Please wait ...

 
ระวังชวดมรดก !! หากผู้รับมรดกเซ็นเป็นพยานเสียเอง

ระวังให้ดีผู้รับมรดกตามพินัยกรรม จะเซ็นเป็นพยานในพินัยกรรมไม่ได้!! หลายหลายคนมักจะถามเพียงว่าพินัยกรรมทำอย่างไรพินัยกรรมมีกี่แบบ ต้องฝากไว้ที่ใคร แต่ข้อสำคัญบางประการที่อาจทำให้พินัยกรรมตกไปเป็นโมฆะนั่น คือทายาทผู้รับมรดกตามพินัยกรรมลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1653 กำหนดห้ามไม่ให้พยานในพินัยกรรมเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมนั้น และถ้าหากดันไปลงลายมือชื่อผลก็คือย่อมทำให้ทรัพย์มรดกที่ผู้ตายยกให้ตกเป็นโมฆะและกลับไปแบ่งตามลำดับทายาทตามเดิม อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5404 / 2533 พยานในพินัยกรรมจะเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมไม่ได้ตามความหมายแห่งประมวลแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1653 วรรคหนึ่งหมายถึงพยานซึ่งต้องลงลายมือชื่อในใบพินัยกรรมที่ทำขึ้นนั้น การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั่งอยู่ด้วยขณะที่ผู้ตายทำพินัยกรรม “แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยาน” ในพินัยกรรมก็ไม่ได้ทำให้พินัยกรรมนั้นตกไป พินัยกรรมนั้นไม่เป็นโมฆะและยังสามารถยกให้จำเลยได้ตามเจตนาของผู้ตาย สำหรับใครที่มีปัญหาด้านกฎหมายต้องการติดต่อหาทนายความเพื่อดำเนินการใช้สิทธิ์เรียกร้องตามกฏหมาย หรือแม้แต่ขั้นตอนการสืบบุคคล สืบทรัพย์สินก็สามารถติดต่อได้ที่ info@legalclinic.co.th #ที่ปรึกษากฎหมาย #ทนายความ #สืบทรัพย์ #สืบก่อนแต่ง #นำยึด #วิทยากรสอนกฎหมาย

พ่อเสียชีวิตก่อน ลูกจะมีสิทธิได้รับมรดกจากปู่แทนพ่อหรือไม่ ?

พ่อตายก่อน ปู่ ย่า หลานจะมีสิทธิรับมรดกแทนพ่อไหม ? ก่อนตอบข้อสงสัย จะขออธิบายถึงผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย คือ ทายาทโดยธรรม 6 ลำดับ โดยแต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลัง คือ 1. ผู้สืบสันดาน 2. บิดามารดา 3. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 4. พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน 5. ปู่ ยา ตา ยาย 6. ลุง ป้า น้า อา และยังร่วมถึงคู่สมรสของผู้ตายที่ยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นทายาทโดยธรรมด้วย จะเห็นได้เลยว่ากฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าใครจะมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย แต่ในกรณีข้อสงสัย พ่อในฐานะบุตรเป็นผู้สืบดานตามข้อ 1. ตายก่อน ลูกจะมีสิทธิในการรับมรดกแทนพ่อเมื่อปู่ ย่าตาย เพราะทางกฎหมายลูกถือว่าเป็นผู้สืบสันดานที่อยู่ในชั้นถัดลงไปสามารถรับมรดกแทนได้ ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ นายดำ มีลูก คือ นายแดง และ นายแดง มีลูก คือ นายขาว หากนายแดงตาย แล้วหลังจากนั้นมา นายดำตาย ผู้มีสิทธิรับมรดกของนายดำแทนที่นายแดงคือนายขาวที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นเอง ถ้ายัง...

ได้รับหมาย ” ยึดทรัพย์บังคับคดี ” ต้องทำอย่างไร ?

