กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

หนังสือเวียนประกาศว่า ” ลูกจ้างพ้นสภาพแล้ว ” ทำได้หรือไม่

ในกรณีที่นายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้าง ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด ๆ นายจ้างจะสามารถทำหนังสือเวียนแจ้งประกาศว่าลูกจ้างพ้นสภาพจากการทำงานได้หรือไม่ ?? คลินิกกฎหมายแรงงาน ขอตอบโดยแยกเป็น ประเด็นดังนี้ค่ะ 1.หากเนื้อหาใจความในหนังสือแจ้งเวียน มีรายละเอียดที่ระบุแค่ ชื่อ – สกุล , เคยดำรงตำแหน่ง, วันที่พ้นสภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อประกาศให้บุคคลทั่วไปหรือให้ลูกค้าทราบ เพื่อป้องกันการแอบอ้างในภายหน้า หรือเพื่อป้องกันการเข้าใจผิดในกรณีที่ลูกค้าอาจจะทำการโอนเงินชำระค่าสินค้าต่าง ๆ ให้กับลูกจ้าง ผู้เขียนเห็นว่า นายจ้างก็สามารถทำได้ ทั้งนี้ ภายใต้กรอบอันชอบธรรม 2. แต่ถ้าหนังสือแจ้งเวียน มีเนื้อหาจัดหนัก จัดเต็ม ชุดใหญ่ไฟกระพริบ เช่น นอกจากมีข้อมูล ชื่อ – สกุล รูปภาพ วันที่พ้นสภาพ แล้วยังระบุสาเหตุแห่งการเลิกจ้าง ว่าลูกจ้างได้กระทำการทุจริต ยักยอกเงินนายจ้าง เช่นนี้ นายจ้างอาจเสี่ยงที่จะต้องถูกดำเนินคดี เพราะแม้ว่าลูกจ้างจะได้กระทำความผิดจริง แต่ถ้าเนื้อหาในประกาศนั้นทำให้ลูกจ้างเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ก็อาจผิดฐานหมิ่นประมาทได้ ซึ่งก็มีตัวอย่างจากข่าวดังเมื่อต้นปี เกี่ยวกับประเด็นเรื่องนายจ้างทำหนังสือแจ้งเวียนการพ้นสภาพเพราะเหตุว่าลูกจ้างไปสอบรับราชการ 3. นายจ้างโพสต์ประกาศแจ้งเวียนแบบนี้ ผิด PDPA (พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) หรือไม่?? โดยหลักแล้วนายจ้าง...

ตัวอย่าง ” ข้อสัญญาที่ขัดกับกฎหมาย ” เซ็นไปก็เท่านั้น ” บังคับไม่ได้ “

ช่วงนี้มีคำถาม inbox เข้ามาเยอะมากเกี่ยวกับคำถามที่ว่า… “นายจ้างทำแบบนี้ได้หรือเปล่าคะ??” “ ออกกฎบังคับแบบนี้ได้ไหม ผิดกฎหมายรึเปล่า??” “ เขียนระเบียบแบบนี้ บังคับใข้ได้จริงห้รอ??” วันนี้คลินิกกฎหมายแรงงาน ได้มัดรวม ตัวอย่างข้อสัญญาที่ขัดกับกฎหมาย ที่แม้นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงเซ็นกันไปเรียบร้อย ก็ไม่สามารถบังคับได้ มีอะไรบ้างนั้น เชิญเสพเลยค่ะ (หมายถึงเสพความรู้ ไม่ต้องลุกไปหยิบบุหรี่กันตอนนี้ เข้าใจนะ) 1. ข้อตกลงในสัญญาว่านายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่จ่ายค่าชดเชย ข้อตกลงนี้ขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงงาน ม.17,118 เป็นโมฆะ (ฎ.569/47) 2. ตกลงในสัญญาว่าให้ลูกจ้างทำงานโดยไม่มีวันหยุดประจำสัปดาห์ ข้อตกลงนี้ขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ม.28 แม่ลูกจ้างเซนตกลงด้วยก็ เป็นโมฆะ (ฎ.7670/47) 3. ข้อตกลงในสัญญาว่าหากลูกจ้างตั้งครรภ์ให้ถือว่าลูกจ้างบอกเลิกสัญญาจ้าง เช่น นายจ้างเป็นบริษัทการบิน ลูกจ้างเป็นแอร์โฮสเตส ตกลงทำสัญญาจ้าง 2 ปี โดยในสัญญาระบุว่า หากพนักงานตั้งครรภ์ให้ถือว่าพนักงานได้บอกเลิกสัญญา ข้อตกลงนี้ขัดต่อพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.43 เป็นโมฆะ (ฎ.1394/49) 4. ข้อตกลงให้นายจ้างเลิกจ้างได้โดยที่ลูกจ้างไม่สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ผลย่อมเป็นโมฆะ (ฎ.2499/37) 5....

