กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

เงินค่าน้ำมันและค่าโทรศัพท์ถือเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณในฐานค่าชดเชยหรือไม่ ?

เงินค่าน้ำมันและค่าโทรศัพท์ถือเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณในฐานค่าชดเชยหรือไม่? หลายบริษัทก็จะแยก เงินเดือนออกเป็น ค่าจ้าง ค่าน้ำมัน ค่าตำแหน่ง ค่าโทรศัพท์ จึงมีประเด็นคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วเวลาที่ถูกเลิกจ้าง ค่าชดเชยจะคำนวณจากเงินฐานไหนกันแน่ รวมเงินค่าน้ำมันลดค่าโทรศัพท์หรือไม่? ก่อนที่จะตอบคำถามก็ต้องอธิบายว่า ค่าชดเชยจะนำค่าจ้างในอัตราสุดท้ายมาคำนวณ ตามอายุงาน รายละเอียดไปดูในมาตรา 118 พรบ.แรงงาน โดยค่าจ้างก็คือเงินที่นายจ้าง “ตกลงจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน” แต่หากจ่ายเพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น จ่ายเป็นขวัญและกำลังใจเพื่อจูงใจให้ลูกจ้างปฎิบัติงานตรงเวลา ทุ่มเท ขยัน แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นค่าจ้างหรือเงินอื่นๆเช่น ค่าผ่านทางด่วน ค่าที่จอดรถ ที่ให้เป็นครั้งคราวไปแบบนี้ ไม่ถือว่าจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน ไม่เป็นค่าจ้าง แต่หากในกรณีที่นายจ้างจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง โดยวิธีเหมาจ่ายให้กับลูกจ้างเป็นประจำเท่ากันทุกเดือน เช่น นายจ้างรายนึงจ่ายค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ให้กับลูกจ้างโดยวิธีเหมาจ่ายเป็นรายเดือนเดือนละ 10,000 บาท เท่ากันทุกเดือนโดยไม่ได้คำนึงว่าลูกจ้างจะจ่ายค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์หรือไม่ หรือได้จ่ายไปจำนวนมากน้อยแค่ไหน ประกอบกับลูกจ้างก็ไม่ต้องนำใบเสร็จค่าน้ำมันรถหรือใบเสร็จค่าโทรศัพท์มาเป็นหลักฐานในการเบิกด้วยเงินดังกล่าวจึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานถือเป็นค่าจ้าง อ้างอิงคำพิพากษาฎีกาที่ 7402-7403 / 2554

เลิกจ้างเพราะลูกจ้างพูดไม่เพราะ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม!!

เลิกจ้างเพราะลูกจ้างพูดไม่เพราะ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม!! ใครที่ชอบเห็นทนายฝ้ายใสๆ ไม่วีนให้ข้ามโพสต์นี้ไปเลย.. เตือนไว้ก่อนไม่อยากให้เห็นเราในมุมที่เราไม่น่ารัก… เรื่องของเรื่องคือ อ่าน inbox นายจ้างเจ้านี้ แล้วก็ปวดหัว ไทลินอลสองเม็ดยังเอาไม่อยู่ กับประเด็นที่ปรึกษาว่าลูกจ้างใช้ถ้อยคำในอีเมลดูไม่ให้เกียรติไม่เหมาะสมกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาเลิกจ้างได้ไหม เลิกจ้างแล้วต้องจ่ายค่าชดเชยหรือเปล่า?? ก็ว่าจะไม่ตอบแล้วนะ แต่พอส่งรูปอีเมล มาให้ดู ลูกจ้างส่งเมล์มาหานายจ้าง ว่ายัง เลยขอมาโพสให้ความเข้าใจ โดยทั่วกัน เผื่อใครเจอกรณีเดียวกันแบบนี้ ลูกจ้างอีเมลมาว่า “ หนูคิดว่าถ้ากำหนดแนวทางการทำงานแบบนี้ ก็จะทำให้การทำงานยิ่งล่าช้าไม่ตอบโจทย์กับนโยบายบริษัท และไม่ตอบโจทย์ลูกค้าผู้ใช้งาน .. หนูคิดว่าบริษัทเราควรปรับปรุงในเรื่องดังนี้ …” ข้อความข้างบนเป็นข้อความโดยยอดที่นายจ้างแคปมาให้ดู แล้วบอกว่าลูกจ้างพิมพ์เมล์มาบอกแบบนี้พร้อมกับ cc คนอื่นดูเหมือนเป็นการดูถูกผู้บังคับบัญชากระด้างกระเดื่อง อยากเลิกจ้างแต่ไม่แน่ใจว่าต้องจ่ายค่าชดเชยไหม เธอ…เธอสงบสติอารมณ์แล้วฟังฉันนะ นี่มันหมดยุคทาสแล้ว ธาตุเดียวที่เหลือคือยาธาตุแก้ท้องอืดท้องเฟ้อเท่านั้น การที่ลูกจ้างแสดงความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาแม้จะใช้ค่อยคำที่เป็นภาษาพูดไม่ใช่ภาษาเขียนอย่างที่ควรจะเป็นแต่ก็เป็นการเสนอแนะให้นายจ้างปรับปรุงการทำงานโดยมาจากมุมมองความคิดของลูกจ้างในตำแหน่งดังกล่าวมันไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เกิดความเสียหายกับบริษัทที่จะเป็นเหตุเลิกจ้างได้อ่ะ นอกจากความเห็นของแล้วฉันก็ไปพลิกแผ่นดินหาฎีกามาให้เธอ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในทำนองเดียวกันกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะลูกจ้างทำรายงานโดยใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3820 / 2528 ได้พิพากษาไว้ว่าการที่ลูกจ้างใช้ภาษาพูดธรรมดาที่ชาวบ้านใช้ในการที่แนะนำให้ในจ้างปรับปรุงวิธีการทำงานการกระทำดังกล่าวไม่เป็นการกระทำผิดต่อข้อบังคับการทำงานนายจ้างอันจะพึงลงโทษทางวินัยและในจ้างก็ไม่รับความเสียหายจากการกระทำของลูกจ้างโดยตรงที่อาจเกิดมีขึ้นหากจะมีก็มีแต่เพียงความไม่สบายใจของผู้ร่วมปฏิบัติงานหรือผู้บังคับบัญชาเท่านั้น หากนายจ้างออกสาเหตุนี้มาเลิกจ้างจึงถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เฮ้อออ เหนื่อย

การเยียวยาเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลจะสั่งให้รับกลับเข้าทำงานอาจให้นับอายุงานเดิมต่อได้

การเยียวยาเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลจะสั่งให้รับกลับเข้าทำงานอาจให้นับอายุงานเดิมต่อได้ ถ้าเป็นลูกเพจกันจริงต้องเคยอ่านเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมกันมาบ้างแล้วล่ะ (มั้ง) ทวนอีกที!!! ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนี้ไม่ใช่ค่าเสียหายที่กฎหมายกำหนดไว้ตามอายุการทำงานเหมือนค่าชดเชย แต่เป็นดุลพินิจของศาลที่จะดูว่าการเลิกจ้างนั้นไม่เป็นธรรมหรือไม่ และลูกจ้างได้รับความเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอย่างไร หากศาลแรงงานเห็นว่านายจ้างเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลอาจสั่งนายจ้าง 1) รับกลับเข้าทำงานตำแหน่งหน้าที่เดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม และ เงินเดือนเท่าเดิม 2) ใช้ค่าเสียหายเลิกจ้างไม่เป็นธรรม แต่กรณีให้รับกลับเข้าทำงาน อาจให้นับอายุงานเดิมต่อได้แต่จะให้นับอายุงานในระหว่างถูกเลิกจ้างจนรับกลับเข้าทำงานด้วยไม่ได้!!! ฎีกา 6719/2558 ศาลแรงงานมีคำสั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน แม้มิได้กำหนดให้นับอายุงานต่อเนื่องไว้ แต่ตามผลรูปคดีย่อมแสดงว่าเป็นการสั่งให้รับกลับเข้าทำงานต่อไปในฐานะเดิมก่อนการเลิกจ้าง แต่จะนับระยะเวลาตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันที่รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานรวมเข้าเป็นอายุงานด้วยไม่ได้ เพราะระหว่างนั้นลูกจ้างไม่ได้ทำงานให้นายจ้าง คงนับอายุงานใหม่ต่อกับอายุงานเดิมที่คำนวณถึงวันก่อนวันเลิกจ้างได้เท่านั้น

