กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฏหมายแรงงาน Archives - Page 41 of 76 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

บริษัทแบ่งจ่ายโบนัส 2 รอบ ลาออกก่อนกำหนด จ่ายรอบ 2 ก็หมดสิทธิได้

บริษัทแบ่งจ่ายโบนัส 2 รอบ ลาออกก่อนกำหนด จ่ายรอบ 2 ก็หมดสิทธิได้ ก่อนอื่นมาดูที่หลักก่อน ว่าเรามีสิทธิได้รับโบนัสอย่างไร “ เงินโบนัสต้องมีสภาพการเป็นพนักงานจนถึงวันกำหนดจ่าย” ดังนั้นหากออกก่อนจึงไม่มีสิทธิได้รับ บางคนอ่านแล้วร้อง อ้าววว!! ทำไมละ ก็ตอนที่ประเมิน ฉันก็ทำงานมาให้อย่างดีเลยตลอดนะแต่ในเมื่องวดแรกจ่ายให้แล้วงวดที่สองแม้ฉันจะลาออกไปแล้วก็ควรจะต้องจ่ายสิเพราะเป็นการประเมินตามผลการทำงานของปีที่ผ่านมา ใครที่คิดแบบนี้ในใจอยู่เรามาคิดอีกมุมนึงนะ ก็จริงอยู่ที่การประเมินเพื่อจ่ายโบนัสเป็นการประเมินผลการทำงานจากการปฎิบัติงานในปีที่ผ่านมาแต่ก็ต้องอย่าลืมว่าเจตนารมย์ของการจ่ายโบนัสคือการจ่ายให้พนักงานที่ยังทำงานกับบริษัทให้พนักงานได้มีขวัญและกำลังใจในการทำงานกับบริษัทต่อไปดังนั้นเมื่อพนักงานลาออกไปก่อนถึงกำหนดการจ่ายโบนัสจึงไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินโบนัส ในคดีนึงมีการนำขึ้นสู่ศาลในกรณีที่ว่าบริษัทแบ่งกันจ่ายโบนัสออกเป็นหกงวดพนักงานได้รับไปแล้วห้างวดแต่ละงวดที่หกพนักงานลาออกก่อนถึงกำหนดการจ่ายจึงเป็นประเด็นโต้แย้งว่าพนักงานจะได้โบนัสหรือไม่ซึ่งตรงนี้ศาลฎีกาได้พิจารณาจากข้อบังคับของบริษัทและมีคำพิพากษาว่า บริษัทไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสให้กับพนักงาน เพราะพนักงานพ้นสภาพการเป็นพนักงาน ก่อนถึงกำหนดงวดจ่ายโบนัส ทำให้พนักงานไม่มีสิทธิรับเงินโบนัส อ้างอิงข้อมูล : คำพิพากษาฎีกาที่ 15187/56

การปฐมนิเทศ สิ่งที่ควรแจ้งให้พนักงานใหม่ทราบ

การปฐมนิเทศ เป็นหลักสูตรที่จัดขึ้นสำหรับพนักงานที่เข้างานใหม่กับองค์กร โดยมีวัตถุประสงค์ให้พนักงานรู้จักองค์กรมากขึ้น สามารถปรับตัวให้เข้ากับองค์กรได้ง่ายและเร็วมากขึ้น พร้อมที่จะทำงานให้กับองค์กร สิ่งที่ควรแจ้งแก่พนักงานใหม่ ได้แก่ 1.ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับองค์กร หรือความรู้เกี่ยวกับสิทธิ์ต่าง ๆที่พนักงานได้รับ เช่น ประวัติองค์กร การเข้างาน หรือแบบฟอร์มต่าง ๆ เงินเดือนและสวัสดิการ การคำนวณค่าล่วงเวลา กฎระเบียบและวินัย สิทธิ์การลา เวลาทำงาน เวลาพัก ฯลฯ เป็นต้น 2.ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐาน หรือระบบที่องค์กรได้รับการรับรอง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับระบบหรือมาตรฐานของแต่ละองค์กรที่ได้รับการรับรอง เช่น องค์กรได้รับการรับรองระบบ ISO ซึ่งมีข้อกำหนดในการอบรม พนักงานในความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 3.ความรู้ที่กฎหมายกำหนด เช่น เรื่องการอบรมลูกจ้างตาม พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการอบรมให้ความรู้ด้านความปลอดภัยในการทำงานแก่ลูกจ้างทุกคนเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นสำหรับสถานประกอบกิจการทุกแห่งเนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดเนื่องจากการทำงานและเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกจ้างได้รับบาดเจ็บ สูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หรือเกิดการเจ็บป่วยจากโรคจากการทำงาน เป็นต้น 4. Basic Technical SKill การให้ความสำคัญกับการปูพื้นฐานความรู้เรื่อง Basic Technical Skill ให้กับพนักงานใหม่ก่อนส่งพนักงานให้หน่วยงานต้นสังกัด ทั้งนี้ช่วยให้หน่วยงานต้นสังกัดไม่ต้องเสียเวลาในการปูความรู้พื้นฐานทางเทคนิคให้พนักงานใหม่สามารถเข้าใจถึงกระบวนการทำงานได้เลย 5.ความรู้ หรือสิ่งที่องค์กรต้องการเน้นย้ำ เช่น...

กรณีที่นายจ้างกำหนดการเกษียณอายุไว้ แล้วลูกจ้างยังไม่ใช้สิทธิเกษียณ ยังทำงานต่อไปเรื่อย ๆ แบบนี้ยังได้ค่าชดเชยหรือไม่ ?

“ กรณีที่นายจ้างกำหนดการเกษียณอายุไว้ แล้วลูกจ้างยังไม่ใช้สิทธิเกษียณ ยังทำงานต่อไปเรื่อย ๆ แบบนี้ยังได้ค่าชดเชยหรือไม่ ??” คำตอบ คือ นายจ้างยังคงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างคะ แต่ตอบสั้นไปเดี๋ยวจะคาใจ ดังนั้นขอขยายความนิดนึง เพราะเมื่อครบกำหนดอายุเกษียณแต่นายจ้างยังคงให้ลูกจ้างทำงานต่อไป ถือเป็นการที่นายจ้าง ตกลงขยายระยะเวลาการเกษียณอายุออกไป ไม่ใช่เป็นการสละสิทธิการเกษียณอายุ ซึ่งมีแนวคำพิพากษาของศาล ตัดสินไว้ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1617/2547 : ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง กำหนดให้พนักงานพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเมื่อเกษียณอายุเมื่อพนักงานมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ ยกเว้นกรณีนายจ้างอนุมัติต่ออายุการจ้างแรงงานก่อนการเกษียณอายุ และพนักงานที่เกษียณอายุมีสิทธิได้รับค่าชดเชย การที่นายจ้างอนุมัติให้ลูกจ้างทำงานภายหลังจากมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว โดยมิได้จ่ายค่าชดเชยตามสิทธิให้แก่ลูกจ้างในขณะนั้น นอกจากจะเป็นการต่ออายุสัญญาจ้างแรงงานแล้ว ยังเป็นการตกลงขยายระยะเวลาการเกษียณอายุสำหรับลูกจ้างต่อไปด้วย มิใช่เป็นการสละสิทธิการเกษียณอายุ ต่อมาเมื่อ ลูกจ้างขอใช้สิทธิเกษียณอายุและนายจ้างอนุมัติ นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง สำหรับการเกษียณอายุ นั้น หากนายจ้างกำหนดข้อบังคับเรื่องหลักเกณฑ์การเกษียณอายุไว้อย่างไรก็บังคับไปตามนั้น แต่ถ้าบริษัทไม่กำหนดหลักเกณฑ์การเกษียณอายุไว้หรือกำหนดการเกษียณอายุไว้เกินกว่า 60 ปี กฎหมายก็กำหนดไว้ว่า ลูกจ้างที่มีอายุเกินกว่า 60 ปี มีสิทธิแสดงเจตนาขอเกษียณอายุได้ และนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้าง ด้วยรักและนิ้วล็อก

เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องตักเตือนเป็นหนังสือ

เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องตักเตือนเป็นหนังสือ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้สิทธินายจ้างที่จะเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุขาดสมรรถภาพ โดยมีสาระว่า “ในกรณีที่พนักงานไม่สามารถจะปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานของบริษัทโดยที่บริษัทได้ให้การอบรม หรือฝึกสอนแล้วก็ตาม หรือจากการขาดงานบ่อย ๆ หรือจากการขาดความรับผิดชอบ ไม่สนใจในงาน หรือได้รับการประเมินต่ำจากผู้บังคับบัญชาหลายครั้งและบริษัทได้ตักเตือนเป็นหนังสือหรือลงโทษอย่างอื่นมาแล้ว” จากการประเมินผลงานของลูกจ้างหลายครั้ง ผลงานของลูกจ้างก็ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำและยังไม่ได้มาตรฐานของนายจ้าง อันเป็นกรณีลูกจ้างไม่สามารถปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ นายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างได้โดยไม่จำต้องตักเตือนเป็นหนังสือหรือลงโทษอย่างอื่นมาก่อน การที่นายจ้างเลิกจ้างแม้จะไม่ได้ตักเตือนเป็นหนังสือหรือลงโทษลูกจ้างมาก่อนจึงชอบด้วยข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้ว และมีเหตุผลสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างได้ จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7096/2550)

