Please wait ...

 
ผ่านทดลองงาน แต่นายจ้างไม่ขึ้นเงินเดือนให้ แบบนี้ผิดกฎหมายไหมคะ ?

ผ่านทดลองงาน แต่นายจ้างไม่ขึ้นเงินเดือนให้ แบบนี้ผิดกฎหมายไหมคะ ? คุ้นๆว่าคำถามนี้เคยตอบไปแล้ว แต่ในเมื่อมีคนถามมาอีกรอบนึงก็จะตอบให้ ในเรื่องผ่านทดลองงานนี้หลายๆคนก็จะเข้าใจว่าเมื่อผ่านทดลองงานแล้วย่อมจะต้องได้สิทธิ์ที่ดีขึ้นทกว่าตอนที่เป็นพนักงานในช่วงทดลองงาน เช่นได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นได้สวัสดิการต่างๆของบริษัทเพิ่มขึ้น จึงเกิดเป็นคำถามว่า ก็เมื่อพ้นระยะเวลาทดลองงานแล้วแต่นายจ้างไม่ปรับเงินเดือนให้แบบนี้ถือว่าผิดไหมแจ้ง กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานหรือฟ้องต่อศาลแรงงาน ได้หรือเปล่า คำตอบคือ “หากไม่ได้ตกลงไว้ในสัญญาก็ไม่ได้ค่ะ” เนื่องจากกฎหมายไม่เคยกำหนดระยะเวลาทดลองงานไว้ แล้วไม่ได้บอกด้วยว่าเมื่อทดลองงานผ่านแล้วจะได้อะไรเพิ่มเติมขึ้นดังนั้นจึงเป็นสิทธิ์ของลูกจ้างที่จะต่อรองกับนายจ้างตั้งแต่แรกเริ่มเข้าทำงานและให้ระบุไว้ในสัญญาจ้างหรือหากมีภาระหน้าที่ขอบเขตงานเกินกว่าที่ตกลงไว้เมื่อครั้งสมัครงานและทำงานได้ดีจนผ่านช่วงทดลองงานก็อาจจะหารือกับหัวหน้างานถึงเหตุผลและความจำเป็นเพื่อขอปรับดูค่ะแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้มีผลผูกพันว่าบริษัทจะต้องให้เมื่อผ่านช่วงทดลองงานนะคะ

จะให้ไม่ผ่านทดลองงานก็ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า!!

