กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

ข้อห้ามเรียกรับหลักประกัน !!

ข้อห้ามเรียกรับหลักประกัน!! หลายคนสอบถามเข้ามาว่านายจ้างเรียกรับประกันได้หรือไม่ ถ้าได้ ได้ในตำแหน่งไหนบ้าง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 ที่แก้ไขโดยพระราช บัญญัติคุ้มครองแรงงาน(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 กำหนดห้ามการเรียกหรือรับหลักประกันว่า “ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่น หรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้าง เว้นแต่ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้น ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้างได้ ตลอดจนประเภทของหลักประกัน จำนวนมูลค่าของหลักประกันและวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด” ติดต่องาน

บิดาเสียชีวิตแล้วก็ขอรับรองบุตรได้!!

บิดาเสียชีวิตแล้วก็ขอรับรองบุตรได้!! สำหรับกรณีที่บิดาเสียชีวิตแล้ว วิธีการขอรับรองบุตรทำได้ แต่ต้องดำเนินคดี อย่างคดีไม่มีข้อพิพาท คือ เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188(1) ตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8504/2544 การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1555 หากบิดามีชีวิตอยู่ต้องดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทคือฟ้องบิดาโดยทำเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แต่ถ้าบิดาถึงแก่ความตายไปแล้วต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188(1) ดังนั้น เมื่อผู้ตายซึ่งเป็นบิดาได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์จึงต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ส่วนบทบัญญัติมาตรา 1558 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมซึ่งเป็นผลตามมาจากการที่ร้องขอให้ศาลพิพากษาเป็นบุตร มิใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจโจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทผู้ตายเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย

ผ่านการทดลองงานแล้ว แต่บริษัทไม่ขึ้นเงินเดือนให้ ฟ้องได้ไหม ?

ผ่านการทดลองงานแล้ว แต่บริษัทไม่ขึ้นเงินเดือนให้ ฟ้องได้ไหม ? คำถามนี้มี 2 คำตอบ มิตรรักพอจะเดาได้ไหม ว่าตอบอย่างไรบ้าง ? สำหรับคำถามนี้มี 2 คำตอบคือ “ฟ้องได้”และ “ฟ้องไม่ได้” กล่าวคือ ถ้าในสัญญาจ้างไม่ได้ตกลงว่า ผ่านทดลองงานแล้วจะปรับให้ นายจ้างก็มีสิทธิที่จะไม่ปรับให้ แต่ตรงกันข้าม หากในสัญญากำหนดไว้ ว่าผ่านทดลองงานแล้วจะขึ้นให้เป็นจำนวนเท่าใด แต่ไม่ขึ้นให้ แบบนี้ถือว่าโต้แย้งสิทธิแล้วฟ้องศาลได้

นายจ้างไล่ออกไม่จ่ายค่าชดเชย เพราะลูกจ้างฝ่าฝืนคำสั่งไม่ยอมทำ OT ได้ไหม ?

นายจ้างไล่ออกไม่จ่ายค่าชดเชย เพราะลูกจ้างฝ่าฝืนคำสั่งไม่ยอมทำ OT ได้ไหม ?? สัญญาจ้างแรงงานที่ลูกจ้างตกลงทำงานให้นายจ้าง นายจ้างจะบังคับให้ทำงานได้เฉพาะในเวลาทำงานปกติวันละไม่เกิน 8 ชั่วโมงเท่านั้น เกินกว่านั้นคือการทำงานล่วงเวลา นายจ้างจะบังคับลูกจ้างไม่ได้!!! และจะใช้เหตุนี้มาอ้างว่าลูกจ้างฝ่าฝืนฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างในกรณีร้ายแรงไม่ได้ นายจ้างไม่มีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เมื่อนายจ้างบังคับให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาไม่ได้ กฎหมายจึงกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างด้วยเป็นคราวๆ ไป โดยอาจจะทำเป็นหนังสือ หรือแจ้งผ่านอีเมล์ หรือข้อความ หรือด้วยวาจา หรือด้วยการแสดงกิริยาอาการอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่คัดค้านคำสั่งของนายจ้าง หรือการที่ลูกจ้างมาทำงานล่วงเวลาก็ถือได้ ว่าเป็นการยินยอมของลูกจ้างแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5888/2530 การที่นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาหรือในวันหยุดได้จึงต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของลูกจ้าง เมื่อลูกจ้างไม่สมัครใจมาทำงานเกินเวลาทำงานตามปกติตามคำสั่งของนายจ้างจึงไม่อาจถือได้ว่าลูกจ้างฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง นายจ้างจึงไม่มีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย

นายจ้างโอนตัวให้ไปทำงานบริษัทใหม่ถือเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ ? ขอรวมฮิตแบตเมกะแด๊นซ์แล้วกันเพราะช่วงนี้ก็จะมีคำถามเกี่ยวกับการขอโอนตัวลูกจ้างให้ไปทำงานที่อื่นเข้ามาหลายคำถาม เริ่มเลออ นายจ้างย้ายลูกจ้างไปทำงานบริษัทในเครือแต่ให้นับอายุงานใหม่แบบนี้ถือว่าเลิกจ้างหรือไม่?? : คำตอบคือ ถือว่าเลิกจ้างและเป็นการเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิดนายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย ที่ตอบแบบนี้เหตุก็เป็นเพราะว่าเมื่อไหร่จ้างอยากจะย้ายลูกจ้างไปทำงานที่อื่นแม้ว่าเป็นบริษัทในเครือแต่ก็เป็นนิติบุคคลต่างกันการที่ลูกจ้างต้องทำสัญญาจ้างใหม่ก็ถือว่านายจ้างเดิมไม่ประสงค์จะจ้างลูกจ้างต่อไปจึงถือว่าเป็นการเลิกจ้าง (อ้างอิงตามคำพิพากษาฎีกาที่ 513 / 2524) แต่ในกรณีกลับกันถ้านายจ้างโอนลูกจ้างไปอีกบริษัท”โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง” และมีการตกลงนับอายุงานกันต่อเนื่องก็ถือเป็นการโอนตัวลูกจ้างไม่ใช่การเลิกจ้าง (ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 3554 / 2525)

ยึดทรัพย์บังคับคดี คืออะไร ?

ยึดทรัพย์บังคับคดี คืออะไร ?? หลายครั้งที่เราไปฟ้องคดีแม้จะชนะคดีแล้วถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ แต่ไม่ได้ทำอะไรต่อเหมือนว่าได้เพียงกระดาษเปล่า ดังนั้นต้องไปดำเนินการขั้นตอนหนึ่งเพื่อให้ ได้มาซึ่งทรัพย์สินของลูกหนี้นั้นเรี่ยวขั้นตอนของการยึดทรัพย์บังคับคดี เดี๋ยววันนี้จะมาเล่าให้ฟังว่าการยึดทรัพย์บังคับคดีคืออะไร ไปฟังกัน.. เมื่อเราไปฟ้องคดีแล้วคดีเสร็จสิ้น ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้หรือชำระเงินและได้ส่งคำบังคับให้แก่กลายเป็นลูกหนี้ปฎิบัติตามภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ ลูกหนี้ก็ต้องนำเงินไปวางที่ศาลเพื่อทำตามคำพิพากษา หากลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ เจ้าหนี้จะต้องดำเนินการขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยเมื่อได้หมายบังคับคดีถูกส่งไปยังกรมบังคับคดี เจ้าหนี้มีหน้าที่จะต้องไปตั้งเรื่องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับ เพื่อให้ทำการยึดและการอายัดของลูกหนี้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระให้เจ้าหนี้ ส่วนทรัพย์สินอะไรที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีสิทธิยึดอายัดได้ ติดตามได้ตามโพสต์ต่อไปนะคะ

ลูกจ้างไม่ได้ค้าแข่งกับนายจ้างแต่ให้ภรรยาเปิดร้านค้าแข่ง แบบนี้ก็เลิกจ้างได้!!