คู่สัญญาเป็นนิติบุคคลต่างประเทศจะยื่นฟ้องที่ไหนดี

คู่สัญญาเป็นนิติบุคคลต่างประเทศจะยื่นฟ้องที่ไหนดี อ่านโพสนี้!! …การฟ้องคู่สัญญาที่เป็นนิติบุคคลต่างประเทศเป็นจำเลยให้รับผิดในข้อหาผิดสัญญาสามารถยื่นฟ้องต่อศาลไทยที่มูลคดีเกิด กล่าวคือ ผิดสัญญาที่ไหนก็ฟ้องที่ศาลนั้น ต้องดูในข้อสัญญาต่อไปว่ามีข้อตกลงว่าถ้ามีกรณีพิพาทให้ไปดำเนินการในชั้นอนุญาโตตุลาการหรือไม่ โดยให้ถือเอาสำนักทำการที่ประกอบกิจการภายในประเทศไทยเป็นภูมิลำเนาในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้กับจำเลย ที่สำคัญ ถ้าจำเลยมีสิทธิเรียกร้องใดๆ กับบุคคลภายนอกอื่นภายในประเทศ สิ่งที่ต้องทำ คือ ขอคุ้มครองชั่วคราว โดยยื่นพร้อมฟ้องหรือก่อนศาลมีคำพิพากษา ให้อายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อง่ายต่อการบังคับชำระหนี้ต่อไป…

ค่าคอมมิชชั่น ถือว่าเป็นค่าจ้างหรือส่วนหนึ่งของค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานหรือไม่ ?

ค่าคอมมิชชั่น ถือว่าเป็นค่าจ้างหรือส่วนหนึ่งของค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานหรือไม่ ? คลินิกกฎหมายแรงงานขอให้ความเห็นดังนี้ ค่าคอมมิชชั่น จะถือว่าเป็นค่าจ้างถ้าเข้าลักษณะดังต่อไปนี้ 1. นายจ้างจ่ายเป็นเงินหรือสิ่งของ 2. คิดคำนวณเอาจากผลของการทำงาน เช่น เป็นเซลล์ขายรถยนต์ นายจ้างกำหนดค่าคอมมิชชั่นให้คันละ 5,000 ลูกจ้างขายได้ 2 คัน ก็ได้ค่าคอม 10,000 บาท เป็นต้น 3. จะต้องอาศัยการทำงานหรือผลงานโดยตรง เช่น จะต้องนำสินค้าไปขายและขายได้เท่านั้น จึงจะได้ค่าคอมมิชชั่น ถ้าขายไม่ได้ก็ไม่ได้ค่าคอมมิชชั่น 4. มีแบบแผนและการคำนวณที่แน่นอน เป็นทางการ ดังนั้น หากค่าคอมมิชชั่นที่นายจ้างจ่ายในลักษณะที่เป็นการจูงใจ เช่น ถ้าลูกจ้างสามารถขายสินค้าได้จำนวน 10 ชิ้น ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้ค่าคอมมิชชั่น 30,000 บาท หากลูกจ้างขายสินค้าได้ไม่ถึง 10 ชิ้น ลูกจ้างไม่มีสิทธิ์ได้ค่า คอมมิชชั่น ลักษณะนี้ไม่ถือว่าค่าคอมมิชชั่นเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างตามกฎหมายแรงงาน

ให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกไว้ล่วงหน้า ไม่มีผลเป็นการลาออก แต่เป็นการเลิกจ้าง

ให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกไว้ล่วงหน้า ไม่มีผลเป็นการลาออก แต่เป็นการเลิกจ้าง วันนี้ได้รับสายจากฝ่ายบุคคลของบริษัทหนึ่ง โทรมาปรึกษาด้วยความไม่สบายใจ เนื่องมาจากว่า นายจ้างบอก HR ว่า “ในวันเซ็นสัญญาจ้าง ก็ให้เค้าเซนใบลาออกไว้ล่วงหน้าเลย ไม่ต้องกรอกวันที่ มีปัญหา หรือทำงานไม่ลงตัว เราก็กรอกวันที่ เรียกเค้ามารับทราบ เป็นการลาออกด้วยลายมือลูกจ้างเอง ลูกจ้างไม่สามารถเรียกค่าชดเชยได้” ในกรณีเช่นนี้ ถ้าเกิดในการนำสืบลูกจ้างมีหลักฐานมานำสืบได้ว่าลูกจ้างได้เซ็นใบลาออกนั้นไว้ล่วงหน้า ใบลาออกนั้นไม่มีผลเป็นการลาออกแต่เป็นการเลิกจ้าง หากอ้างอิงจากหนังสือการเลิกจ้าง ของอาจารย์พงศ์รัตน์ เครือกลิ่น ได้มีประเด็นใกล้เคียงกันในเรื่องดังกล่าวกล่าวคือ ลูกจ้างมาฟ้องว่านายจ้างเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด จึงฟ้องร้องขอเรียกค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม แต่นายจ้างก็บอกว่าลูกจ้างเป็นผู้ลาออกเอง โดยในคดีดังกล่าวศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ในระหว่างทำงานลูกจ้างมีการเปลี่ยนชื่อโดยมีหลักฐานการเปลี่ยนชื่อมาแสดง ปรากฏว่าชื่อที่ลงไว้ในใบลาออกเป็นชื่อเดิมก่อนเปลี่ยนชื่อใหม่ จึงน่าเชื่อได้ว่านายจ้างให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อไว้ในใบลาออกในขณะเข้าทำงานจริง เพราะปกติบุคคลมีชื่อใดก็ย่อมลงชื่อของตนในขณะนั้นจะไม่นำชื่อในอดีตหรืออนาคตมาลงไว้ แนะนำจากใจเลยนะ กรณีที่ทำงานร่วมกันไม่ได้ แนะนำให้ตกลงคุยกันดีดีถ้าไม่สามารถจ่ายตามสิทธิ์สิทธิ์ที่ลูกจ้างพึ่งได้รับตามกฏหมายก็ขอผ่อนจ่ายหรือตกลงร่วมกันไม่ใช่ไปบังคับขู่เข็ญหาช่องว่างทางกฎหมายหรือวิธีการอื่นใดที่จะไม่ต้องจ่าย …ใจเขาใจเรานะ ..