แน่นอนแล้วว่าเมื่อมีหมายมาที่บ้านไม่ว่าใครก็ต้องตกใจทั้งนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะ ผู้กู้ ผู้ใช้(บัตรเครดิต) หรือแม้แต่ผู้ค้ำประกัน และเมื่อได้รับหมายก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังบ้าง วันนี้ตะมาแนะนำขั้นตอนและข้อควรทราบสำหรับผู้ที่ได้รับหมายดังกล่าว 1. ทางแรกเลยดูจำนวนหนี้ที่เรามีอยู่และติดต่อนิติกรเจ้าของสำนวนซึ่งจะมีชื่อและเบอร์โทรอยู่ด้านท้ายของเอกสาร และโทรแจ้งนิติกรเพื่อขอชำระหนี้ (บางคนบอกว่าโทรหลายครั้งไม่ติด ทำไงต่อ? โอ้ยยยเธอ ถ้าเป็นฉัน ฉันไม่ยอมให้บ้านถูกยึด และจะทำทุกทาง โทรไม่คิดก็ไปเลยค่ะ ไปติดต่อที่กรมบังคับคดี) 2. กรณีที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้เต็มจำนวนได้แต่สามารถชำระได้เพียงบางส่วนก็ให้ติดต่อกับเจ้าหนี้เพื่อขอเจรจาชำระหนี้บางส่วนและให้เจ้าหนี้แถลงขอถอนการประกาศยึดทรัพย์บังคับคดี และข้อสุดท้ายก็คือทำใจให้เข้มแข็งไว้ คิดว่าเงินที่เรากู้มานานเราเอาไปใช้และถึงคราวต้องจ่ายคืน และสำหรับผู้ค้ำประกันก็ขอให้เป็นบทเรียนว่าอย่าไปค้ำใครง่ายง่ายอีก และสำหรับใครที่มีปัญหาด้านกฎหมายต้องการติดต่อหาทนายความเพื่อดำเนินการใช้สิทธิ์เรียกร้องตามกฏหมาย หรือแม้แต่ขั้นตอนการสืบบุคคล สืบทรัพย์สินก็สามารถติดต่อได้ที่ info@legalclinic.co.th #ที่ปรึกษากฎหมาย #ทนายความ #สืบทรัพย์ #สืบก่อนแต่ง #นำยึด #วิทยากรสอนกฎหมาย #วิทยากรอารมณ์ดี

” ด่าเมียด้วยคำหยาบคาย ไม่ให้เกียรติเป็นประจำ ” ถือเป็นเหตุให้เมียฟ้องหย่าได้ !!

หลายหลายคนอาจจะเข้าใจว่าเหตุฟ้องหย่านั้นจะต้องเกิดจากสามีหรือภรรยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปมีชู้จึงจะฟ้องหย่าได้แท้จริงแล้วไม่ใช่นะคะเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ประกอบไปด้วย 10 เหตุดังนี้ (1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ (2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง (ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง (ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ (ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ (3) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ (4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ (4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือนร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ (4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ (5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ (6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ (7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้...

กฎหมายลิขสิทธิ์จะคุ้มครองความคิดก็ต่อเมื่อ มีการแสดงออกของความคิดแล้วเท่านั้น

ในการคุ้มครองลิขสิทธิ์งาน หรือจะฟ้องลิขสิทธิ์จากใครก็จะต้องพิจารณาก่อนว่างานนั้นเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่ ซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ จะต้องประกอบไปด้วยสี่หลักเกณฑ์ก็คือ 1. มีการแสดงออกของความคิด 2. สร้างสรรงานด้วยตนเอง 3. เป็นงานที่ประเภทกฎหมายรับรองและ 4. เป็นงานที่ไม่ขัดกับกฎหมาย ตั้งแต่ให้คำปรึกษามาเห็นว่าเรื่องที่เป็นปัญหามากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการนำเอาไอเดียของเพื่อนไปทคนที่ออกไอเดียก็อยากจะฟ้อง เรื่องลิขสิทธิ์จึงเป็นที่น่าพิจารณาว่าเรื่องนี้สามารถฟ้องได้หรือไม่ อย่างไร ถ้าจะพูดตามหลักกฏหมาย กฏหมายลิขสิทธิ์ไม่คุ้มครองความคิด (idea) แต่คุ้มครองการแสดงออกซึ่งความคิด (expression od idea) ดังที่ปรากฏไว้ในมาตรา 6 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537 ที่วางหลักไว้ว่า …. “การคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่คุ้มถึงความคิด หรือขั้นตอนกรรมวิธี หรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงาน หรือแนวความคิด หลักการการค้นพบหรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ ซึ่งต่างจากหลักการของสิทธิบัตรที่คุ้มครองความคิดที่แสดงถึงขั้นตอนการผลิต** ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออกที่บอกว่ากฎหมายไม่คุ้มครองไอเดียแต่คุ้มครองไอเดียที่ถูกแสดงออกมาแล้ว จะยกตัวอย่างให้ฟัง นางสาวฟ้าใสคิดพลอตเรื่องละครเรื่องหนึ่งไว้ในหัวแต่ยังไม่ได้เขียนและไม่ได้ถ่ายทอดงานนั้นออกมา ในกรณีนี้ก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองทางลิขสิทธิ์ค่ะ แม้ต่อมาถ้ามีนางสาวฟ้าหม่นมาเขียนละครแบบเดียวกับที่นางสาวฟ้าใสคิดเอาไว้ ก็จะถือไม่ได้ว่านางสาวฟ้าหม่นละเมิดลิขสิทธิ์ของนางสาวฟ้าใสเพราะความคิดหรือไอเดียดังกล่าวยังไม่ได้ถ่ายทอดรายละเอียดของงานที่มีลักษณะเฉพาะแต่เป็นเพียงโครงเรื่องทั่วๆไป อ่านมาถึงตรงนี้อย่าคิดว่ากฎหมายไม่เป็นธรรมนะคะใครที่มีปัญหาแนวแนวนี้หรือกลัวจะมีปัญหาแนวแนวนี้วิธีทางออกก็คือคิดแล้วลงมือทำเลยหรือยังไม่ต้องแชร์ไอเดียฤหัสอยากจะแชร์ก็แชร์ด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาดังกล่าวค่ะ (อ้างอิงหนังสือ หลักกฏหมายลิขสิทธิ์ : ณัฐกฤตา ลีลาประเทือง)