ลูกจ้างไม่ได้ค้าแข่งกับนายจ้างแต่ให้ภรรยาเปิดร้านค้าแข่ง แบบนี้ก็เลิกจ้างได้!! เรื่องนี้เป็นเรื่องจากบริษัทที่เราเป็นที่ปรึกษาอยู่ เรื่องราวมีอยู่ว่าในสัญญาจ้างระหว่างบริษัทกับพนักงานก็จะห้ามพนักงานประกอบกิจการค้าแข่งกับนายจ้างพูดง่ายๆ ก็คือห้ามประกอบกิจการประเภทเดียวกันตลอดระยะเวลาที่เป็นพนักงาน รวมถึงเมื่อพ้นสภาพพนักงานไปแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน แต่ในขณะทำงาน พนักงานคนดังกล่าวก็ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญา ไม่ได้เปิดร้านขายของแข่งกับนายจ้าง แต่ให้ภรรยาเป็นคนเปิดร้านขายของซึ่งมีสินค้าชนิดประเภทเดียวกับนายจ้าง แถมยังมี LINE จากลูกค้าเป็นหลักฐานด้วยว่าตัวลูกจ้างแนะนำให้ไปซื้อสินค้าจากบริษัทภรรยาของตน เมื่อเกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาบริษัทเรียกสอบถามลูกจ้างกลับบอกว่าภรรยาของตนไม่ใช่ลูกจ้าง มีสิทธิ์โดยเสรีที่จะค้าขายอะไรก็ได้ และตนก็ไม่ได้ทำผิดสัญญาว่าจ้าง บริษัทเลิกจ้างไม่ได้หาก จะเลิกจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชย ….คุยด้วยแล้วก็ได้แต่พูดว่า แหม่ ในใจ ใครสงสัยว่าหัวหมอเป็นยังไงให้มาดูเคสนี้นะคะ ในกรณีนี้มีฎีกาใกล้เคียงเคยพิพากษาฎีกาที่ 13815 / 2555 ว่าลูกจ้างชักชวนและสนับสนุนให้พนักงานขายใต้บังคับบัญชาขายสินค้าของภรรยาตนซึ่งเป็นสินค้าชนิดเดียวกันกับนายจ้างให้แก่ลูกค้าของนายจ้างพฤติการณ์แบบนี้เป็นพฤติการณ์อันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตแล้วยังถือได้ว่าลูกจ้างมีเจตนาประพฤติชั่วคิดคตไม่ซื่อตรงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของนายจ้างอีกด้วยนายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวมถึงค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง สำหรับใครที่กังวลเรื่องแบบนี้อยู่ให้อ่านฎีกาข้างต้นดีดีนะคะแล้วลองกลับไปพิจารณาสัญญาหรือข้อบังคับของตนและเขียนให้ครอบคลุมด้วยส่วนใครถ้าเขียนไม่ได้จ้างได้นะ ทนายยังว่าง

ถ้าจะร้องขอถอนผู้จัดการมรดก !!! ผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะต้องร้องขอก่อนที่การแบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นลง!!

ถ้าจะร้องขอถอนผู้จัดการมรดก !!! ผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะต้องร้องขอก่อนที่การแบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นลง!! คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2150/2561 การร้องขอศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกตามป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรค 1 ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดต้องร้องขอเสียก่อนที่การแบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นลง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องได้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแล้ว โดยไม่มีทรัพย์มรดกของผู้ตายหลงเหลือให้จัดการเองต่อไป จึงถือได้ว่าผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว และผู้คัดค้านจะอ้างว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกโดยมีเจตนาทุจริตปกปิดผู้คัดค้านและบุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ทั้งได้โอนทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิ์ หรือมีเหตุผลตามกฎหมายอันเป็นเท็จในการร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ก็ตาม ก็ไม่อาจถือได้ว่าการปันมรดกรายดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกภายหลังการปันทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

เงินค่าน้ำมันและค่าโทรศัพท์ถือเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณในฐานค่าชดเชยหรือไม่ ?

เงินค่าน้ำมันและค่าโทรศัพท์ถือเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณในฐานค่าชดเชยหรือไม่? หลายบริษัทก็จะแยก เงินเดือนออกเป็น ค่าจ้าง ค่าน้ำมัน ค่าตำแหน่ง ค่าโทรศัพท์ จึงมีประเด็นคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วเวลาที่ถูกเลิกจ้าง ค่าชดเชยจะคำนวณจากเงินฐานไหนกันแน่ รวมเงินค่าน้ำมันลดค่าโทรศัพท์หรือไม่? ก่อนที่จะตอบคำถามก็ต้องอธิบายว่า ค่าชดเชยจะนำค่าจ้างในอัตราสุดท้ายมาคำนวณ ตามอายุงาน รายละเอียดไปดูในมาตรา 118 พรบ.แรงงาน โดยค่าจ้างก็คือเงินที่นายจ้าง “ตกลงจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน” แต่หากจ่ายเพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น จ่ายเป็นขวัญและกำลังใจเพื่อจูงใจให้ลูกจ้างปฎิบัติงานตรงเวลา ทุ่มเท ขยัน แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นค่าจ้างหรือเงินอื่นๆเช่น ค่าผ่านทางด่วน ค่าที่จอดรถ ที่ให้เป็นครั้งคราวไปแบบนี้ ไม่ถือว่าจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน ไม่เป็นค่าจ้าง แต่หากในกรณีที่นายจ้างจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง โดยวิธีเหมาจ่ายให้กับลูกจ้างเป็นประจำเท่ากันทุกเดือน เช่น นายจ้างรายนึงจ่ายค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ให้กับลูกจ้างโดยวิธีเหมาจ่ายเป็นรายเดือนเดือนละ 10,000 บาท เท่ากันทุกเดือนโดยไม่ได้คำนึงว่าลูกจ้างจะจ่ายค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์หรือไม่ หรือได้จ่ายไปจำนวนมากน้อยแค่ไหน ประกอบกับลูกจ้างก็ไม่ต้องนำใบเสร็จค่าน้ำมันรถหรือใบเสร็จค่าโทรศัพท์มาเป็นหลักฐานในการเบิกด้วยเงินดังกล่าวจึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานถือเป็นค่าจ้าง อ้างอิงคำพิพากษาฎีกาที่ 7402-7403 / 2554