จะให้ไม่ผ่านทดลองงานก็ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า!! หลายครั้งที่นายจ้างหรือตัวแทนนายจ้างบอกว่ากฎหมายไม่ยุติธรรมเลยก็ลูกจ้างทำงานไม่ดีจะให้ไม่ผ่านทดลองงานทำไมต้องแจ้งล่วงหน้า… เอาจริงๆนะแก มันไม่ได้มายุติธรรมหรอกแต่มันก็มีขั้นตอนของมันไง นึกในมุมลูกจ้างบ้างว่าถ้าเกิดว่าวันนี้ทำงานแล้วคิดว่าเราทำเต็มที่อยู่ดีๆบอกว่ายังไม่เป็นไปตามเป้ายังไม่เข้าตา พรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานแล้วนะและเธอก็ไม่มีสิทธิ์ได้อะไรทั้งนั้นเพราะเธออยู่ในช่วงทดลองงานเธอเซ็นเอกสารไว้แล้ว… ดังนั้นกฎหมายเขาจึงคุ้มครองไว้ว่าช่วยบอกลูกจ้างซัก 1 งวดการจ่ายค่าจ้างเถอะให้เขาได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ด้วยบางคนเพื่อมาทำงานก็ย้ายที่อยู่เป็นผีตองเหลืองมาใกล้ที่ที่ทำงานเลยเขามีการลงทุนมีการมัดจำค่าหอไปแล้ว อันนี้ต้องเข้าใจเขาด้วย ส่วนในมุมนายจ้างเองกฎหมายก็ไม่ได้เอาเปรียบนายจ้างเลยนะที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 งวดการจ่ายค่าจ้างเพียงแต่นายจ้างเองก็จะต้องเป็นคนที่เข้าใจในเรื่องราวเหล่านี้ เช่น ทำงานร่วมกันมา 30 วันถ้ามองเราว่าน้องเขายังมีความเข้าใจไม่ตรงกับเราทำงานไม่เป็นไปตามเป้าอาจจะต้องเรียกเขาเข้ามาเจรจาและแนะนำเขาสอนงานเขาตำหนิตักเตือนเขาแล้วแต่กรณีไปแล้วก็ดูไปอีกสักระยะเวลานึงเช่นดูไปอีก 30 วัน (60วันละนะ) แล้วถ้าคราวนี้เขายังทำงานไม่ดีอีกไม่ว่าจะด้วยนิสัยทัศนคติหรือความสามารถที่อาจจะไม่ตรงกับงานก็แจ้งเขาล่วงหน้าเลยว่าเดือนหน้าไม่ต้องมาทำงานแล้วนะ (อีก 30วัน) ซึ่งจริงๆกฎหมายไม่ได้ให้แจ้ง 1 เดือนด้วยนะกฎหมายกำหนดให้แจ้ง 1 งวดการจ่ายค่าจ้างนั่นหมายถึงว่าถ้าจ่ายราย 15 วันก็แจ้งล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายค่าจ้างของ 15 วันนั้น ก็ต้องใจเขาใจเรานิดนึง แล้วอ่านมาถึงตรงนี้อย่ามาบอกว่าทนายฝ้ายไม่เข้าใจหรอกเพราะว่าไม่เคยเป็นนายจ้าง…แกรู้ได้ยังไงฉันจ่ายค่าจ้างอยู่ทุกเดือน ปัญหาในการบริหารการจ้างก็มีแต่สุดท้ายเราแนะนำว่าการอยู่ร่วมกันไม่ว่าสถานะนายจ้างลูกจ้างในฐานะเพื่อนพี่น้องที่ทำงานร่วมกันการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาเกรงใจในจุดที่ควรเกรงใจและไม่จำเป็นต้องเกรงใจในเรื่องที่ไม่ควรต้องเกรงใจก็ยังเป็นการสื่อสารที่ส่งประสิทธิภาพที่สุด สรุปนะไม่ว่าจะทำงานอยู่ในช่วงทดลองงานหรือ เป็นพนักงานประจำแล้วหากจะมีการเลิกจ้างก็ต้องบอกก่อน 1 งวดการจ่ายค่าจ้างไม่เช่นนั้นนายจ้างก็จะต้องเสียค่าตกใจให้แก่ลูกจ้าง.. ส่วนข้าตกใจได้ยังไงบ้างได้แค่ 1 เดือนหรือได้มากกว่านั้นเดี๋ยวไว้มาเล่าให้ฟังวันหลังนะใครสนใจจะฟังกด 1 ไว้เลย

ขายของได้ไม่ตรงตามเป้า ไม่เข้าตามยอด นายจ้างสามารถเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้หรือไม่ ?

ขายของได้ไม่ตรงตามเป้า ไม่เข้าตามยอด นายจ้างสามารถเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้หรือไม่ ? ” พี่ทนายคะหนูเป็นเซลล์ค่ะ ในสัญญาจ้างระบุไว้ว่าถ้าหนูทำยอดขายได้ไม่ถึงเป้านายจ้างมีสิทธิ์เลิกจ้างโดยไม่ต้องบอกล่วงหน้าแล้วก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ในกรณีนี้นายจ้างทำได้ไหมคะ พอดีหนูอ่านเพจพี่มาหนูเข้าใจว่าทำไม่ได้แต่ในสัญญาระบุแบบนั้น บางคนเลยบอกว่าหากสัญญาระบุข้อบังคับได้…ยังไงช่วยตอบหนูทีนะคะ” ถามชัดเจนแบบนี้แล้วมีการหาข้อมูลเบื้องต้นด้วย ถ้าไม่ตอบเลยก็จะใจร้ายไปหน่อย และเนื่องจากว่าคำถามนี้เป็นประโยชน์ และมีคนถามบ่อยมาก เลยนำมาตอบหน้าเพจเพื่อเป็นความรู้ให้แก่บุคคลอื่นด้วย ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนว่าการทำสัญญาหากไม่ขัดกับกฎหมาย จะระบุอะไรลงไปก็มีผลใช้บังคับแต่จะบังคับได้แค่ไหนก็อาจจะต้องดูอีกเรื่องนึงด้วย พิจารณาเป็นเรื่องๆไปแต่ตามเรื่องที่น้องสอบถามเข้ามาในวันนี้เรื่องที่ขายไม่ได้ตามเป้า นายจ้างมีสิทธิ์เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยนั้นในสัญญาข้อนี้แม้น้องเซ็นไปแล้ว “ก็ไม่มีผลทางกฎหมายค่ะ” หากจะมีการเลิกจ้าง นายจ้างยังคงต้องบอกเลิกจ้างก่อน 1 งวดการจ่ายค่าจ้างและหากน้องทำงานกับเขาครบ 120 วันแล้วการเลิกจ้างนั้นไม่ได้เกิดจากความผิดทางวินัยไม่ได้มีการเตือนที่ถูกต้อง หรือไม่ได้เป็นความผิดร้ายแรง การสละสิทธิ์ดังกล่าวก็เป็นโมฆะหรือถ้าให้พูดเป็นภาษาบ้านๆก็คือว่าต่อให้น้องเซ็นไปนายจ้างก็บังคับใช้ไม่ได้ น้องยังมีสิทธิ์นำไปฟ้องร้องต่อศาลแรงงานหรือร้องเรียนกับกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานเพื่อเรียกสิทธิ์ตามกฎหมายค่ะ ดังเช่นในคำพิพากษาที่ 504/2525 ที่ศาลได้โปรดวินิจฉัยว่าแม้ว่านายจ้างกับลูกจ้างจะทำข้อตกลงดังกล่าวเรื่องยอดขายว่าจะต้องทำให้ได้ตามเป้าแต่ข้อสัญญาดังกล่าวก็ขัดต่อกฎหมายจึงมีผลเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หวังว่าคำตอบนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องที่ถามเข้ามาแล้วเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านคนอื่นด้วยนะคะ