” ไม่ผ่านโปรก็ฟ้องได้ ” ถ้า !!!!!

ในระบบการทำงาน แน่นอนว่าในแต่ละบริษัทย่อมต้องมีการกำหนดเกณฑ์การประเมินผลงาน เพื่อที่จะได้พิจารณาว่าศักยภาพในการทำงานของลูกจ้าง ว่าทำงานมีประสิทธิภาพหรือไม่หากทำงานไม่ได้ตามเกณฑ์ที่นายจ้างกำหนด นายจ้างก็อาจจะต้องเลิกจ้าง แต่มีแฟนเพจรายนึง บอกว่า เกณฑ์การประเมินนายจ้างไม่เคยแจ้ง ไม่ชัดเจน กรณีนี้ ถือว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรมไหม สำหรับประเด็นเรื่องถูกเลิกจ้างเพราะไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินผลการทำงาน จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมได้หรือไม่นั้น ประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะหากไม่ใช่การพิจารณาตามจริงแล้วว่าไม่เหมาะที่จะทำงานร่วมกันต่อ แต่เป็นการที่นายจ้างประเมินโดยไม่เป็นธรรม ก็อาจเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ดี เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม มีหลักพิจารณา ด้งนี้ค่ะ 1. ลูกจ้างในตำแหน่งเดียวกัน สายงานเดียวกัน ต้องใช้หลักเกณฑ์การประเมินเดียวกัน ไม่ใช่ไม่พอใจคนไหนก็จะแกล้งประเมินไม่ผ่านเพื่อที่จะเลิกจ้าง อันนี้ไม่ได้นะคะ ต้องระวัง 2. นายจ้างต้องให้เหตุผลได้ว่า ลูกจ้างไม่ผ่านเกณฑ์เพราะอะไร และเหตุนั้นถึงขนาดหรือจำเป็นจนจะต้องเลิกจ้างหรือไม่ เช่น ลูกจ้างทำงานผิดพลาด เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง อันนี้ผู้เขียนเห็นว่าประเมินให้ไม่ผ่านเกณฑ์และเลิกจ้างได้ แต่ถ้าไม่ร้ายแรงอันนี้ก็ต้องมีหนังสือเตือน และให้โอกาสลูกจ้างได้พัฒนาหรือปรับปรุงตัวเองจะเลิกจ้างเลยไม่ได้ (มีแนวคำพิพากษาของศาล ตามฎีกาที่ 2832-2833/2546 พิจารณาว่า การที่นายจ้างกำหนดหลักเกณฑ์ประเมินผลการปฏิบัติงาน และประเมินว่าลูกจ้างมีคะแนนต่ำสุดของหน่วยงาน โดยไม่ปรากฎว่าลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ดี หรือทำงานให้กับนายจ้างได้รับความเสียหายหรือไม่ปรากฏว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเลิกจ้าง จึงไม่มีเหตุอันสมควรและเพียงพอถึงขนาดที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้าง) 3. ถ้าเลิกจ้างโดยอ้างว่าผลงานไม่ดี แม้จะทำงานไม่มีประสิทธิภาพอยู่บ้างแต่ถ้ายังอยู่ในเกณฑ์ ถือเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม เทียบเคียงคำพิพากษาตามฎีกาที่ 6774/2548 พิจารณาว่า การเลิกจ้างโดยอ้างว่าผลงานไม่ดี...