หมั้นแล้วไม่แต่ง ผู้บ่าวมีสาวใหม่ ของหมั้นไม่ต้องคืน

วันนี้จะมาพูดถึงกรณี “การหมั้น” หลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่อมันแล้วของมันก็ตกเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายหญิง เพราะฝ่ายชายนำมาให้ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่ เพราะของหมั้นนั้นจะตกเป็นสิทธิแก่หญิงทันทีที่หมั้นกัน แต่ตกเป็นส่วนตัวของหญิงเมื่อแต่งงานแล้ว อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีการหมั้นกันแล้วการสมรสไม่ได้จึงเกิดขึ้นคำถามว่าต้องคืนของหมั้นเขาหรือไม่ เรื่องที่สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเด็นดังนี้ค่ะ กรณีที่ 1 : ชายคู่หมั้น บอกเลิกสัญญา ไม่ต่งไม่แต่งมันแล้ว เพราะมีเหตุทำให้ชายไม่สมควรสมรสกับหญิงนั้น เช่น หญิงมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม มีคนอื่นชายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้และให้หญิงคืนของหมั้นแก่ชาย มาตรา 1442 กรณีที่ 2 : หญิงคู่หมั้นเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาหมั้น ฃ เพราะชายคู่หมั้น ทำให้หญิงไม่สมควรสมรสกับชายนั้น หญิงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้โดยไม่ต้องคืนของหมั้นแก่ชาย มาตรา 1443 กรณีที่ 3 : ทั้งสองฝ่ายตกลงยกเลิกการหมั้น ในกรณีนี้ต้องคืนของหมั้น เว้นแต่ฝ่ายชายจะตกลงว่าไม่ต้องคืน กรณี 4: คู่หมั้นเสียชีวิต กรณีนี้ไม่ใช่ความผิดของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดฝ่ายหญิงไม่ต้องของหมั้น มาตรา 1441 ส่วนวิธีการคืนของหมั้นนั้น ก็แบ่งได้เป็นหลายกรณีทรัพย์สินให้ไว้เป็นการคืนของหมั้นมีวิธีการคืน ดังนี้ 1. ถ้าเป็นเงิน คืนเพียงส่วนที่เหลืออยู่ในขณะเรียกคืน แต่หากนำไปซื้อทรัพย์สินอื่น ต้องนำทรัพย์นั้นคืนให้ฝ่ายชาย เพราะเป็นการช่วงทรัพย์...

โอนย้ายพนักงาน ” จากบริษัทหนึ่งไปอีกบริษัทหนึ่ง ” ต้องจ่ายค่าชดเชยไหม บริหารอยาางไรดี ?

การโอนย้ายพนักงานจากบริษัทหนึ่งไปอีกบริษัทหนึ่ง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนายจ้าง ที่การไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง หากลูกจ้างให้ความยินยอมแล้ว สิทธิต่าง ๆ ที่ลูกจ้างมีอยู่กับนายจ้างเดิม จะยังคงมีสิทธิต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การนับอายุงาน เงินเดือน สิทธิประโยชน์สวัสดิการ โดยนายจ้างใหม่จะต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้น ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.13 ดังนั้น คำถามที่ว่า หากลูกจ้างไม่ยินยอม จะถือว่าเป็นการเลิกจ้าง ที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ คลินิกกฎหมายแรงงานจึงมีความเห็น ดังนี้ หากลูกจ้างไม่ยินยอม ย่อมถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้าง ที่นายจ้าง ต้องจ่ายชดเชยให้กับลูกจ้าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3002/2561 การที่นายจ้างโอนย้ายลูกจ้างไปทำงานกับบริษัทในเครือ แม้กรรมการเป็นคนเดียวกัน ก็ถือเป็นคนละนิติบุคคลแยกต่างหาก ถือเป็นการโอนสิทธิความเป็นนายจ้างตามป.พ.พ. ม.577 วรรค 1 เมื่อลูกจ้างไม่ยินยอม จึงไม่อาจโอนย้ายได้ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ต้องจ่ายค่าเสียหายและค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง สำหรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงนายจ้าง ควรบริหารอย่างไรนั้น นายจ้างควรพูดคุยทำความเข้าใจกับลูกจ้างถึงสาเหตุที่ต้องมีการโอนย้ายพนักงานว่ามีความจำเป็นอย่างไร หากลูกจ้างยินยอมสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของลูกจ้างไม่เสียไป ไม่ว่าจะเป็น ตำแหน่ง เงินเดือน สวัสดิการ ต้องไม่ต่ำกว่าเดิม อายุงานนับต่อเนื่อง ดังนี้...

นายจ้างประเมินผลการทำงาน แต่เราไม่เห็นด้วยต้องเขียนความเห็นแย้งไว้

เรื่องการประเมินผลงานนั้น เป็นหลักเกณฑ์ที่นายจ้างจะนำมาใช้เพื่อการคัดสรรพนักงานไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การตกลงจ้างต่อเป็นพนักงานประจำ หรือใช้ในการพิจารณา ปรับระดับ เลื่อนขั้น เลื่อนเงินเดือน หรือจ่ายเงินโบนัส ส่วนใหญ่แล้วหลักเกณฑ์ในการประเมินจะเป็นไปตามมาตรฐาน ระดับตำแหน่ง หากปรากฏว่านายจ้างประเมินผลงานไม่ถูกต้อง เป็นไปในลักษณะกลั่นแกล้ง ไม่ตรงตามความจริงและไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างนั้น ลูกจ้างต้องทำอย่างไร ? ในเรื่องดังกล่าวนั้น ลูกจ้างสามารถทำความเห็นแย้งได้ เพราะหากเวลาล่วงเลยไป ลูกจ้างจะมาโต้แย้งคัดค้านภายหลังไม่ได้ เช่น นายจ้างประเมินผลการทำงานลูกจ้างโดยมีคะแนนค่อนข้างน้อย ซึ่งในการปฏิบัติงานนั้น ลูกจ้างตั้งใจทำงาน ไม่ขาดงาน ไม่เคยทำงานสายและในรอบปีใช้สิทธิวันลาน้อย หากประเมินผลงานแล้วลูกจ้างควรที่จะมีสิทธิได้รับเงินโบนัส หรือมีสิทธิในการเลื่อนเงินเดือน ดังนี้ เมื่อลูกจ้างทราบผลการประเมินแล้ว แต่ลูกจ้างก็ไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านหรือสอบถามว่าเหตุใดคะแนนการประเมินจึงได้คะแนนน้อย จนผ่านการพิจารณาจ่ายเงินโบนัสหรือผ่านการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนไปแล้ว กรณีเช่นนี้ ถือว่าลูกจ้างได้ยอมรับผลการประเมินแล้ว จะมาโต้แย้งคัดในภายหลังไม่ได้เพราะเวลาได้ล่วงเลยที่จะโต้แย้งไปแล้ว ดังนั้น หากลูกจ้างเห็นว่าการประเมินผลการทำงานไม่ถูกต้อง เป็นไปในลักษณะกลั่นแกล้ง หรือไม่เป็นธรรม ควรโต้แย้ง คัดค้าน ทันทีที่ทราบผลการประเมิน โดยการโต้แย้งคัดค้านนั้นอาจจะทำเป็นหนังสือ ส่งอีเมล์ ทั้งนี้ เพื่อจะมีหลักฐานหากต้องมีการฟ้องร้องคดีต่อศาล เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 13010/2558 ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานประชุมปรึกษากันแล้วเห็นว่า ลูกจ้างลางาน มาสายบ่อย หัวหน้างานจึงประเมินให้อยู่ในระดับดีพอใช้ ลูกจ้างทราบผลการประเมินแล้วไม่ได้โต้แย้ง คัดค้าน ต่อมา นายจ้างได้นำผลการประเมินมาใช้เป็นเกณฑ์ในการจ่ายโบนัสโดยปรับลดโบนัสลง...

นายจ้างไม่อนุมัติให้ลากิจ จะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่?