ลูกจ้างไม่ทำงานให้นายจ้างครบเวลา ลูกจ้างต้องคืนค่าจ้าง ตามหลักสัญญาต่างตอบแทน

ลูกจ้างไม่ทำงานให้นายจ้างครบเวลา ลูกจ้างต้องคืนค่าจ้าง ตามหลักสัญญาต่างตอบแทน สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ก่อหนี้ให้แก่คู่สัญญา คือ ลูกจ้างมีหนี้ที่จะต้องทำงานให้แก่นายจ้าง นายจ้างก็มีหนี้ที่จะต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ทำงาน ดังนั้น ถ้าลูกจ้างไม่ชำระหนี้ คือ ไม่ทำงาน นายจ้างก็ย่อมมีสิทธิที่จะไม่ชำระหนี้ คือ ไม่จ่ายค่าจ้างได้เช่นกัน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 6435/2562 ลูกจ้างสแกนลายนิ้วมือเข้าทำงานแล้วแต่ไม่อยู่ทำงานให้นายจ้างจบครบ 8 ชั่วโมง เป็นการบันทึกเวลาอันเป็นเท็จ แต่กลับพาพนักงานไปทำงานให้กับนายจ้างอื่นและได้รับค่าจ้างมาแบ่งปันกัน โดยนายจ้างได้จ่ายค่าจ้างให้ด้วย เมื่อลูกจ้างมิได้ทำงานให้นายจ้างเต็มเวลาการทำงาน ลูกจ้างจึงต้องคืนค่าจ้างในส่วนที่ไม่ได้ทำงานให้แก่นายจ้างตามหลักสัญญาต่างตอบแทน

การที่นายจ้างย้ายลูกจ้างไปทำงานต่างประเทศ ถือเป็นคำสั่งที่ชอบธรรมและเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างหรือไม่ ?

การที่นายจ้างย้ายลูกจ้างไปทำงานต่างประเทศ ถือเป็นคำสั่งที่ชอบธรรมและเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างหรือไม่ ? การที่นายจ้างมีคำสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานเป็นวิศวกรประจำโครงการที่กัมพูชาโดยลูกจ้างไม่ยินยอม แม้ว่าจะทำให้ลูกจ้างได้เลื่อนตำแหน่ง ค่าจ้าง และสวัสดิการสูงขึ้นก็ตาม แต่เมื่อลูกจ้างไม่ยินยอม ย่อมเป็นภาระอย่างมากแก่ลูกจ้างและครอบครัว ยากที่จะปฏิบัติตามคำสั่งได้ กรณีนี้เช่นนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการใช้อำนาจจัดการบริหารงานบุคคลตามความเหมาะสมหรือความจำเป็น ถือเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ดังนั้นเมื่อนายจ้างเลิกจ้างด้วยเหตุลูกจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม (คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 46/2563)

นายจ้างส่งตัวลูกจ้างไปทำงานกับบริษัทอื่น  ต่อมาบริษัทอื่นส่งคืนตัวลูกจ้างให้แก่นายจ้าง  กรณีเช่นนี้จะถือใครว่านายจ้างของลูกจ้างกันแน่ ?​