ลูกจ้างได้รับทุนจากนายจ้าง แต่โดนเลิกจ้างก่อนครบกำหนดใช้ทุน ลูกจ้างยังคงต้องใช้ทุนให้แก่นายจ้างอยู่หรือไม่?

ลูกจ้างได้รับทุนจากนายจ้างแต่โดนเลิกจ้างก่อนครบกำหนดใช้ทุน ลูกจ้างยังคงต้องใช้ทุนให้แก่นายจ้างอยู่หรือไม่??? มีหลายๆบริษัทที่มีทุนให้ลูกจ้างไปศึกษาดูงาน/เรียนต่อเพิ่มเติม โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อกลับมาลูกจ้างยังคงต้องทำงานกับนายจ้างต่อไปอีก…ปี เพื่อใช้ทุนที่นายจ้างออกให้ ปัญหาคือ ถ้าสมมุติว่าลูกจ้างไม่ได้อยากลาออก แต่กลับถูกนายจ้างเลิกจ้างเอง กรณีแบบนี้ลูกจ้างยังคงต้องใช้ทุนให้แก่นายจ้างอยู่หรือไม่ เพราะไม่ใช่ความผิดของเรา กรณีนี้ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. สัญญาจ้างแรงงาน 2. สัญญารับทุน กรณีแรกก่อน คือ สัญญาจ้างแรงงาน กรณีเป็นสัญญาจ้างโดยไม่กำหนดระยะเวลา เมื่อไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ การจะเลิกสัญญาต่อกันย่อมเป็นสิทธิของทั้งสองฝ่าย แต่เมื่อนายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา จึงต้องปฎิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ก็คือการจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และเมื่อได้จ่ายเงินครบถ้วนแล้ว ความเป็นนายจ้าง-ลูกจ้าง ก็ยุตินับแต่วันเลิกจ้างมีผล ดังนั้น สัญญาฉบับนี้ จึงไม่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาตามสัญญารับทุน กรณีที่สอง คือ สัญญารับทุน เป็นข้อตกลงในการให้ทุนและให้ลูกจ้างกลับมาใช้ทุนโดยการทำงานกับนายจ้างตามระยะเวลาที่ตกลงกัน แต่เมื่อนายจ้างมาเลิกจ้างก่อน ถือว่าลูกจ้างไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่เป็นนายจ้างที่เป็นฝ่ายบอกเลิกจ้างและไม่ติดใจในเรื่องสัญญาตามกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ดังนั้น ลูกจ้างจึงไม่ต้องใช้ทุนตามกำหนดและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับนายจ้าง อย่างไรก็ตาม ข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้นไม่สามารถปรับใช้ได้กับทุกกรณีไป หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป ข้อกฎหมายที่นำมาใช้ก็จะเปลี่ยนแปลงด้วย เช่น หากมีข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างถูกเลิกจ้างตาม ม.119 พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ กรณีเช่นนี้ผลก็จะเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน หากนายจ้างหรือลูกจ้างคนใดกำลังประสบปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้

กรณีถูกเจ้าหนี้อายัดเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เงินตอบแทน กรณีออกจากงาน ฯลฯ เจ้าหนี้สามารถอายัดได้ทั้งหมดไหม?