นายจ้าง” ขอลดค่าจ้าง ” เมื่อไม่ตกลงด้วยจึง ” เลิกจ้าง” แบบนี้ฟ้องได้ 100%

วันหยุดวันสุดท้าย เตรียมใจสำหรับวันจันทร์รึยัง แต่ไม่ว่าจะวันไหนเพจเราก็มีสาระความรู้มาฝากทุกวัน โดยวันนี้คำถามที่นำมาแชร์ เป็นเหตุที่เกิดขึ้นจริงกับแฟนเพจของเราและได้ inbox เข้ามาถาม ก็ขออนุญาตนำมาตอบ เผื่อใครที่เจอสถานการณ์เดียวกันจะได้จัดการและแก้ไขปัญหาได้ถูกค่ะ กับกรณีที่นายจ้างขอลดค่าจ้างลูกจ้าง อาจจะด้วยเหตุผลนายประสบปัญหาขาดทุน ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการ เพื่อให้กิจการดำเนินต่อไปได้ เมื่อนายจ้างมาคุยกับลูกจ้าง แต่ปรากฏว่าลูกจ้างไม่ยินยอมให้ลดค่าจ้าง ก็เลยเลิกจ้างซะเลย กรณีแบบนี้ ลูกจ้างมีสิทธิอย่างไร จะฟ้องนายจ้างได้หรือไม่ อย่างไร ผายมือให้อ่านเลยค่ะ 1. ประเด็นเรื่องลดค่าจ้าง ลดเงินเดือน อันนี้นายจ้าง “ไม่สามารถทำได้ หากลูกจ้างไม่ตกลงยินยอม” เพราะการลดค่าจ้าง ลดเงินเดือน เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง นายจ้างจะเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยลูกจ้างไม่ยินยอมไม่ได้ เว้นแต่ เป็นการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เป็นคุณ จึงจะไม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง 2.ประเด็นเลิกจ้างเพราะเหตุลูกจ้างไม่ยอมลดค่าจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ เงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (หากไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย) เงินค่าชดเชย ตามอายุการทำงานใครอยากรู้ว่าตนเองได้เท่าไหร่ไปเปิดดูพรบ.คุ้มครองแรงงาน มาตา 118 ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนตามส่วนในปีที่เลิกจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนสะสม (ถ้ามี) เงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม (อันนี้ต้องไปฟ้อง ศาลแรงงาน) 3. หากลูกจ้างประสงค์จะฟ้องนายจ้าง ก็สามารถฟ้องเรียกให้นายจ้างจ่ายเงินให้ตามข้อ 2. ได้ อย่างที่เคยบอกไปนะคะ แม้ว่าฝ้ายและทีมงานจะเป็นทนายความ...

ค่าชดเชย ผ่อนได้หรือไม่ ?

ก่อนจะตอบคำถามนี้ ขอพามิตรรักแฟนเพจไปทำความรู้จักกับ “เงินค่าชดเชย” ก่อนว่าคืออะไร จะได้เข้าใจถ่องแท้ เพราะหลายหลายครั้งบางคนก็สอบถามเข้ามาว่าตนเองมีสิทธิได้เงินชดเชยไหมทั้งๆที่ยังไม่มีการเลิกจ้าง เงินค่าชดเชย คือ เงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้าง “เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง” ดังนั้นการที่สอบถามเข้ามาว่านายจ้างไม่จัดเวลาพักให้หรือนายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่ตรงตามกำหนด ตนเองมีสิทธิได้รับเงินชดเชยไหม?? ตอบได้ว่า”ไม่มีสิทธิได้เงินชดเชย” เพราะยังไม่มีการเลิกจ้าง แต่สำหรับใครที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดก็มีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยซึ่งในช่วงภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้หลายบริษัทก็ขอผ่อนจ่ายเงินชดเชยจะมีคำถามว่าบริษัททำแบบนั้นได้หรือไม่มาฟังคำตอบให้หายข้องใจกันค่ะ 1. นายจ้างสามารถผ่อนจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างได้หรือไม่นั้น จะ “ได้” หรือ “ไม่ได้” ขึ้นอยู่ที่ว่าลูกจ้าง “ยอม” หรือ “ไม่ยอม” หากลูกจ้างยินยอมนายจ้างก็สามารถทำสัญญาเพื่อขอผ่อนจ่ายค่าชดเชยเป็นรายงวดได้ แต่ถ้าลูกจ้างไม่ยอมก็ผ่อนจ่ายไม่ได้ เพราะเงินค่าชดเชยนั้น กฎหมายกำหนดไว้เลยว่านายจ้างต้องจ่ายทันทีเมื่อเลิกจ้าง 2. ในกรณีที่ลูกจ้างยอมให้ผ่อนชำระ ต่อมานายจ้างผิดสัญญาไม่จ่ายเงินค่าเงินค่าชดเชย ดังนี้ ลูกจ้างก็สามารถนำคดีไปฟ้องต่อศาลแรงงานได้ 3. นายจ้างและลูกจ้างทำสัญญาตกลงจ่ายค่าชดเชยให้ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดได้หรือไม่ อันนี้ตอบไวๆเลยว่า “ไม่ได้” เพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงดังกล่าวเป็น “โมฆะ” ไม่สามารถบังคับได้ ลูกจ้างก็สามารถมาฟ้องเรียกค่าชดเชยในส่วนที่ยังขาดได้ 4. หากในสัญญาระบุว่าเมื่อลูกจ้างได้รับเงินตามสัญญาแล้ว “ลูกจ้างขอสละสิทธิ เรียกร้องใดๆ อันอาจมีอีกต่อไปทั้งสิ้น” บังคับได้หรือไม่ อันนี้ “บังคับได้” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากในขณะทำสัญญา ลูกจ้างมีอิสระในการตัดสินใจ (ไม่ได้เป็นลูกจ้างแล้ว)...

นายจ้าง “ย้ายสถาณประกอบการ” ไม่ไป ถือว่าผิดมั้ย?

นายจ้างย้ายสถานประกอบการ หากลูกจ้างไม่ไป จะถือว่าลูกจ้างผิดหรือไม่จนถึงขั้นเลิกจ้าง โดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้หรือไม่ เป็นประเด็นที่สอบถามกันเข้ามาบ่อยทั้งในฝั่งนายจ้างและลูกจ้างวันนี้คลินิกกฎหมายแรงงานจึงมาขออธิบายให้ฟังแบบไม่สั้น ดังนั้นค่อยๆอ่านกันนะคะ ก่อนอื่นขออธิบายว่า การย้ายสถานประกอบการในที่นี้ คือ ย้ายจากที่เก่าไปที่ใหม่ เช่น เดิมบริษัทตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่อมาไปซื้อที่ดินและสร้างบริษัทใหม่ที่จังหวัดระยอง จึงปิดกิจการที่กรุงเทพฯและย้ายไปจังหวัดระยอง (ไม่ใช่กรณีย้ายสาขาหรือปิดสาขาเดิมไปอีกสาขาหนึ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว อันนี้จะเป็นคนละกรณีกับการย้ายสถานประกอบการ) ดังนั้น หากการย้ายสถานประกอบการนั้น กระทบต่อการดำรงชีพของลูกจ้าง โดยหากลูกจ้างไม่ประสงค์ไปทำงานในที่ทำงานใหม่ ลูกจ้างก็ไม่ได้ผิด และในกรณีที่นายจ้างเข้าใจว่า “ ก็ระบุไว้ในสัญญาจ้างแล้วหนิ ว่านายจ้างมีสิทธิย้ายตำแหน่งงานหรือย้ายให้ไปทำงานที่ไหนก็ได้ และลูจ้างก็เซ็นยินยอมไปแล้ว ดังนั้นจะสั่งย้ายไปไหนก็ได้” แน่นอนค่ะว่าสัญญานั้นสามารถบังคับได้ค่ะ “แต่ไม่ใช่ทุกกรณี” การย้ายก็ต้องมีหลักเกณฑ์ด้วยหลักเกณฑ์ในการย้ายหรือชอบด้วยกฎหมายเป็นยังไงเรียนเชิญอ่านโพสต์ในคอมเม้นแรก อย่างไรก็ตามหากการย้ายไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ลูกจ้างเองได้รับผลกระทบจากการโยกย้ายไม่ว่าในแง่ของการดำรงค์ชีวิตค่าใช้จ่ายหรือแม้แต่ครอบครัว ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยต้องแจ้งภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือนับแต่วันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบการ จึงจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ ตามพ.ร.บ.คุ้มครองฯ ม.120 แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าการย้ายสถานประกอบนั้น ไม่กระทบต่อการดำรงชีพของลูกจ้างแล้ว ลูกจ้างไม่ไปทำงาน หรือหากกระทบแต่ลูกจ้างก็ไม่ได้แจ้งแก่นายจ้างหรือไม่บอกเลิกสัญญาจ้างภายใน 30 วัน นับแต่วันที่นายจ้างแจ้งให้ทราบ ดังนี้ ลูกจ้างก็อาจมี “ความผิด” ฐานฝ่าฝืนคำสั่งหรือละทิ้งหน้าที่ โดยนายจ้างอาจเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย อ่ะ!!!  ร่ายไปพอสมควร ขออนุญาตสรุป...

โพสต์เงินเดือน ลง TIKTOK นายจ้าง “ไล่ออกได้หรือไม่”

วันนี้ไปเจอคลิปใน TikTok กับข่าวที่ว่ามีหญิงสาวถูกไล่ออกหลังทำงานได้ 2 สัปดาห์ เพราะเปิดเผยเงินเดือนบน TikTok ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นที่ต่างประเทศไม่ใช่บ้านเรา จึงเกิดเป็นประเด็นให้ชวนสงสัยว่า หากเกิดที่บ้านเรา นายจ้างจะเลิกจ้างได้หรือไม่ ? ​คลินิกกฎหมายแรงงาน ได้พยายามค้นหาแนวคำพิพากษาว่ามีกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างเพราะเหตุที่ลูกจ้างโพสต์สลิปเงินเดือนลงสื่อสังคมออนไลน์หรือไม่ จนแล้วจนรอดก็หาไม่เจอ แต่เมื่อสงสัย (แบบไม่มีใครถาม) ก็ขอหยิบหยกมาเขียนซะหน่อย ​การโพสต์สลิปเงินเดือนลงสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง ที่ผู้โพสต์อาจจะโพสต์ว่าภูมิใจที่มีรายได้ที่สูง หรืออาจจะโพตส์เพื่อระบายความคับข้องหมองใจใดๆ ก็แล้วแต่ (คนอื่นอาจจะแบบแรกแต่ทนายคือแบบหลัง มันขุ่น มันกรุ่นซะเหลือเกิน 55) หากว่านายจ้างมีการระบุไว้ในสัญญาจ้างว่าให้ลูกจ้างรักษาความลับ ข้อมูลทางการเงินของบริษัท ซึ่งรวมถึงให้เก็บข้อมูลเงินเดือนเป็นความลับ ตลอดระยะเวลาที่ยังคงเป็นลูกจ้างอยู่ กรณีนี้ ผู้เขียนหน้ามน คนน่ารัก เห็นว่า สัญญาดังกล่าวสามารถ “บังคับได้” เพราะไม่มีกฎหมายห้ามและข้อสัญญาไม่ได้เป็นภาระเกินควร และแม้ว่าการโพสต์สลิปเงินเดือนของตนเองเป็นสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำได้ แต่สิทธิเสรีภาพนั้นจะต้องไม่กระทบกระเทือนหรือละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ดังนั้น หากปล่อยให้มีการเปิดเผยข้อมูลเงินเดือนแล้ว ลูกจ้างที่ได้รับเงินเดือนน้อยกว่าย่อมเกิดความไม่พอใจ ขาดกำลังใจในการทำงาน ส่งผลให้ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ทำให้งานไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังก่อให้เกิดความแตกแยก ขาดความสามัคคี ทำให้นายจ้างเกิดปัญหาในการบริหารงาน เกิดความเสียหาย ดังนี้ หากกำหนดเอาไว้ชัดเจนเป็นสาระสำคัญในสัญญาจ้าง นายจ้างก็อาจจะมีสิทธิที่จะเลิกจ้างลูกจ้างได้ ​ผู้เขียนจึงขอฝากไปถึงบรรดาผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้งหลายว่าให้เล่นอย่างมีสติ เพราะทุกอย่างมีทั้งด้านดีและด้านลบ...

“ใครบ้าง” ไม่อยู่ในความคุ้มครอง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

สืบเนื่องจากโพสที่แล้ว ที่ว่าข้าราชการไม่อยู่ภายใต้พ.ร.บ คุ้มครองแรงงาน โพสต์นี้จึงเป็นภาคต่อ ขยายความว่าพ.ร.บคุ้มครองแรงงานใช้บังคับกับใคร อะไรยังไงบ้าง มาอ่านกัน …ขี้เกียจอ่านไปฟังในยูทูป ฟังด้วย อัดให้แล้วด้วยความตั้งใจ ทั้งการพูดและการแต่งหน้าทาปากก่อนอัดคลิป พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ ใช้บังคับแก่นายจ้าง ลูกจ้างในการจ้างงานทุกราย ไม่ว่าจะประกอบกิจการประเภทใด และไม่ว่าจะมีจำนวนลูกจ้างเท่าใด “ แต่ก็มีนายจ้างหรือกิจการบางประเภทที่กฎหมายบัญญัติไม่ให้นำ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาบังคับใช้” คือ นายจ้างหรือกิจการตามที่บัญญัติไว้ใน ม.4 ดังนี้ 1. ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น ( สาเหตุที่กฎหมายบัญญัติยกเว้นไม่ให้นำกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาบังคับใช้ ก็เพราะส่วนราชการเป็นหน่วยงานทางการปกครองที่มีภารกิจหลักในการจัดทำบริการสาธารณะ จึงจำเป็นต้องมีอำนาจเหนือลูกจ้างเพื่อให้การจ้างงานในการจัดทำบริการสาธารณะบรรลุวัตถุประสงค์) 2. รัฐวิสาหกิจ (เนื่องจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจมีกฎหมายที่บังคับใช้เฉพาะแล้ว คือ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ จึงไม่นำกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาบังคับใช้) 3. ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน ที่ไม่ได้มีการประกอบธุรกิจร่วมอยู่ด้วย (งานแม่บ้านทำความสะอาดบ้าน,ทำอาหาร ที่ไม่ใช่บริษัทรับจ้างทำความสะอาด) ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2555) บัญญัติให้นำ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาบังคับใช้เพียงบางมาตรา 4. กิจการหรือองค์การที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะและกำหนดยกเว้นมิให้นำ...

ระวังโดนไล่ออก เพราะเล่นโซเชียลระหว่างทำงาน

ถ้าพูดถึงโซเชียลแล้ว คงยากที่จะบอกว่าเราจะละเลิกไปได้ เพราะตั้งแต่ลูกเด็กเล็กแดงมายันวัยรุ่นแบบผู้เขียนก็ยังเล่นอยู่ ไม่ว่าจะเพื่อใช้งานหาข้อมูล สั่งซื้อสินค้า ยันอัพเดทข่าวคราวเรื่องชาวบ้าน บางวันใช้งานจนปวดเบ้าตาเลยยังมี แต่ไม่ว่าจะยังไง การเล่นโซเซียล ควรเอาแต่พอหอมปากหอมคอโดยเฉพาะเวลางาน ซึ่งในวันนี้ทนายหน้ามนคนสวย จะนำเคสตัวอย่างที่ลูกจ้างเล่นโซเชียลแล้วถูกไล่ออกมาแชร์ให้ฟัง ใครอยากรู้ว่าศาลตัดสินอย่างไร เชิญเสพ…(หมายถึงอ่านนะ) ลูกจ้างใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของนายจ้างเล่นอินเตอร์เน็ต “ พูดคุยในเรื่องส่วนตัวและบันทึกข้อความทางอินเตอร์เน็ตเป็นประจำ” และ “เกือบทุกวัน” วันละเป็นชั่วโมง นายจ้างจึงไล่ออก ลูกจ้างจึงไปฟ้องเรียกเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม คดีนี้ศาลตัดสินว่า ลูกจ้างใช้เวลาทำงาน “ไปในเรื่องไม่เกี่ยวกับงาน” ทั้งที่อยู่ในระหว่างทดลองงานแทนที่จะทุ่มเททำงานให้นายจ้างอย่างเต็มที่ อีกทั้งงานที่ลูกจ้างทำเป็นงานด้านบัญชีจะต้องมีความละเอียดรอบคอบ มิฉะนั้นจะทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายได้ กรณีเช่นนี้ เป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต “ นายจ้างชอบที่จะเลิกจ้างลูกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามป.พ.พ. 583 ประกอบ พ.ร.บ.คุ้มครองฯ ม.17 และการที่โจทก์ใช้เวลาทำงานของจำเลยทำในเรื่องส่วนตัวย่อมจะทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม” … จบข่าว บางท่านอ่านจบ อาจจะถามว่า แล้วถ้าใช้เพื่อหาข้อมูลในการทำงานหล่ะ…โอ้ยเนาะสู ใครเกิดคำถามนี้วนไปอ่านเครื่องหมายฟูหนัน ที่ทำไว้ในย่อหน้าที่ 3 นะ บางคนอ่านมาถึงตรงนี้ เริ่มคิดละว่าจะไม่เล่น…ไม่เล่นให้จับได้ เอาไปนั่งไถตอนเข้าห้องน้ำ อันนี้ระวังสองเรื่อง ระวังนายอยู่ส้วมห้องข้างๆ และอีกอย่างคือระวังริดสีดวง...

ลูกจ้างลาออกกะทันหัน นายจ้างจะอายัดเงินเดือนไว้ ไม่จ่ายค่าจ้างได้หรือไม่??

ลูกจ้างลาออกกะทันหัน นายจ้างจะอายัดเงินเดือนไว้ ไม่จ่ายค่าจ้างได้หรือไม่?? ตามกฎหมาย การแสดงเจตนาลาออกของลูกจ้างไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม แจ้งทางโทรศัพท์ ส่งอีเมล์ ส่งไลน์ ก็มีผลทำให้สัญญาจ้างแรงงานเป็นอันสิ้นสุดลง โดยที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากนายจ้าง และ “นายจ้างไม่มีสิทธิอายัดเงินเดือนลูกจ้าง หรืออ้างว่าจะไม่เงินจ่ายเงินเดือนเพราะการลาออกกะทันหันของลูกจ้างทำให้นายจ้างเสียหายไม่ได้” นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้ถูกต้องและตามกำหนดเวลา ถ้ากำหนดเป็นรายเดือน นายจ้างก็ต้องจ่ายเงินตามงวดที่กำหนด หรือถ้าตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ก็ต้องประโยชน์ต่อลูกจ้าง หากไม่จ่ายนายจ้างมีโทษสูงสุด คุก 6 เดือน ปรับ 1 แสนบาท ทั้งนี้ นายจ้างก็มีสิทธิได้รับเงินจากลูกจ้างกรณีลูกจ้างลาออกโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า หรือลาออกโดยไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของบริษัทเช่นกัน ถามว่าได้เงินได้อย่างไร ก็คือลูกจ้างอาจจะถูกนายจ้างฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ แต่นายจ้างจะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าการลาออกของลูกจ้างดังกล่าวนั้น นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างไร สรุปก็คือ ต่อให้ลูกจ้างจะลาออกกะทันหัน ลาออกผิดระเบียบ ลาออกไม่บอก หรืออะไรก็ตามแต่ ยังไงลูกจ้างก็ต้องได้เงินเดือน นายจ้างไม่มีสิทธิทึกทักว่าบริษัทตัวเองเสียหายและอายัดเงินเดือนลูกจ้างเอง ถ้าหากนายจ้างต้องการเงินค่าเสียหายต้องไปยื่นฟ้องร้องลูกจ้างให้ศาลเป็นผู้ตัดสินเท่านั้น จะยึดเงินเอง หักเงินเองไม่ได้ ————- ติดต่องานจ้าง สอบถามค่าบริการได้ทาง Info@legalclinic.co.th