กรณีเช่นนี้จะถือใครว่านายจ้างของลูกจ้างกันแน่??​ จากชื่อหัวข้ออาจจะงงๆ หน่อย แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจจึงอยากนำมาแชร์ให้แฟนเพจได้ฟัง เรื่องเกิดจากนายจ้างบริษัท A ได้ส่งให้ลูกจ้างไปทำงานให้แก่บริษัท B โดยบริษัท B ได้กำหนดให้ลูกจ้างปฏิบัติหน้าที่ควบคุมนั่งร้ายที่สถานประกอบการของบริษัท B ต่อมาบริษัท B ได้มีหนังสือแจ้งบริษัท A ว่า ให้การปฏิบัติงานของลูกจ้างสิ้นสุดลงตามสัญญา จึงมีปัญหาว่า สรุปแล้วลูกจ้างเป็นลูกจ้างของบริษัท A หรือ B??? และใครเป็นผู้เลิกจ้างลูกจ้างกันแน่??? คดีนี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ 43/2523 ได้พิพากษาไว้ว่า “แม้ว่าบริษัท A จะส่งลูกจ้างไปทำงานให้แก่บริษัท B ก็ตาม แต่บริษัท A เป็นผู้ดำเนินการขอวีซ่าและต่อใบอนุญาตทำงาน รวมถึงหักเงินนำส่งประกันสังคมในนามบริษัท A ถึงบริษัท B จะมีอำนาจบัญชาและอนุมัติการลาของลูกจ้างก็ตาม แต่ถือเป็นการมอบอำนาจบางส่วนให้แก่บริษัท B เท่านั้น “ ดังนั้นการที่บริษัท B มีหนังสือแจ้งบริษัท A ว่า ให้การปฏิบัติงานของลูกจ้างสิ้นสุดลงตามสัญญาพร้อมทั้งส่งตัวลูกจ้างคืนให้บริษัท A จึงไม่ใช่กรณีที่บริษัท B บอกเลิกสัญญาจ้างลูกจ้าง จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าอำนาจในการเลิกจ้างยังอยู่ที่บริษัท...

ทำงานทิพย์ แต่มีประกันสังคม เจ็บป่วยขึ้นมาระวังให้ดี ประกันสังคมมีสิทธิ์ ไม่จ่าย!!!

ทำงานทิพย์ แต่มีประกันสังคม เจ็บป่วยขึ้นมาระวังให้ดีประกันสังคมมีสิทธิ์ ไม่จ่าย!!! ตามหัวข้อเรื่องเลยจ้ะในช่วงนี้บริษัทเกิดขึ้นง่ายเป็นดอกเห็ดเลยทีเดียวบางคนมีลูกมีหลานมีเพื่อนอยากได้รับสิทธิ์ตามประกันสังคมก็เอาชื่อญาติติโกโหติกามาใส่กันเข้าไว้ในบริษัทเพื่อให้ได้รับสิทธิ์ต่างๆของผู้ประกันตนตามพรบ.ประกันสังคม แต่อย่าลืมว่าเจตนาของพระราชบัญญัติประกันสังคมนั้นเป็นการผู้รกษาการสร้างหลักประกันให้แก่ “ลูกจ้าง” โดยจัดตั้งกองทุนประกันสังคม ขึ้นเพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้าง ….” ดังนั้นหากปรากฏว่ามีการ ส่งประกันสังคมแต่ไม่มีการทำงานหรือไม่มีนิติสัมพันธ์แบบนายจ้างลูกจ้างจริง หากมีการเจ็บป่วยและมีการเบิกการรักษาพยาบาลกองทุนสังคมก็มีสิทธิ์ปฏิเสธการจ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวนะคะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ประกันสังคมก็ยังได้จำกัดความว่าประกันสังคมนั้นเป็นการสร้างหลักประกันให้แก่ลูกจ้าง “และบุคคลอื่น” ซึ่งบุคคลอื่นในที่นี้ก็คือผู้ประกันตนอย่างอิสระด้วย ดังนั้นลองศึกษาให้ดีปรับใช้อย่างสุจริตและส่งอย่างสุจริต เพื่อให้ได้มาซึ่งผิดอันชอบธรรมค่ะ

พูดระบายความในใจ…ไม่ถึงขั้นด่า ก็อาจถูกเลิกจ้างได้นะ !

พูดระบายความในใจ…ไม่ถึงขั้นด่า ก็อาจถูกเลิกจ้างได้นะ!! ในเรื่องของการโพสต์ด่านายจ้างใน Facebook หรือโพสต์ระบายความในใจแล้วถูกเลิกจ้างทั้งที่มีกฎหมายแรงงานของเราได้นำเสนอไปหลายครั้งหลายหนแล้ว แต่ดูเหมือนว่าหลายคนยังจะไม่ได้อ่าน วันนี้เลยจะนำเสนออีกรอบนึงกับเรื่องที่ว่าการระบายความในใจไม่ถึงขั้นที่จะต้องด่านายจ้างก็มีสิทธิ์ถูกเลิกจ้างได้ วันนี้ขอยกตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8206/2560 เพื่อให้เห็นชัดๆเลยว่าลูกจ้างโพสต์ว่าอย่างไรและนายจ้างจึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ” เมื่อไหร่จะได้สิ่งที่ควรได้วะ…ต้องกินต้องใช้ไม่ได้แดกลมนะ” “ใครเกลียดเจ้านายเป็นบ้าเป็นหลังโดนกลั่นแกล้งก็ให้หยุดความเกลียดความโกรธปล่อยให้เขาเป็นอย่างนั้นไปคนเดียวเพราะถ้ามีเจ้านายเฮงซวยก็ถือว่าเจ้านายของคุณมีทุกข์เยอะชีวิตเขาจะมาเจอลูกน้องเกลียดและเขาก็จะไม่มีความสุขในสิ่งที่เขาเป็นยุ่งเหยิงยิ่งกว่าหมอย…” สังเกตนะคะลูกจ้างอ้างว่าลูกจ้างโพสต์ข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นการระบายความคับข้องใจแถมไม่ได้ระบุชื่อนายจ้างอีกต่างหากแต่ศาลแรงงานก็มองว่าการที่ใครอ่านก็ทราบได้ว่าลูกจ้าง กล่าวถึงนายจ้างของตนเอง ข้อความดังกล่าวก็อาจทำให้กระทบต่อภาพลักษณ์ในการบริหารของนายจ้างซึ่งมีความสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการของลูกค้าการกระทำดังกล่าวที่เรียกว่าโพสระบายความคับข้องหมองใจจึงเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายนายจ้างสามารถเลือกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยโดยอ้างอิงตามพรบคุ้มครองแรงงานมาตรา 119 รวมไปถึงประมวลกฎหมายแพ่งและอาคารนี้มาตรา 583 ซึ่งนายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและไม่ต้องจ่ายค่าตกใจให้แก่ลูกจ้างด้วย ลูกจ้างท่านไหนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วทอดถอนใจว่า “อะไรกันก็แค่บ่นศาลเข้าข้างนายจ้างจังเลยนะ” ก็ให้รู้ไว้นะคะการบ่นมีหลายแบบ เช่น เหนื่อยจริงโว้ยยยยย … วันนี้งานยุ่งยิ่งกว่ายุงตีกัน กรณีเช่นนี้หากโพสต์ลงไปก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่านายจ้างเป็นคนไม่ดี หรือองค์กรบริหารงานไม่ดีหากเป็นเท่านี้ก็น่าจะไม่เข้ากับฎีกาที่ยกตัวอย่างมาค่ะ แต่อย่างไรก็ตาม Facebook เป็นสื่อสาธารณะ ถ้าอยากระบายความคับข้องหมองใจก็ช่วยทำให้เห็น คนเดียวหรือระบายลงไดอารี่ก็ว่าไปอย่างในช่วงข้าวยากหมากแพงและงานหายากแบบนี้หากควบคุมใจไม่ได้ช่วยควบคุมพฤติกรรมและคำพูดด้วย ก็จะเป็นประโยชน์กับตัวเองไม่น้อยค่ะ

ขโมยเงินนายจ้างจริงแต่ก็คืนครบแล้ว มีสิทธิ์ไล่ออกด้วยหรอคะ?? แบบนี้ฟ้องเรียกค่าชดเชยได้ไหมคะ??

ขโมยเงินนายจ้างจริงแต่ก็คืนครบแล้ว มีสิทธิ์ไล่ออกด้วยหรอคะ?? แบบนี้ฟ้องเรียกค่าชดเชยได้ไหมคะ?? เจอคำถามนี้จาก inbox เข้าไปใครไม่อ่อน เราอ่อนนะ ไม่ใช่ใจอ่อนนะ แต่หมายถึงอ่อนใจต่างหาก… เพราะการที่ลูกจ้างกระทำความผิดทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง รวมไปถึงจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย แบบนี้ เข้าข้อยกเว้นที่นายจ้างจะสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานมาตรา 119 กรณีที่นายจ้างไม่ติดใจเอาผิด ฟ้องเป็นคดีอาญาในข้อหาลักทรัพย์นายจ้างนั้นก็บุญแล้วน้องเอ๋ย… การที่เอาเงินไปคืนเขา ก็ไม่ได้หมายความว่าน้องไม่ได้ทำผิดและถ้าหากจะพูดในมุมอื่นที่นอกจากมุมกฎหมายแล้วล่ะก็ลองนึกถึงตัวเราเป็นนายจ้างดูเสียตังค์จ่ายค่าจ้างตอบแทนการทำงานทุกเดือนในวันนี้เขามาขโมยของของเราไปแม้ว่าจะเอามาคืนแล้วความไว้เนื้อเชื่อใจกันก็คงไม่มี ดังนั้นต่างคนต่างแยกย้ายเถอะการที่จะไปฟ้องนายจ้างเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เดี๋ยวโดนสวนมาข้อหาลักทรัพย์นายจ้างนะ

จันทร์ถึงศุกร์ทำงานกับนายจ้างคนหนึ่งเสาร์อาทิตย์ไปทำงานกับอีกที่นึงแบบนี้ผิดไหม ?

จันทร์ถึงศุกร์ทำงานกับนายจ้างคนหนึ่งเสาร์อาทิตย์ไปทำงานกับอีกที่นึงแบบนี้ผิดไหมคะพี่ทนาย ก่อนจะตอบเกี่ยวกับข้อกฎหมายขอชื่นชมก่อนว่าใช้ชีวิตได้ทรหดอนทนมากค่ะ ที่ทำ 6 วันต่อสัปดาห์ วันอาทิตย์ตอบ คำถามใน inbox เล็กๆน้อยๆ แล้วนำมาเขียน บทความล่วงหน้า ยังแทบฮากเลือด กฎหมายแรงงานไม่ได้ห้ามลูกจ้างที่จะมีนายจ้างมากกว่า 1 ราย แต่โดยปกติแล้วเมื่อเราทำงานกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งนายจ้างก็มักจะเขียนสัญญาหรือข้อบังคับบริษัทเลยว่าห้ามไปทำงานกับบริษัทคู่แข่ง ที่ประกอบกิจการประเภทเดียวกัน หรือบางที่หนักหน่อย คือห้ามไปทำงานกับบริษัทอื่นๆแม้ในเวลาเลิกงานแล้ว ในกรณีที่บริษัทไม่ได้กำหนดอะไรแบบนี้ไว้เลยหากงานที่ลูกจ้างไปทำในวันเสาร์อาทิตย์ และไม่ได้นำเอาข้อมูลนายจ้างไปใช้ ก็ไม่ได้เป็นการทำผิดแต่อย่างใด แต่ตรงกันข้ามหาในสัญญาจ้างหรือระเบียบข้อบังคับมีการระบุไว้ว่าห้ามไปทำงานกับบริษัทคู่แข่ง ที่ประกอบกิจการประเภทเดียวกัน หรือบางที่หนักหน่อย คือห้ามไปทำงานกับบริษัทอื่นๆแม้ในเวลาเลิกงานแล้ว ข้อบังคับนั้นก็ใช้ได้ค่ะ ดังนั้นจึงต้องให้น้องกลับไปดูสัญญาจ้างงานและข้อบังคับของบริษัทนะคะว่ามีกำหนดไว้หรือไม่… แต่อย่างไรก็ตามการทำงาน 7 วันอาจจะมีผลต่อสุขภาพได้นะคะ อันนี้ไม่ได้เตือนเกี่ยวกับกฎหมายเลย แต่เตือนด้วยความเป็นห่วงล้วนๆจากคนที่สุขภาพพังมาก่อนและปัจจุบันก็ยังคงพังอยู่ เข้าใจว่าภาระของแต่ละคนไม่เหมือนกันถ้าวันนี้ยังต้องทำงาน 7 วันอยู่ก็พยายามรักษาสุขภาพด้านอื่นๆด้วยนะคะ ดูแลเรื่องการกินออกกำลังกายบ้างอันนี้เตือนแฟนเพจด้วยเตือนตัวเองด้วยค่ะ