เวลาเกิดอุบัติเหตุกับลูกจ้าง สิ่งที่มักได้ยินกันบ่อยคือ “เกิดในที่ทำงาน นายจ้างก็ต้องรับผิด” หรือ “เกิดระหว่างไปทำงาน ก็น่าจะเบิกกองทุนเงินทดแทนได้” แล้วก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่เกิดบ่อยมากในอินบ็อกซ์เพจ ซึ่งคิดว่าเป็นประโยชน์และเอามาเล่าให้ฟังหน้าเพจให้ถ้วนทั่ว
สิ่งแรกที่อยากให้ทราบคือ กฎหมายเงินทดแทนไม่ได้ดูเพียงว่าเหตุเกิดในเวลางานหรือในสถานที่ทำงานเท่านั้น สิ่งที่ต้องดูให้ถึงคือ เหตุนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานให้นายจ้างหรือไม่
พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดความหมายของคำว่า “ประสบอันตราย” ไว้ในมาตรา 5 โดยหมายถึงกรณีที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กาย ได้รับผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตาย เนื่องจากการทำงาน ป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้าง หรือตามคำสั่งของนายจ้าง
ถ้าเป็นกรณีลูกจ้างได้รับบาดเจ็บจากเครื่องจักรระหว่างทำงาน ถูกไฟฟ้าดูดขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือได้รับอันตรายขณะทำงานที่นายจ้างมอบหมาย ความเชื่อมโยงกับการทำงานย่อมเห็นได้ค่อนข้างชัด
แต่คดีเงินทดแทนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ง่ายเช่นนั้น เพราะข้อเท็จจริงบางอย่างอยู่ตรงรอยต่อระหว่าง “เรื่องงาน” กับ “เรื่องส่วนตัว”
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่องอุบัติเหตุระหว่างเดินทาง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 182/2524 เป็นกรณีลูกจ้างเลิกงานและโดยสารรถที่นายจ้างจัดให้เพื่อกลับบ้าน ต่อมารถเกิดอุบัติเหตุจนลูกจ้างเสียชีวิต ศาลเห็นว่าการจัดรถรับส่งเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกแก่ลูกจ้าง หลังเลิกงานลูกจ้างไม่ได้อยู่ระหว่างปฏิบัติงานตามคำสั่งของนายจ้างแล้ว จึงไม่ถือว่าเป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน
แต่ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4919/2538 ข้อเท็จจริงต่างออกไป ลูกจ้างได้รับมอบหมายให้เดินทางไปเก็บเงินจากลูกค้า และในวันเกิดเหตุลูกจ้างไม่ต้องเข้าไปยังสถานที่ทำงานก่อน แต่สามารถเดินทางจากบ้านตรงไปหาลูกค้าได้ ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุ ศาลเห็นว่าลูกจ้างได้เริ่มปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายแล้ว การประสบอันตรายจึงเป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน
สองคดีนี้ทำให้เห็นว่า การพูดกว้าง ๆ ว่า “อุบัติเหตุระหว่างเดินทางไปหรือกลับจากงานไม่อยู่ในกองทุนเงินทดแทน” ย่อมไม่ถูกต้องเสมอไป เช่นเดียวกับการพูดว่า “ถ้านายจ้างจัดรถให้ก็ต้องถือว่าเกี่ยวกับงาน” ก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน
ต้องกลับมาดูว่า ในขณะเกิดเหตุลูกจ้างกำลังเดินทางกลับบ้านตามปกติ หรือกำลังเดินทางเพื่อปฏิบัติงานตามที่นายจ้างมอบหมายอยู่
แนวเดียวกันนี้ยังเห็นได้จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2673/2526 ซึ่งเป็นกรณีนายจ้างมีคำสั่งให้ลูกจ้างเดินทางไปแข่งขันกีฬาในต่างจังหวัด การเดินทางดังกล่าวเกิดขึ้นจากงานพิเศษที่นายจ้างมอบหมาย เมื่อเกิดอุบัติเหตุระหว่างเดินทางกลับ ศาลจึงถือว่ายังอยู่ในช่วงของการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย
อีกกรณีหนึ่งที่อยู่ภายใต้กฎหมายเงินทดแทนคือการ “เจ็บป่วย” จากการทำงาน
มาตรา 5 กำหนดความหมายของการเจ็บป่วยไว้ว่า เป็นการที่ลูกจ้างเจ็บป่วยหรือถึงแก่ความตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน หรือเนื่องจากการทำงาน
ตรงนี้มีความสำคัญ เพราะการป่วยในเวลางาน กับการป่วยเพราะงาน ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2911/2524 เป็นตัวอย่างที่ชัด ลูกจ้างถึงแก่ความตายขณะปฏิบัติหน้าที่ แต่ศาลไม่ได้ถือเพียงเพราะเหตุเกิดขึ้นในเวลางานแล้วจะเป็นการเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานทันที ศาลยังพิจารณาต่อไปว่าลักษณะของงานมีความสัมพันธ์กับโรคหรือเหตุแห่งการเสียชีวิตหรือไม่
ในทางกลับกัน หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าสภาพงานเป็นเหตุให้เกิดอาการขึ้น ผลทางกฎหมายอาจต่างออกไป อย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1172/2526 ซึ่งลูกจ้างทำงานกลางแจ้งในสภาพอากาศร้อนอบอ้าว ต้องทำงานในลักษณะก้ม ๆ เงย ๆ ก่อนเกิดอาการหน้ามืด เป็นลม และถึงแก่ความตาย ศาลเห็นว่าเป็นการตายเนื่องจากการทำงานให้นายจ้าง
จึงต้องระวังเวลาวิเคราะห์คดีประเภทนี้ การบอกเพียงว่า “ลูกจ้างมีอาการระหว่างทำงาน” ยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าการเจ็บป่วยนั้นเกิดจากการทำงาน ต้องมีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงโรค อาการ หรือลักษณะการเสียชีวิตเข้ากับลักษณะหรือสภาพของงานด้วย
นอกจากการประสบอันตรายและการเจ็บป่วยแล้ว กฎหมายยังกล่าวถึงกรณี “สูญหาย” ไว้ด้วย
การสูญหายในความหมายของพระราชบัญญัติเงินทดแทน ไม่ได้หมายถึงเพียงนายจ้างติดต่อลูกจ้างไม่ได้หรือไม่ทราบว่าลูกจ้างอยู่ที่ใด แต่เป็นกรณีที่ลูกจ้างสูญหายในระหว่างการทำงานหรือปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้าง และมีพฤติการณ์ตามที่กฎหมายกำหนดจนมีเหตุอันควรเชื่อว่าถึงแก่ความตาย รวมถึงบางกรณีที่สูญหายระหว่างการเดินทางเพื่อไปทำงานให้นายจ้าง
ดังนั้น ก่อนจะพูดว่าลูกจ้าง “มีสิทธิได้เงินทดแทน” จึงต้องแยกเรื่องออกจากกันให้ชัดเสียก่อน
เรื่องแรกคือ เหตุที่เกิดขึ้นเข้าเงื่อนไขของกฎหมายหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการประสบอันตราย การเจ็บป่วย การสูญหาย หรือการถึงแก่ความตายที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงาน
ส่วนอีกเรื่องคือ เมื่อเข้าเงื่อนไขแล้ว ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิจะได้รับประโยชน์ทดแทนประเภทใด ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทนจากการไม่สามารถทำงาน การสูญเสียอวัยวะหรือสมรรถภาพ ทุพพลภาพ ตาย ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน และค่าทำศพ ทั้งหมดนี้ต้องพิจารณาตามเงื่อนไขของแต่ละกรณี
เวลามีคดีจริง สิ่งที่ต้องถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “เหตุเกิดในที่ทำงานหรือเปล่า” หรือ “เกิดตอนกี่โมง”
แต่ต้องดูว่าในขณะเกิดเหตุลูกจ้างกำลังทำอะไร ทำไปเพื่อใคร ได้รับมอบหมายอย่างไร เหตุที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับงานเพียงใด และมีข้อเท็จจริงอะไรเชื่อมโยงเหตุเข้ากับการทำงานของลูกจ้าง
คดีเงินทดแทนจึงเป็นคดีที่ข้อเท็จจริงสำคัญมาก เพราะบางครั้งรายละเอียดต่างกันเพียงไม่กี่จุด ผลทางกฎหมายก็อาจเปลี่ยนไปได้เลย
ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

