ง ถือเป็นค่า เสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า อันมีลักษณะเป็นค่าปรับ ซึ่งหากสูงเกินไป ศาลปรับลดได้ ซึ่งตรงนี้ศาลพิจารณาจากที่ความเสียหายของนายจ้างด้วย (คำพิพากษาฎีกาที่ 7364/2558) สรุป จะไปจะมาก็จบกันด้วยดี ฝั่งนึงก็ต้องรักษาความลับได้ได้ล่วงรู่มาจากการทางที่จ้างด้วย ไม่ว่าจะมีสัญญาหรือไม่ก็ตาม ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งตามความเหมาะสมและโอกาสในการเกิดความเสียหาย...

เช็คลิสต์ ” อาชีพและตำแหน่ง ” ที่ไม่มีสิทธิได้ OT

ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานล่วงเวลาแก่ลูกจ้าง ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ม.61 แต่ก็ใช่ว่าลูกจ้างทุกคนจะมีสิทธิได้ค่าล่วงเวลานะ เพราะกฎหมายเค้ากำหนดว่าลูกจ้างซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่บางประเภทไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา (ม.65) วันนี้คลินิกกฎหมายแรงงานจึงจะพาผู้อ่านไปทราบกันว่าอาชีพและตำแหน่งอะไรที่ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา มีอะไรบ้าง (1) ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้าง สำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง ค่าล่วงเวลา (ลูกจ้างประเภทนี้ จะทำหน้าที่ในการบริหารและควบคุมบังคับบัญชาลูกจ้างอื่น ซึ่งมีลักษณะ เป็นนายจ้าง เมื่อเป็นนายจ้างแล้วก็ไม่ควรที่จะมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด หรือค่าล่วงเวลาในวันหยุด) อันนี้รายละเอียดเคยเขียนอธิบายไว้โดยละเอียด เดี๋ยวเอาลิ้งมาแปะในคอมเม้นให้ (2) งานเร่ขาย หรือชักชวนชื้อสินค้า ซึ่งนายจ้างได้จ่ายค่านายหน้าจาก การขายสินค้าให้แก่ลูกจ้าง (3) งานขบวนการจัดงานรถไฟ ซึ่งได้แก่งานที่ทำบนขบวนรถและงาน อำนวยความสะดวกแก่การเดินรถ (4) งานเปิดปิดประตูน้ำ หรือประตูระบายน้ำ (5) งานอ่านระดับน้ำและวัดปริมาณน้ำ (6) งานดับเพลิง หรืองานป้องกันอันตรายสาธารณะ (7) งานที่มีลักษณะ หรือสภาพต้องออกไปทำงานนอกสถานที่และโดย ลักษณะ หรือสภาพของงานไม่อาจกำหนดเวลาทำงานที่แน่นอนได้ ( งานอยู่เวรเฝ้าดูแลสถานที่ หรือทรัพย์สินอันมิใช่หน้าที่การทำงาน ปกติของลูกจ้าง (9) งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (งานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินอันเป็นหน้าที่การทำงานปกติของลูกจ้าง...

ถึงเวลาเกษียณ ” ไม่เกษียณ ” ทำงานต่อไปเรื่อยๆจะเสียสิทธิเกษียณไหม ?