กรณีถูกเจ้าหนี้อายัดเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เงินตอบแทน กรณีออกจากงาน ฯลฯ เจ้าหนี้อสามารถอายัดได้ทั้งหมดไหม???? หลายๆ คนน่าจะมีคำถามสงสัยเกี่ยวกับกรณีที่เราเป็นลูกจ้างและถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอายัดเงินเดือน ค่าจ้าง เงินสงเคราะห์ โบนัส เงินตอบแทนกรณีออกจากงานเงินฝากในบัญชีธนาคาร เงินปันผล ฯลฯ ว่า เราจะโดนอายัดทั้งหมดเลยไหม ถ้าโดนอายัดทั้งหมดแล้วเราจะเอาเงินจากที่ไหนมาใช้ล่ะ????? ตามกฎหมายการอายัดเงินเหล่านี้จะไม่ถูกอายัดทั้งหมด เพราะต้องเหลือเงินให้ลูกหนี้ใช้บ้าง เช่น – เงินเดือน จะอายัดไม่เกิน 30% ของอัตราเงินเดือนก่อนหักรายจ่าย และต้องมีเงินเหลือไม่น้อยกว่าเดือนละ 20,000 บาท – เบี้ยเลี้ยงชีพ-ค่าล่วงเวลา-เบี้ยขยัน อายัดไม่เกิน 30% ของเงินที่ได้รับ – เงินโบนัส อายัดไม่เกิน 50% ของเงินที่ได้รับ – เงินตอบแทนกรณีออกจากงาน อายัดได้แต่ต้องเหลือไม่น้อยกว่า 300,000 บาท และเมื่อถูกอายัดเงินเดือน นายจ้างจะต้องนำส่งเงินเดือนของลูกหนี้เท่ากับจำนวนที่อายัด ให้กับกรมบังคับคดีเพื่อนำส่งให้กับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป จนกว่าจะครบจำนวนยอดหนี้ตามคำพิพากษา อย่างไรก็ดี ลูกหนี้ยังคงมีสิทธิขอลดเงินเดือนและค่าจ้างที่อายัด ได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่อายัดไว้เดิม โดยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี และชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องขอลด...

“หมิ่นประมาท” คืออะไร ความผิดแบบไหนเข้าหมิ่นประมาณ

กลายเป็นคำติดปากไปแล้วกับการบอกว่า “เดี๋ยวจะฟ้องหมิ่นประมาท” ทั้งๆที่บางความผิดไม่เข้าองค์ประกอบของการหมิ่นประมาทด้วยซ้ำ วันนี้เลยจะนำมาแชร์ว่าความผิดหมิ่นประมาทต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ? “หมิ่นประมาท” คือ การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง -การใส่ความ ข้อความที่กล่าวแม้จะเกิดจากการตอบคำถามผู้อื่น ก็เป็นการใส่ความแล้ว ผิดฐานหมิ่นประมาทได้ -การใส่ความ ต้องเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง จะเป็นความจริงหรือความเท็จก็ได้ การกล่าวข้อความที่ได้รับบอกเล่ามา เป็นการยืนยันข้อเท็จจริง -สำหรับข้อความจะเป็นหมิ่นประมาทหรือไม่ ต้องพิจารณาตามความรู้ของวิญญูชนทั่วๆ ไป มิใช่ความรู้สึกของผู้ถูกดูหมิ่นแต่ฝ่ายเดียว -การแจ้งความเท็จว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น เพื่อแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษ นอกจากเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ ยังเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วย -การใส่ความนั้น ต้องมีการระบุตัวผู้อื่นที่ถูกใส่ความว่าเป็นใคร หรือเป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายถึงบุคคลใด -ความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องเป็นการเจตนาใส่ความต่อบุคคลที่สาม “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา “หมายถึง การกระทำใดๆ ที่ทำให้ข้อเท็จจริงนั้นแพร่หลายไปยังบุคคลภายนอกในลักษณะวงกว้าง และเป็นความผิดสำเร็จทันทีที่มีการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ หรือโพสต์ข้อความลงในเฟสบุ๊ค นั้น

แต่งงานไม่ได้จดทะเบียน สามีตายจะรับรองบุตรอย่างไร ?

แต่งงานไม่ได้จดทะเบียน สามีตายจะรับรองบุตรอย่างไร?? สำหรับกรณีที่บิดาเสียชีวิตแล้ว วิธีการขอรับรองบุตรทำได้ครับ แต่ต้องต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188(1) ตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8504/2544 การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1555 หากบิดามีชีวิตอยู่ต้องดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทคือฟ้องบิดาโดยทำเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แต่ถ้าบิดาถึงแก่ความตายไปแล้วต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188(1) ดังนั้น เมื่อผู้ตายซึ่งเป็นบิดาได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์จึงต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ส่วนบทบัญญัติมาตรา 1558 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมซึ่งเป็นผลตามมาจากการที่ร้องขอให้ศาลพิพากษาเป็นบุตร มิใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจโจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทผู้ตายเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย