กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

ลูกจ้างขู่ ถ้าไม่ให้ผ่านโปรมีเรื่อง จะปล่อยข้อมูล Sensitive data ออกสู่สาธารณะ นายจ้างจะทำอย่างไรได้บ้าง

อกอีแป้นจะแตก… ขนาดยังไม่ผ่านโปร ลูกจ้างยังกล้าขู่จะปล่อยข้อมูล Sensitive data ออกสู่สาธารณะ ใครที่ไหนจะอยากจ้างต่อ (ลูกจ้างช่างไม่น่ารักเอาเสียเลย) แบบนี้นายจ้างทำอย่างไรได้บ้าง ? ขออธิบายก่อนว่า ข้อมูล Sensitive data คืออะไร ? ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมืองความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใดซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ที่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) กำหนดว่าห้ามเก็บใช้รวบรวม หรือเปิดเผยข้อมูล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล ซึ่งหากทำการเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอม ผู้ควบคุมข้อมูล (นายจ้าง) จะมีโทษทางอาญา และความรับผิดทางแพ่ง 1. หากลูกจ้าง (ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล) ขู่ว่าถ้าไม่ผ่านโปรให้ จะเปิดเผยข้อมูล Sensitive data (ที่นายจ้างเป็นผู้เก็บใช้ รวมรวม) ออกสู่สาธารณะ นายจ้างทำอย่างไรได้บ้าง ? 1.1 แนะนำให้นายจ้างเก็บหลักฐานและไปแจ้งความดำเนินคดีกับลูกจ้างก่อนเลย ซึ่งกรณีดังกล่าวเข้าลักษณะความผิดลหุโทษ ตาม...

สัญญาจ้างระบุ “ทดลองงานไม่เกิน 119 วัน” แต่ไม่ได้ระบุระยะเวลาการจ้างไว้ ถือเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง

สัญญาจ้างที่ระบุระยะเวลาการจ้างไว้ ย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดตามสัญญาจ้าง โดยนายจ้างไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เหตุผลก็เพราะว่าคู่สัญญาทราบดีอยู่แล้วว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด 1.หากสัญญาจ้างระบุทดลองงานไม่เกิน 119 วัน แต่ไม่ได้ระบุระยะเวลาการจ้างไว้ ดังนี้ จะถือเป็นสัญญาที่ไม่มีกําหนดระยะเวลา ที่หากนายจ้างจะเลิกจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้า 2. หากสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ แต่ให้สิทธินายจ้างบอกเลิกจ้างก่อนครบกำหนดได้ ดังนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2155/2524 การที่จำเลยจ้างโจทก์ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 12เดือน จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อใดก็ได้ระหว่างนั้นโจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนอันจะเป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เมื่อเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น 3. หรือ หากครบกำหนดสัญญาจ้างแต่นายจ้างยังคงให้ลูกจ้างทำงานต่อไป ก็ถือได้ว่าเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7714/2551 สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเดิมเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจ้างที่แน่นอนระหว่างวันที่ 14 เมษายน 2543 ถึงวันที่ 13 เมษายน 2544 แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวในวันที่ 13 เมษายน 2544 แล้วจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ ยังคงให้โจทก์ทำงานต่อไป ทั้งยังยอมจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ จึงต้องถือว่าได้ทำสัญญาจ้างกันใหม่โดยความอย่างเดียวกันกับสัญญาเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 581 กลายเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างกันไว้ ดังนั้นเมื่อจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์จำเลยต้องบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทราบเมื่อถึงหรือก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป ซึ่งทั้ง 3 กรณีข้างต้นนั้น...

“บีบออก” คืออะไร ?

“บีบออก” คืออะไร ? บีบออก คือ พฤติการณ์ที่นายจ้างกระทำการ ไม่ว่าจะเป็นการ ข่มขู่ กดดัน จนกระทั่งลูกจ้างทนไม่ไหวหรือจำใจจนต้องยื่นใบลาออกไปเอง เพื่อที่นายจ้างจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่เมื่อมีคดีขึ้นสู่ศาล มีหลายคดีที่ศาลตัดสินว่า ลูกจ้างมิได้ยินยอมหรือสมัครใจลาออกจากงานเอง แต่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง หรือ ถือว่านายจ้างไม่ประสงค์จะให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ เข้านิยามการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ที่นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย ซึ่งพฤติการณ์ใดบ้าง ที่ถือว่าเป็นการบีบออก คลินิกกฎหมายแรงงานรวบรวมมาให้แล้ว ไปอ่านกันโลดดด 1. นายจ้างแจ้งว่า “หากไม่ยื่นใบลาออก จะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายเงินค่าชดเชย” ฎีกา4052/2548 จำเลยเป็นฝ่ายบีบบังคับให้โจทก์ยื่นใบลาออกโดยพูดว่าหากไม่ยื่นใบลาออกจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ในภาวะเช่นนั้นโจทก์ซึ่งอยู่ในฐานะลูกจ้างย่อมเกิดความกลัวและยอมทำใบลาออกให้แก่จำเลย การยื่นใบลาออกของโจทก์จึงเกิดขึ้นเพราะการพูดข่มขู่ของจำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวประกอบกับจำเลยให้โจทกลาออกทันทีฟังได้ว่า จำเลยมีเจตนาจะไม่ให้โจทก์ทำงานกับจำเลยต่อไปและจะไม่จ่ายค่าจ้าง ดังนั้นพฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าเป็น การเลิกจ้าง 2. นายจ้างข่มขู่ว่า “หากไม่ลาออกจะถูกดำเนินคดี ประวัติจะด่างพร้อย” คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ 841/2562 ลูกจ้างต่างด้าวถูกนายจ้างและผู้บังคับบัญชาบังคับเขียนใบลาออก โดยผู้บังคับบัญชาเรียกไปในห้องและให้เขียนใบลาออกมิฉะนั้นจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทย โดยลูกจ้างมิได้สมัครใจอย่างแท้จริง พฤติการณ์เป็น “การเลิกจ้างโดยปริยาย” และเป็นการกระทำละเมิดต่อลูกจ้าง นายจ้างต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดร่วมกับผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายห้องพักชดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิด ๑๐๐,๐๐๐ บาท และจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ๕๕๐,๐๐๐ บาท (๑๐...

“ทำไม่ไหวก็ออกไป” แบบนี้จะถือว่านายจ้างได้ไล่ออกหรือยัง ?

กับประโยคที่ว่า “ทำไม่ไหวก็ออกไป” หากใครได้ยินก็คงเจ็บจี๊ดไม่ใช่น้อย แบบนี้จะถือว่านายจ้างได้ไล่ออกหรือยัง ? 1. สำหรับเราเห็นว่าประโยคดังกล่าว ยังไม่ถือว่านายจ้าง “ไล่ออก” เพราะนายจ้างมิได้บอกเลิกจ้าง คงเป็นเพียงคำแนะนำจากนายจ้างในทำนองที่ว่าหากทำงานไม่ไหวก็ให้ลาออกไปเท่านั้น ทนายเอาอะไรมาพรูดดดด ถ้าเจอกับตัวจะทำยังไง… เอ่อ เอาหลักกฎหมายและฎีกามาพูดเนอะเพื่อนเนอะ ใจเย็น สงบสติอารมณ์ และอ่านเทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1758-1759/2556 นะ เพราะเป็นเรื่อง นายจ้างพูดว่า “ถ้าทำอย่างนี้ไม่ได้ให้ลาออกไป” ลูกจ้างไม่ไปทำงานถือว่าลูกจ้าง ลาออกเองไม่ใช่เลิกจ้าง การที่นาย บีประธานกรรมการ พูดกับโจทก์ว่า “ถ้าทำอย่างนี้ไม่ได้ให้ลาออกไป” เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2549 คำพูดเช่นนี้ย่อมไม่ใช่การบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ใช่บอกให้ออกจากงานแต่เป็น คำแนะนำโจทก์ว่าถ้าโจทก์ทำไม่ได้ก็ให้ลาออกไป จึงไม่ใช่การข่มขู่เพื่อเลิกจ้างโจทก์ ต่อมาวันที่ 19 มกราคม 2549 โจทก์เข้ามาที่ทำงาน นาย ดีกรรมการผู้จัดการของจำเลยได้สอบถามโจทก์ โจทก์บอกว่าไม่ทำงานแล้ว มีการถ่ายทอดงานให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ ดังนั้นการกระทำของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการลาออกจากการ เป็นลูกจ้างของจำเลยโดยปริยาย จำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ 3.การที่จะถือว่านายจ้างเลิกจ้างนั้น ต้องเข้าองค์ประกอบ ดังนี้ 1)นายจ้างไม่ให้ทำงาน และ 2)นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้ แต่ถ้าหากข้อเท็จจริงเปลี่ยนเป็นว่า...

โพสเฟสด่านายจ้างว่า “อินี่มันตัวร้าย เอาเปรียบพนักงาน บริษัทจนแต่ตัวเองรวย” แบบนี้เลิกจ้างได้ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

อ่านอินบ๊อกแล้วได้แต่คิดว่า…จะแซ่บกันไปถึงไหนอ่ะเพื่อนนนนน เพราะรายนี้ถามมาว่า…. ถ้าเราด่านายจ้างแค่ไม่ได้เอ่ยชื่อ ตรงๆ เช่น “อินี่มันตัวร้าย เอาเปรียบพนักงาน บริษัทจนแต่ตัวเองรวย” แบบนี้เค้าเอาผิดหนูได้มั้ย ไล่ออกได้รึเปล่า ไม่ได้เอ่ยชื่อนะคะ ใจเย็น ๆ กันก่อนคะคุณขา…. ไม่ได้เข้าข้างใคร เพราะอย่าว่าแต่นายจ้างเลยคะ หากเป็นเราโดนด่าก็คงจะหัวร้อนมิใช่น้อย อ่ะ มาดูประเด็นกฎหมายกัน ไล่เรียงให้ฟัง ดังนี้ค่ะ 1. การที่ลูกจ้างโพสด่านายจ้างด้วยถ้อยคำ “อินี่มันตัวร้าย เอาเปรียบพนักงาน บริษัทจนแต่ตัวเองรวย” ทำให้ผู้ที่ได้อ่านเข้าใจว่านายจ้างไม่ดี เอาเปรียบลูกจ้าง ซึ่งข้อความนั้นทำให้นายจ้างนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เข้าลักษณะความผิดฐานหมิ่นประมาท และเป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามมาตรา 328 ซึ่งผู้กระทำจะได้รับโทษหนักขึ้นกว่าหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 ที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อีกทั้ง อาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 อันเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยต่อนายจ้าง ที่นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งนี้ ตาม ม.119 (2) 2....

นายจ้างไม่มีสิทธิเก็บเงินประกัน แต่นายจ้างยังฝ่าฝืนเรียกเก็บเงินประกันโดยหักจากเงินค่าจ้างรายเดือน จะถือเป็นการหักค่าจ้างไม่ชอบ และหากฟ้องคดีต่อศาลจะฟ้องอย่างไร ?

ถ้างานที่ลูกจ้างทำนั้นนายจ้างไม่มีสิทธิเก็บเงินประกัน แต่นายจ้างยังฝ่าฝืนเรียกเก็บเงินประกันโดยหักจากเงินค่าจ้างรายเดือน จะถือเป็นการหักค่าจ้างไม่ชอบด้วยมาตรา 76 หรือไม่ ? และหากฟ้องคดีต่อศาลจะฟ้องอย่างไร? ​​1. การที่นายจ้างเรียกเงินประกันการทำงานโดยไม่ว่าจะเรียกเก็บก่อนเข้าทำงานหรือโดยหักจากเงินค่าจ้างของลูกจ้างเป็นรายเดือน จากลูกจ้างที่ทำงานในตำแหน่งที่นายจ้างไม่สามารถเรียกหลักประกันในการทำงานได้นั้น ถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม 10 และ ม.76 ที่มีโทษทางอาญา ตาม ม.144 ที่นายจ้างจะต้องคืนเงินประกันและคืนเงินค่าจ้างที่หักไว้แก่ลูกจ้าง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่3039/2550) 2. ถามว่า เงินที่คืน จะใช้สิทธิเรียกคืนในฐานของ “เงินค่าจ้าง” หรือ “เงินประกัน” ความเห็นของผู้เขียนเห็นว่า เจตนาของนายจ้างคือการหักเงินเพื่อเป็นหลักประกัน หากจะฟ้องก็ต้องฟ้องเรียกคืนในฐานของ “เงินประกัน” โดยลูกจ้างสามารถเรียกคืนเงินค่าจ้างที่หักไว้ในแต่ละเดือนได้พร้อมดอกเบี้ย (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 668/2544) ระเบียบของจำเลยว่าด้วยพนักงานและลูกจ้าง ข้อ 25 กำหนดให้เงินสะสมของพนักงานหรือลูกจ้างรวมทั้งดอกเบี้ยเป็นประกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ร้านสหกรณ์โดยการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของพนักงานหรือลูกจ้างนั้น ๆ แต่โจทก์เป็นพนักงานทำความสะอาดไม่ใช่งานเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินที่นายจ้างจะเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างได้ตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ 4 จำเลยจึงต้องห้ามไม่ให้เรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากโจทก์ เมื่อจำเลยเลิกจ้างจึงต้องคืนค่าจ้างที่หักไว้เป็นรายเดือนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 10​...

ลูกจ้างขับรถบริษัทในเวลาปฏิบัติงานไปชนไปข้างทางโดยไม่มีคู่กรณีทำให้เคลมประกันไม่ได้ แบบนี้นายจ้างสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากลูกจ้างได้หรือไม่??”

สืบเนื่องจากมี Inbox จากน้องรักเข้ามาถามว่า “พี่ฝ้ายสุดสวย (อันนี้พูดเอง) ลูกจ้างขับรถบริษัทในเวลาปฏิบัติงานไปชนไปข้างทางโดยไม่มีคู่กรณีทำให้เคลมประกันไม่ได้ แบบนี้นายจ้างสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากลูกจ้างได้หรือไม่??” จากคำถาม มีข้อเท็จจริงไม่มาก ซึ่งผู้เขียนไม่ทราบว่าที่ไม่มีคู่กรณีเกิดจากคู่กรณีหนี (ลูกจ้างต้องไปแจ้งความดำเนินคดี) หรือ ลูกจ้างประมาทแล้วชนข้างทางเอง จึงอนุมานเอาว่า ลูกจ้างน่าจะขับรถประมาทและชนข้างทางซึ่งหากเป็นตามเหตุดังกล่าวนั้น แต่จากข้อมูลคำถาม ดังกล่าว คลินิกกฎหมายแรงงานขอตอบดังนั้นค่ะ “ฟ้องได้” เพราะถือได้ว่าลูกจ้างกระทำละเมิดต่อนายจ้าง และฟ้องผิดสัญญาจ้างได้ด้วย หากในสัญญาจ้างระบุว่า ในกรณีที่ลูกจ้างทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ลูกจ้างต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับนายจ้าง ก็เป็นเรื่องการฟ้องเรื่องผิดสัญญาจ้างด้วย การฟ้องมูลละเมิดและฟ้องผิดสัญญาจ้าง มีอายุความ 10 ปี โดยอายุความเริ่มนับจากวันที่นายจ้างรู้เหตุที่ทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งหากฟ้องคดีหลังจากขาดอายุความ ผลคือ ลูกหนี้ (ฝ่ายที่ต้องรับผิด) มีสิทธิปฏิเสธการชำระหนี้โดยยื่นคำให้การต่อสู้คดี เพื่อขอให้ศาลยกฟ้อง ฎีกา 1653/57 ความเสียหายจากมูลละเมิดที่ลูกจ้างกระทำต่อนายจ้างเป็นการละเมิดและเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

ลูกจ้างลาทำ GIFT ที่ต้องพักตามความเห็นแพทย์ แต่นายจ้างให้ลูกจ้างแลกเวรแทนการใช้วันลาป่วยนั้น นายจ้างทำได้หรือไม่

ว่าจะมูฟออน แต่ก็มูฟออนเป็นวงกลม กับคำถามหมวด ลาป่วย สำหรับคำถามที่ลูกจ้างลาทำ GIFT ที่ต้องพักตามความเห็นแพทย์ แต่นายจ้างให้ลูกจ้างแลกเวรแทนการใช้วันลาป่วยนั้น นายจ้างทำได้หรือไม่นั้น ผู้เขียนมีความเห็นดังนี้ 1. นายจ้างไม่สามารถทำได้ เพราะกระบวนการในการทำ GIFT เป็นการรักษาภาวะผู้มีบุตรยาก และการพักตามความเห็นแพทย์ก็เป็นการพักตามการรักษาของแพทย์ ซึ่งลูกจ้างลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.32 ดังนั้น นายจ้างจะมาสั่งให้แลกเวรแทนการใช้วันลาป่วย “ไม่ได้” ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวได้ และไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้าง นายจ้างจะลงโทษทางวินัย หรือตัดค่าจ้างไม่ได้ 2. หากถูกเลิกจ้างเพราะเหตุดังกล่าว นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย ตาม ม.118และนายจ้างอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมได้ อธิบายเพิ่มเติมว่าการทำกิ๊ฟท์ (GIFT) คืออะไร ? การทำ GIFT นั้น เป็นกระบวนการรักษาภาวะผู้มีบุตรยาก ที่รักษาด้วยเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ ที่มีการเก็บไข่ออกมานอกร่างกายของฝ่ายหญิง นำมาผสมกับตัวอสุจิของฝ่ายชายเพื่อให้เกิดตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ จากนั้นอีก 2-3 วัน หรือการเลี้ยงตัวอ่อนนอกร่างกายจนถึงระยะฝังตัว (เรียกตัวอ่อนระยะ “บลาสโตซิส”) ซึ่งต้องใช้เวลาในการเพาะเลี้ยงนาน 5-6 วัน แล้วจึงนำตัวอ่อนใส่กลับเข้าในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง เพื่อให้ฝังตัวและเจริญต่อไปเป็นทารกในครรภ์ ซึ่งในขั้นตอนการย้ายตัวอ่อนนั้น...

“ ป่วยจริงมีใบรับรองแพทย์ แต่นายจ้างให้แลกเวรแทนการลาป่วย แบบนี้นายจ้างทำได้หรือไม่??”

ยังคงอยู่กับเรื่องลาป่วย…เพราะแฟนเพจยังมูฟออนไม่ได้ กับคำถามที่ว่า “ ป่วยจริงมีใบรับรองแพทย์ แต่นายจ้างให้แลกเวรแทนการลาป่วย แบบนี้นายจ้างทำได้หรือไม่??” ถ้านายจ้างสั่งมาแบบนี้ เท่ากับว่านายจ้างไม่ให้ลูกจ้างลาป่วย แล้วมีผลทางกฎหมายอย่างไร ? 1. สำหรับเรื่องนายจ้างไม่ให้ลูกจ้างลาป่วย ไม่มีบทลงโทษตามกฎหมาย แต่ถ้าหากว่าลูกจ้างป่วยจริง นายจ้างจะมาสั่งให้แลกเวรแทนการใช้วันลาป่วยไม่ได้ ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวได้ และไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้างด้วย หากนายจ้างลงโทษทางวินัย หรือหักค่าจ้างระหว่างที่ลาป่วยดังกล่าว ลูกจ้างก็มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าจ้างที่นายจ้างหักหรือที่นายจ้างไม่จ่ายได้ 2. หากถูกเลิกจ้างเพราะเหตุดังกล่าว นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย ตาม ม.118 และนายจ้างอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมได้ อย่างไรก็ตาม การที่กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง หากลูกจ้างลาป่วยเป็นเวลานาน ก็น่าจะเกิดภาระแก่นายจ้างพอสมควร เพราะในขณะที่ลูกจ้างลาป่วยเป็นระยะเวลานาน ลูกจ้างยังมีสภาพเป็นลูกจ้างอยู่ มีสิทธิใช้สวัสดิการของนายจ้างในเรื่องอื่น ๆ เช่น เบิกค่ารักษาพยาบาล เบิกค่าสวัสดิการต่าง ๆ เมื่ออ่านบทความนี้แล้ว ผู้เขียนอยากให้ลองคุยกับนายจ้างด้วยเหตุผล ถ้าการที่ลูกจ้างต้องลาป่วย และงานที่เรารับผิดชอบต้องกระทบและเป็นภาระกับเพื่อนร่วมงานเกินสมควร หรืองานล่าช้าหรืองานอาจเสียหาย ก็อาจจะหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาในเรื่องของลาป่วยร่วมกัน เช่น ถ้าป่วยบ่อยบ่อยก็อาจจะเปลี่ยนลักษณะการทำงานเป็นที่ปรึกษาแทน หรือมาทำงานน้อยลงแต่เงินเดือนก็อาจจะลดลงไปบ้างบางส่วน ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อตกลงทั้งสองฝ่าย และน่าจะเป็นทางออกที่ดีนะคะ

การนับวันลาป่าวย นับรวมวันหยุดด้วยหรือไม่ ?

หากกล่าวถึงการลาป่วย กฎหมายกำหนดว่าลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.32 ดังนั้น สำหรับคำถามที่ว่า ในกรณีที่ลูกจ้างลาป่วยทั้งเดือน จะนับรวมวันหยุดประจำสัปดาห์เป็นลาป่วยด้วยหรือไม่ คลินิกกฎหมายแรงงาน ขอตอบดังนี้!! 1. “ไม่รวม” เพราะการนับวันลาป่วยกรณีที่ลูกจ้างลาติดต่อกันหลายวันหรือลาคร่อมวันหยุดนั้น นับเฉพาะ “วันทำงาน” เท่านั้น เพราะวันหยุดลูกจ้างมีสิทธิหยุดได้ตามสิทธิของตนอยู่แล้วโดยไม่ต้องลา การลาคร่อมวันหยุดไม่ได้ทำให้วันหยุดกลายเป็นวันทำงานไปได้ ดังนั้น จะนับรวมวันหยุดเข้ากับวันลาไม่ได้ เว้นแต่ จะมีกฎหมายบัญญัติให้นับรวมวันหยุดเข้ากับวันลา (มีด้วยเหรอ “มี๊” เสียงสูงงงงง) นั้นคือ การลาคลอดบุตร ที่กฎหมายกำหนดให้นับรวมวันหยุดเข้าในระหว่างลานั้นด้วย ม.41)อ้างอิงข้อหารือกองนิติการ ที่ 0603/11490 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2544 2. แล้วค่าจ้างระหว่างลาป่วยจะได้รับอย่างไร ? กฎหมายกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างลาป่วยตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ปีหนึ่งไม่เกิน 30 วัน (ม.57) 3. หากลาป่วยเกิน 30 วัน นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิใดหรือไม่ ? ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิประกันสังคมได้ โดยประกันสังคม จะจ่ายเป็น “เงินทดแทนการขาดรายได้”...