ถามสั้น ตอบยาววันนี้ ได้แก่ประเด็น.. “ กรณีที่นายจ้างกำหนดการเกษียณอายุไว้ แล้วลูกจ้างยังไม่ใช้สิทธิเกษียณยังทำงานต่อไปเรื่อย ๆ แบบนี้จะเสียสิทธิเกษียณหรือไม่ ??” คำตอบคือ “ไม่เสียสิทธิ” แต่ตอบสั้นไปเดี๋ยวจะคาใจ ดังนั้นขอขยายความนิดนึง ที่บอกว่าไม่เสียสิทธิ เพราะเมื่อครบกำหนดอายุเกษียณแต่นายจ้างยังคงให้ลูกจ้างทำงานต่อไป ถือเป็นการที่นายจ้างตกลงขยายระยะเวลาการเกษียณอายุออกไป ไม่ใช่เป็นการสละสิทธิการเกษียณอายุ ซึ่งมีแนวคำพิพากษาของศาล ตัดสินไว้ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1617/2547 : ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง กำหนดให้พนักงานพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเมื่อเกษียณอายุเมื่อพนักงานมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ ยกเว้นกรณีนายจ้างอนุมัติต่ออายุการจ้างแรงงานก่อนการเกษียณอายุ และพนักงานที่เกษียณอายุมีสิทธิได้รับค่าชดเชย การที่นายจ้างอนุมัติให้ลูกจ้างทำงานภายหลังจากมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว โดยมิได้จ่ายค่าชดเชยตามสิทธิให้แก่ลูกจ้างในขณะนั้น นอกจากจะเป็นการต่ออายุสัญญาจ้างแรงงานแล้ว ยังเป็นการตกลงขยายระยะเวลาการเกษียณอายุสำหรับลูกจ้างต่อไปด้วย มิใช่เป็นการสละสิทธิการเกษียณอายุ ต่อมาเมื่อ ลูกจ้างขอใช้สิทธิเกษียณอายุและนายจ้างอนุมัติ นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง สำหรับการเกษียณอายุ นั้น หากนายจ้างกำหนดข้อบังคับเรื่องหลักเกณฑ์การเกษียณอายุไว้อย่างไรก็บังคับไปตามนั้น แต่ถ้าบริษัทไม่กำหนดหลักเกณฑ์การเกษียณอายุไว้หรือกำหนดการเกษียณอายุไว้เกินกว่า 60 ปี กฎหมายก็กำหนดไว้ว่า ลูกจ้างที่มีอายุเกินกว่า 60 ปี มีสิทธิแสดงเจตนาขอเกษียณอายุได้ และนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้าง ด้วยรักและนิ้วล็อก สุดท้ายนี้ใครอยากใช้สิทธิทางกฎหมายต้องการทนายความไม่ว่าจะด้านแรงงานหรือด้านอื่นๆก็ติดต่อมาได้ที่ info@legalclinic.co.th #คลินิกกฎหมายแรงงาน #คดีแรงงาน...

หนังสือเวียนประกาศว่า ” ลูกจ้างพ้นสภาพแล้ว ” ทำได้หรือไม่

ในกรณีที่นายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้าง ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด ๆ นายจ้างจะสามารถทำหนังสือเวียนแจ้งประกาศว่าลูกจ้างพ้นสภาพจากการทำงานได้หรือไม่ ?? คลินิกกฎหมายแรงงาน ขอตอบโดยแยกเป็น ประเด็นดังนี้ค่ะ 1.หากเนื้อหาใจความในหนังสือแจ้งเวียน มีรายละเอียดที่ระบุแค่ ชื่อ – สกุล , เคยดำรงตำแหน่ง, วันที่พ้นสภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อประกาศให้บุคคลทั่วไปหรือให้ลูกค้าทราบ เพื่อป้องกันการแอบอ้างในภายหน้า หรือเพื่อป้องกันการเข้าใจผิดในกรณีที่ลูกค้าอาจจะทำการโอนเงินชำระค่าสินค้าต่าง ๆ ให้กับลูกจ้าง ผู้เขียนเห็นว่า นายจ้างก็สามารถทำได้ ทั้งนี้ ภายใต้กรอบอันชอบธรรม 2. แต่ถ้าหนังสือแจ้งเวียน มีเนื้อหาจัดหนัก จัดเต็ม ชุดใหญ่ไฟกระพริบ เช่น นอกจากมีข้อมูล ชื่อ – สกุล รูปภาพ วันที่พ้นสภาพ แล้วยังระบุสาเหตุแห่งการเลิกจ้าง ว่าลูกจ้างได้กระทำการทุจริต ยักยอกเงินนายจ้าง เช่นนี้ นายจ้างอาจเสี่ยงที่จะต้องถูกดำเนินคดี เพราะแม้ว่าลูกจ้างจะได้กระทำความผิดจริง แต่ถ้าเนื้อหาในประกาศนั้นทำให้ลูกจ้างเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ก็อาจผิดฐานหมิ่นประมาทได้ ซึ่งก็มีตัวอย่างจากข่าวดังเมื่อต้นปี เกี่ยวกับประเด็นเรื่องนายจ้างทำหนังสือแจ้งเวียนการพ้นสภาพเพราะเหตุว่าลูกจ้างไปสอบรับราชการ 3. นายจ้างโพสต์ประกาศแจ้งเวียนแบบนี้ ผิด PDPA (พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) หรือไม่?? โดยหลักแล้วนายจ้าง...