การลากิจ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.34 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลากิจธุระจำเป็นได้ 3 วัน โดยนายจ้างต้องจ่ายเงินค่าจ้างในวันลากิจปีหนึ่งไม่เกิน 3 วัน ทั้งนี้ ตาม.57/1 1.หากนายจ้างไม่อนุมัติให้ลากิจ จะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่? การที่นายจ้างไม่อนุมัติให้ลากิจ นายจ้างไม่มีความผิดตามกฎหมายแต่จะมีความผิดเฉพาะกรณีที่ลูกจ้างลากิจแล้วนายจ้างไม่จ่ายเงินค่าจ้างระหว่างลา เท่านั้น ม.144 (1) ซึ่งตามกฎหมายลูกจ้างมีสิทธิยื่นขอลากิจได้ (ลากิจ คือ กิจธุระที่ลูกจ้างต้องดำเนินการเอง เช่น ทำบัตรประชาชน ทำใบขับขี่ ที่ลูกจ้างไม่สามารถมอบหมายให้คนอื่นไปดำเนินการแทนได้) แต่อำนาจในการอนุมัติ เป็นอำนาจของนายจ้าง ซึ่งระเบียบ ขั้นตอน การอนุมัติ เป็นอย่างไร ก็ต้องบังคับไปตามระเบียบ ข้อบังคับของแต่ละบริษัทนั้น ๆ หากลูกจ้างมีเหตุลากิจ ตามหลักเกณฑ์ของบริษัทกำหนด เช่น ระเบียบกำหนดว่า “ลูกจ้างมีสิทธิลากิจธุระอันจำเป็นได้ในกรณีต่อไปนี้ 1.ลากิจธุระเพื่อไปจัดทำบัตรประชาชน 2.ลากิจธุระเพื่อไปจัดทำใบอนุญาตขับขี่รถยนต์/รถจักรยานยนต์ ฯลฯ” ก็มีสิทธิลาได้ นายจ้างจะไม่อนุมัติไม่ได้ 2.หากลูกจ้างมีสิทธิลากิจตามระเบียบ ข้อบังคับ แล้วลูกจ้างมีสิทธิทำอย่างไรได้บ้าง? ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำฟ้องคดีต่อศาลแรงงานเพื่อให้นายจ้างอนุมัติตามระเบีบบฯ หรือ ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อมีคำสั่งให้นายจ้างปฏิบัติให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

ใบเตือนออกย้อนหลังได้หรือไม่

ใบเตือนออกย้อนหลังได้หรือไม่ จะมาเกรงใจ เหตุการณ์ผ่านไปเป็นปี พอหมดลูกเกรงใจ ไม่รักกันแล้ว จะมาออกย้อนหลังไม่ได้ เพราะหากลูกจ้างได้กระทำผิดจริง นายจ้างจะต้องออกใบเตือนหรือลงโทษทันทีที่ทราบเรื่อง มิฉะนั้นจะถือว่า นายจ้างไม่ติดใจที่จะเอาผิดลูกจ้าง จะมาออกใบเตือนหรือทำการลงโทษย้อนหลังไม่ได้ เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 379/2551 ลูกจ้างเป็นพนักงานขับรถของนายจ้างไปเกิดอุบัติเหตุ นายจ้างปล่อยให้ลูกจ้างยังคงทำงานต่อเป็นเวลานาน 1 ปี เศษโดยไม่ได้ลงโทษ ส่วนค่าเสียหายให้กองบัญชีตั้งบัญชีลูกหนี้ไว้ ถือได้ว่า นายจ้างไม่ได้ติดใจลงโทษลูกจ้างอีก นายจ้างไม่อาจยกเอาเหตุดังกล่าวมาลงโทษลูกจ้างได้อีก (ฎ.379/2551) ส่วนหลักเกณฑ์ในการพิจารณาของศาลในประเด็นที่ว่า นายจ้างไม่ติดใจลงโทษหรือออกใบเตือน 1. ต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายจ้างรู้เหตุอันเป็นความผิดนั้นแล้ว 2. นายจ้างมีพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าไม่ติดใจจะลงโทษหรือออกใบเตือนหรือไม่ เช่น เมื่อปี 2547 ลูกจ้างมีหน้าที่เก็บเงินจากลูกค้าปล่อยปละละเลยไม่เรียกเก็บหนี้ ทำใบแจ้งหนี้สูญหายเป็นจำนวนมาก นายจ้างจึงเปลี่ยนตำแหน่งโดยให้ลูกจ้างไปทำงานตำแหน่งใหม่ เมื่อลูกจ้างถูกย้ายตำแหน่งมานานถึง 3 ปี ย่อมถือได้ว่า นายจ้างไม่ติดใจที่ลงโทษหรือออกใบเตือนลูกจ้างอันเกี่ยวกับความผิดนั้นแล้ว