เลิกจ้างเพราะลูกจ้างพูดไม่เพราะ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม!!

เลิกจ้างเพราะลูกจ้างพูดไม่เพราะ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม!! ใครที่ชอบเห็นทนายฝ้ายใสๆ ไม่วีนให้ข้ามโพสต์นี้ไปเลย.. เตือนไว้ก่อนไม่อยากให้เห็นเราในมุมที่เราไม่น่ารัก… เรื่องของเรื่องคือ อ่าน inbox นายจ้างเจ้านี้ แล้วก็ปวดหัว ไทลินอลสองเม็ดยังเอาไม่อยู่ กับประเด็นที่ปรึกษาว่าลูกจ้างใช้ถ้อยคำในอีเมลดูไม่ให้เกียรติไม่เหมาะสมกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาเลิกจ้างได้ไหม เลิกจ้างแล้วต้องจ่ายค่าชดเชยหรือเปล่า?? ก็ว่าจะไม่ตอบแล้วนะ แต่พอส่งรูปอีเมล มาให้ดู ลูกจ้างส่งเมล์มาหานายจ้าง ว่ายัง เลยขอมาโพสให้ความเข้าใจ โดยทั่วกัน เผื่อใครเจอกรณีเดียวกันแบบนี้ ลูกจ้างอีเมลมาว่า “ หนูคิดว่าถ้ากำหนดแนวทางการทำงานแบบนี้ ก็จะทำให้การทำงานยิ่งล่าช้าไม่ตอบโจทย์กับนโยบายบริษัท และไม่ตอบโจทย์ลูกค้าผู้ใช้งาน .. หนูคิดว่าบริษัทเราควรปรับปรุงในเรื่องดังนี้ …” ข้อความข้างบนเป็นข้อความโดยยอดที่นายจ้างแคปมาให้ดู แล้วบอกว่าลูกจ้างพิมพ์เมล์มาบอกแบบนี้พร้อมกับ cc คนอื่นดูเหมือนเป็นการดูถูกผู้บังคับบัญชากระด้างกระเดื่อง อยากเลิกจ้างแต่ไม่แน่ใจว่าต้องจ่ายค่าชดเชยไหม เธอ…เธอสงบสติอารมณ์แล้วฟังฉันนะ นี่มันหมดยุคทาสแล้ว ธาตุเดียวที่เหลือคือยาธาตุแก้ท้องอืดท้องเฟ้อเท่านั้น การที่ลูกจ้างแสดงความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาแม้จะใช้ค่อยคำที่เป็นภาษาพูดไม่ใช่ภาษาเขียนอย่างที่ควรจะเป็นแต่ก็เป็นการเสนอแนะให้นายจ้างปรับปรุงการทำงานโดยมาจากมุมมองความคิดของลูกจ้างในตำแหน่งดังกล่าวมันไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เกิดความเสียหายกับบริษัทที่จะเป็นเหตุเลิกจ้างได้อ่ะ นอกจากความเห็นของแล้วฉันก็ไปพลิกแผ่นดินหาฎีกามาให้เธอ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในทำนองเดียวกันกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะลูกจ้างทำรายงานโดยใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3820 / 2528 ได้พิพากษาไว้ว่าการที่ลูกจ้างใช้ภาษาพูดธรรมดาที่ชาวบ้านใช้ในการที่แนะนำให้ในจ้างปรับปรุงวิธีการทำงานการกระทำดังกล่าวไม่เป็นการกระทำผิดต่อข้อบังคับการทำงานนายจ้างอันจะพึงลงโทษทางวินัยและในจ้างก็ไม่รับความเสียหายจากการกระทำของลูกจ้างโดยตรงที่อาจเกิดมีขึ้นหากจะมีก็มีแต่เพียงความไม่สบายใจของผู้ร่วมปฏิบัติงานหรือผู้บังคับบัญชาเท่านั้น หากนายจ้างออกสาเหตุนี้มาเลิกจ้างจึงถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เฮ้อออ เหนื่อย