ตัวอย่าง ” ข้อสัญญาที่ขัดกับกฎหมาย ” เซ็นไปก็เท่านั้น ” บังคับไม่ได้ “

ช่วงนี้มีคำถาม inbox เข้ามาเยอะมากเกี่ยวกับคำถามที่ว่า… “นายจ้างทำแบบนี้ได้หรือเปล่าคะ??” “ ออกกฎบังคับแบบนี้ได้ไหม ผิดกฎหมายรึเปล่า??” “ เขียนระเบียบแบบนี้ บังคับใข้ได้จริงห้รอ??” วันนี้คลินิกกฎหมายแรงงาน ได้มัดรวม ตัวอย่างข้อสัญญาที่ขัดกับกฎหมาย ที่แม้นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงเซ็นกันไปเรียบร้อย ก็ไม่สามารถบังคับได้ มีอะไรบ้างนั้น เชิญเสพเลยค่ะ (หมายถึงเสพความรู้ ไม่ต้องลุกไปหยิบบุหรี่กันตอนนี้ เข้าใจนะ) 1. ข้อตกลงในสัญญาว่านายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่จ่ายค่าชดเชย ข้อตกลงนี้ขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงงาน ม.17,118 เป็นโมฆะ (ฎ.569/47) 2. ตกลงในสัญญาว่าให้ลูกจ้างทำงานโดยไม่มีวันหยุดประจำสัปดาห์ ข้อตกลงนี้ขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ม.28 แม่ลูกจ้างเซนตกลงด้วยก็ เป็นโมฆะ (ฎ.7670/47) 3. ข้อตกลงในสัญญาว่าหากลูกจ้างตั้งครรภ์ให้ถือว่าลูกจ้างบอกเลิกสัญญาจ้าง เช่น นายจ้างเป็นบริษัทการบิน ลูกจ้างเป็นแอร์โฮสเตส ตกลงทำสัญญาจ้าง 2 ปี โดยในสัญญาระบุว่า หากพนักงานตั้งครรภ์ให้ถือว่าพนักงานได้บอกเลิกสัญญา ข้อตกลงนี้ขัดต่อพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.43 เป็นโมฆะ (ฎ.1394/49) 4. ข้อตกลงให้นายจ้างเลิกจ้างได้โดยที่ลูกจ้างไม่สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ผลย่อมเป็นโมฆะ (ฎ.2499/37) 5....

” ไม่ผ่านโปรก็ฟ้องได้ ” ถ้า !!!!!

ในระบบการทำงาน แน่นอนว่าในแต่ละบริษัทย่อมต้องมีการกำหนดเกณฑ์การประเมินผลงาน เพื่อที่จะได้พิจารณาว่าศักยภาพในการทำงานของลูกจ้าง ว่าทำงานมีประสิทธิภาพหรือไม่หากทำงานไม่ได้ตามเกณฑ์ที่นายจ้างกำหนด นายจ้างก็อาจจะต้องเลิกจ้าง แต่มีแฟนเพจรายนึง บอกว่า เกณฑ์การประเมินนายจ้างไม่เคยแจ้ง ไม่ชัดเจน กรณีนี้ ถือว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรมไหม สำหรับประเด็นเรื่องถูกเลิกจ้างเพราะไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินผลการทำงาน จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมได้หรือไม่นั้น ประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะหากไม่ใช่การพิจารณาตามจริงแล้วว่าไม่เหมาะที่จะทำงานร่วมกันต่อ แต่เป็นการที่นายจ้างประเมินโดยไม่เป็นธรรม ก็อาจเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ดี เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม มีหลักพิจารณา ด้งนี้ค่ะ 1. ลูกจ้างในตำแหน่งเดียวกัน สายงานเดียวกัน ต้องใช้หลักเกณฑ์การประเมินเดียวกัน ไม่ใช่ไม่พอใจคนไหนก็จะแกล้งประเมินไม่ผ่านเพื่อที่จะเลิกจ้าง อันนี้ไม่ได้นะคะ ต้องระวัง 2. นายจ้างต้องให้เหตุผลได้ว่า ลูกจ้างไม่ผ่านเกณฑ์เพราะอะไร และเหตุนั้นถึงขนาดหรือจำเป็นจนจะต้องเลิกจ้างหรือไม่ เช่น ลูกจ้างทำงานผิดพลาด เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง อันนี้ผู้เขียนเห็นว่าประเมินให้ไม่ผ่านเกณฑ์และเลิกจ้างได้ แต่ถ้าไม่ร้ายแรงอันนี้ก็ต้องมีหนังสือเตือน และให้โอกาสลูกจ้างได้พัฒนาหรือปรับปรุงตัวเองจะเลิกจ้างเลยไม่ได้ (มีแนวคำพิพากษาของศาล ตามฎีกาที่ 2832-2833/2546 พิจารณาว่า การที่นายจ้างกำหนดหลักเกณฑ์ประเมินผลการปฏิบัติงาน และประเมินว่าลูกจ้างมีคะแนนต่ำสุดของหน่วยงาน โดยไม่ปรากฎว่าลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ดี หรือทำงานให้กับนายจ้างได้รับความเสียหายหรือไม่ปรากฏว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเลิกจ้าง จึงไม่มีเหตุอันสมควรและเพียงพอถึงขนาดที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้าง) 3. ถ้าเลิกจ้างโดยอ้างว่าผลงานไม่ดี แม้จะทำงานไม่มีประสิทธิภาพอยู่บ้างแต่ถ้ายังอยู่ในเกณฑ์ ถือเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม เทียบเคียงคำพิพากษาตามฎีกาที่ 6774/2548 พิจารณาว่า การเลิกจ้างโดยอ้างว่าผลงานไม่ดี...

นายจ้าง” ขอลดค่าจ้าง ” เมื่อไม่ตกลงด้วยจึง ” เลิกจ้าง” แบบนี้ฟ้องได้ 100%

วันหยุดวันสุดท้าย เตรียมใจสำหรับวันจันทร์รึยัง แต่ไม่ว่าจะวันไหนเพจเราก็มีสาระความรู้มาฝากทุกวัน โดยวันนี้คำถามที่นำมาแชร์ เป็นเหตุที่เกิดขึ้นจริงกับแฟนเพจของเราและได้ inbox เข้ามาถาม ก็ขออนุญาตนำมาตอบ เผื่อใครที่เจอสถานการณ์เดียวกันจะได้จัดการและแก้ไขปัญหาได้ถูกค่ะ กับกรณีที่นายจ้างขอลดค่าจ้างลูกจ้าง อาจจะด้วยเหตุผลนายประสบปัญหาขาดทุน ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการ เพื่อให้กิจการดำเนินต่อไปได้ เมื่อนายจ้างมาคุยกับลูกจ้าง แต่ปรากฏว่าลูกจ้างไม่ยินยอมให้ลดค่าจ้าง ก็เลยเลิกจ้างซะเลย กรณีแบบนี้ ลูกจ้างมีสิทธิอย่างไร จะฟ้องนายจ้างได้หรือไม่ อย่างไร ผายมือให้อ่านเลยค่ะ 1. ประเด็นเรื่องลดค่าจ้าง ลดเงินเดือน อันนี้นายจ้าง “ไม่สามารถทำได้ หากลูกจ้างไม่ตกลงยินยอม” เพราะการลดค่าจ้าง ลดเงินเดือน เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง นายจ้างจะเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยลูกจ้างไม่ยินยอมไม่ได้ เว้นแต่ เป็นการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เป็นคุณ จึงจะไม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง 2.ประเด็นเลิกจ้างเพราะเหตุลูกจ้างไม่ยอมลดค่าจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ เงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (หากไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย) เงินค่าชดเชย ตามอายุการทำงานใครอยากรู้ว่าตนเองได้เท่าไหร่ไปเปิดดูพรบ.คุ้มครองแรงงาน มาตา 118 ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนตามส่วนในปีที่เลิกจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนสะสม (ถ้ามี) เงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม (อันนี้ต้องไปฟ้อง ศาลแรงงาน) 3. หากลูกจ้างประสงค์จะฟ้องนายจ้าง ก็สามารถฟ้องเรียกให้นายจ้างจ่ายเงินให้ตามข้อ 2. ได้ อย่างที่เคยบอกไปนะคะ แม้ว่าฝ้ายและทีมงานจะเป็นทนายความ...

ค่าชดเชย ผ่อนได้หรือไม่ ?

ก่อนจะตอบคำถามนี้ ขอพามิตรรักแฟนเพจไปทำความรู้จักกับ “เงินค่าชดเชย” ก่อนว่าคืออะไร จะได้เข้าใจถ่องแท้ เพราะหลายหลายครั้งบางคนก็สอบถามเข้ามาว่าตนเองมีสิทธิได้เงินชดเชยไหมทั้งๆที่ยังไม่มีการเลิกจ้าง เงินค่าชดเชย คือ เงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้าง “เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง” ดังนั้นการที่สอบถามเข้ามาว่านายจ้างไม่จัดเวลาพักให้หรือนายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่ตรงตามกำหนด ตนเองมีสิทธิได้รับเงินชดเชยไหม?? ตอบได้ว่า”ไม่มีสิทธิได้เงินชดเชย” เพราะยังไม่มีการเลิกจ้าง แต่สำหรับใครที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดก็มีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยซึ่งในช่วงภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้หลายบริษัทก็ขอผ่อนจ่ายเงินชดเชยจะมีคำถามว่าบริษัททำแบบนั้นได้หรือไม่มาฟังคำตอบให้หายข้องใจกันค่ะ 1. นายจ้างสามารถผ่อนจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างได้หรือไม่นั้น จะ “ได้” หรือ “ไม่ได้” ขึ้นอยู่ที่ว่าลูกจ้าง “ยอม” หรือ “ไม่ยอม” หากลูกจ้างยินยอมนายจ้างก็สามารถทำสัญญาเพื่อขอผ่อนจ่ายค่าชดเชยเป็นรายงวดได้ แต่ถ้าลูกจ้างไม่ยอมก็ผ่อนจ่ายไม่ได้ เพราะเงินค่าชดเชยนั้น กฎหมายกำหนดไว้เลยว่านายจ้างต้องจ่ายทันทีเมื่อเลิกจ้าง 2. ในกรณีที่ลูกจ้างยอมให้ผ่อนชำระ ต่อมานายจ้างผิดสัญญาไม่จ่ายเงินค่าเงินค่าชดเชย ดังนี้ ลูกจ้างก็สามารถนำคดีไปฟ้องต่อศาลแรงงานได้ 3. นายจ้างและลูกจ้างทำสัญญาตกลงจ่ายค่าชดเชยให้ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดได้หรือไม่ อันนี้ตอบไวๆเลยว่า “ไม่ได้” เพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงดังกล่าวเป็น “โมฆะ” ไม่สามารถบังคับได้ ลูกจ้างก็สามารถมาฟ้องเรียกค่าชดเชยในส่วนที่ยังขาดได้ 4. หากในสัญญาระบุว่าเมื่อลูกจ้างได้รับเงินตามสัญญาแล้ว “ลูกจ้างขอสละสิทธิ เรียกร้องใดๆ อันอาจมีอีกต่อไปทั้งสิ้น” บังคับได้หรือไม่ อันนี้ “บังคับได้” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากในขณะทำสัญญา ลูกจ้างมีอิสระในการตัดสินใจ (ไม่ได้เป็นลูกจ้างแล้ว)...

นายจ้าง “ย้ายสถาณประกอบการ” ไม่ไป ถือว่าผิดมั้ย?

นายจ้างย้ายสถานประกอบการ หากลูกจ้างไม่ไป จะถือว่าลูกจ้างผิดหรือไม่จนถึงขั้นเลิกจ้าง โดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้หรือไม่ เป็นประเด็นที่สอบถามกันเข้ามาบ่อยทั้งในฝั่งนายจ้างและลูกจ้างวันนี้คลินิกกฎหมายแรงงานจึงมาขออธิบายให้ฟังแบบไม่สั้น ดังนั้นค่อยๆอ่านกันนะคะ ก่อนอื่นขออธิบายว่า การย้ายสถานประกอบการในที่นี้ คือ ย้ายจากที่เก่าไปที่ใหม่ เช่น เดิมบริษัทตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่อมาไปซื้อที่ดินและสร้างบริษัทใหม่ที่จังหวัดระยอง จึงปิดกิจการที่กรุงเทพฯและย้ายไปจังหวัดระยอง (ไม่ใช่กรณีย้ายสาขาหรือปิดสาขาเดิมไปอีกสาขาหนึ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว อันนี้จะเป็นคนละกรณีกับการย้ายสถานประกอบการ) ดังนั้น หากการย้ายสถานประกอบการนั้น กระทบต่อการดำรงชีพของลูกจ้าง โดยหากลูกจ้างไม่ประสงค์ไปทำงานในที่ทำงานใหม่ ลูกจ้างก็ไม่ได้ผิด และในกรณีที่นายจ้างเข้าใจว่า “ ก็ระบุไว้ในสัญญาจ้างแล้วหนิ ว่านายจ้างมีสิทธิย้ายตำแหน่งงานหรือย้ายให้ไปทำงานที่ไหนก็ได้ และลูจ้างก็เซ็นยินยอมไปแล้ว ดังนั้นจะสั่งย้ายไปไหนก็ได้” แน่นอนค่ะว่าสัญญานั้นสามารถบังคับได้ค่ะ “แต่ไม่ใช่ทุกกรณี” การย้ายก็ต้องมีหลักเกณฑ์ด้วยหลักเกณฑ์ในการย้ายหรือชอบด้วยกฎหมายเป็นยังไงเรียนเชิญอ่านโพสต์ในคอมเม้นแรก อย่างไรก็ตามหากการย้ายไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ลูกจ้างเองได้รับผลกระทบจากการโยกย้ายไม่ว่าในแง่ของการดำรงค์ชีวิตค่าใช้จ่ายหรือแม้แต่ครอบครัว ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยต้องแจ้งภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือนับแต่วันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบการ จึงจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ ตามพ.ร.บ.คุ้มครองฯ ม.120 แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าการย้ายสถานประกอบนั้น ไม่กระทบต่อการดำรงชีพของลูกจ้างแล้ว ลูกจ้างไม่ไปทำงาน หรือหากกระทบแต่ลูกจ้างก็ไม่ได้แจ้งแก่นายจ้างหรือไม่บอกเลิกสัญญาจ้างภายใน 30 วัน นับแต่วันที่นายจ้างแจ้งให้ทราบ ดังนี้ ลูกจ้างก็อาจมี “ความผิด” ฐานฝ่าฝืนคำสั่งหรือละทิ้งหน้าที่ โดยนายจ้างอาจเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย อ่ะ!!!  ร่ายไปพอสมควร ขออนุญาตสรุป...

โพสต์เงินเดือน ลง TIKTOK นายจ้าง “ไล่ออกได้หรือไม่”

วันนี้ไปเจอคลิปใน TikTok กับข่าวที่ว่ามีหญิงสาวถูกไล่ออกหลังทำงานได้ 2 สัปดาห์ เพราะเปิดเผยเงินเดือนบน TikTok ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นที่ต่างประเทศไม่ใช่บ้านเรา จึงเกิดเป็นประเด็นให้ชวนสงสัยว่า หากเกิดที่บ้านเรา นายจ้างจะเลิกจ้างได้หรือไม่ ? ​คลินิกกฎหมายแรงงาน ได้พยายามค้นหาแนวคำพิพากษาว่ามีกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างเพราะเหตุที่ลูกจ้างโพสต์สลิปเงินเดือนลงสื่อสังคมออนไลน์หรือไม่ จนแล้วจนรอดก็หาไม่เจอ แต่เมื่อสงสัย (แบบไม่มีใครถาม) ก็ขอหยิบหยกมาเขียนซะหน่อย ​การโพสต์สลิปเงินเดือนลงสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง ที่ผู้โพสต์อาจจะโพสต์ว่าภูมิใจที่มีรายได้ที่สูง หรืออาจจะโพตส์เพื่อระบายความคับข้องหมองใจใดๆ ก็แล้วแต่ (คนอื่นอาจจะแบบแรกแต่ทนายคือแบบหลัง มันขุ่น มันกรุ่นซะเหลือเกิน 55) หากว่านายจ้างมีการระบุไว้ในสัญญาจ้างว่าให้ลูกจ้างรักษาความลับ ข้อมูลทางการเงินของบริษัท ซึ่งรวมถึงให้เก็บข้อมูลเงินเดือนเป็นความลับ ตลอดระยะเวลาที่ยังคงเป็นลูกจ้างอยู่ กรณีนี้ ผู้เขียนหน้ามน คนน่ารัก เห็นว่า สัญญาดังกล่าวสามารถ “บังคับได้” เพราะไม่มีกฎหมายห้ามและข้อสัญญาไม่ได้เป็นภาระเกินควร และแม้ว่าการโพสต์สลิปเงินเดือนของตนเองเป็นสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำได้ แต่สิทธิเสรีภาพนั้นจะต้องไม่กระทบกระเทือนหรือละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ดังนั้น หากปล่อยให้มีการเปิดเผยข้อมูลเงินเดือนแล้ว ลูกจ้างที่ได้รับเงินเดือนน้อยกว่าย่อมเกิดความไม่พอใจ ขาดกำลังใจในการทำงาน ส่งผลให้ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ทำให้งานไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังก่อให้เกิดความแตกแยก ขาดความสามัคคี ทำให้นายจ้างเกิดปัญหาในการบริหารงาน เกิดความเสียหาย ดังนี้ หากกำหนดเอาไว้ชัดเจนเป็นสาระสำคัญในสัญญาจ้าง นายจ้างก็อาจจะมีสิทธิที่จะเลิกจ้างลูกจ้างได้ ​ผู้เขียนจึงขอฝากไปถึงบรรดาผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้งหลายว่าให้เล่นอย่างมีสติ เพราะทุกอย่างมีทั้งด้านดีและด้านลบ...