ข้อแตกต่างระหว่างการจ้างแรงงานและการจ้างทำของ

ข้อแตกต่างระหว่างการจ้างแรงงานและการจ้างทำของ 1. การจ้างทำของ – จะมีความมุ่งหวังที่ผลสำเร็จของงานนั้นเป็นสำคัญ กล่าวคือ ผู้รับจ้างจะมีอิสระในการดำเนินการงานที่จ้างให้สำเร็จลุล่วง ตามลักษณะ แบบ คุณสมบัติ เวลา และมาตรฐานที่ผู้ว่าจ้างกำหนด และในการคิดคำนวณค่าตอบแทนมักใช้ผลสำเร็จของงานที่ตกลงกันเป็นตัวแปรในการพิจารณาค่าตอบแทนของผู้รับจ้าง 2. จ้างแรงงาน – ผู้ว่าจ้างจะมีอำนาจการบังคับบัญชาเด็ดขาดเหนือผู้รับจ้าง กล่าวคือ ผู้ว่าจ้างอาจมอบหมายงานอย่างอื่นให้ผู้รับจ้าง เปลี่ยนแปลงขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้รับจ้างได้ มีอำนาจตักเตือนลงโทษทางวินัย การกำหนดให้ผู้รับจ้างเข้าทำงานตามวันเวลาที่ผู้ว่าจ้างกำหนด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1468/2562 จำเลยจ่ายค่าจ้างโจทก์เป็นรายเดือนมีจำนวนแน่นอนเท่ากันทุกเดือน มีลักษณะเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน ไม่ได้คำนึงถึงผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ และจ่ายให้ตลอดระยะเวลาที่โจทก์ทำงาน ทั้งโจทก์ได้รับสิทธิ สวัสดิการต่างๆ เหมือนพนักงานลูกจ้างคนอื่นของจำเลย โจทก์ปฏิบัติงานไม่เป็นอิสระแต่ต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลย จำเลยมีอำนาจสั่งให้โจทก์ไปทำงานที่โครงการอื่นของจำเลยได้ แม้ไม่ปรากฎว่าโจทก์ต้องปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างเคร่งครัด แต่การที่จำเลยจะหยุดงานต้องแจ้งให้คณะกรรมการของจำเลยทราบก่อนโจทก์จึงไม่ได้มีอิสระในการทำงาน สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575

ลูกจ้างฟ้องนายจ้าง ให้รับผิดค่าสินไหมทดแทน กรณีกระทำละเมิดได้หรือไม่ ?

ลูกจ้างฟ้องนายจ้าง ให้รับผิดค่าสินไหมทดแทน กรณีกระทำละเมิดได้หรือไม่ ? คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8935/2563 สาเหตุเพลิงไหม้โรงงานจำเลยเกิดจากก๊าซแอลพีจีซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตระเหยออกมาจากม้วนโฟมถูกแหล่งความร้อน คือ ไฟฟ้าสถิตที่สะสมอยู่บนผิวโฟม ทำให้เกิดประกายไฟลุกไหม้ขึ้น เป็นเหตุให้โจทก์ถูกไฟไหม้ที่แขนทั้งสองข้างและส้นเท้าซ้าย เมื่อจำเลยเป็นเจ้าของโรงงานและเป็นผู้ครอบครองก๊าซแอลพีจีซึ่งเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ กรณีจึงต้องบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ.มาตรา 437 วรรคสอง ที่กำหนดให้จำเลยต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ทรัพย์นั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง อันเป็นบทบัญญัติสันนิษฐานความผิดฐานละเมิด มิใช่บทบัญญัติที่เป็นองค์ประกอบความผิดฐานละเมิด ฉะนั้นแม้โจทก์มิได้บรรยายมาในคำฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองก๊าซแอลพีจีซึ่งเป็นทรัพย์ที่เกิดอันตรายได้โดยสภาพ แต่จำเลยให้การว่าเหตุเพลิงไหม้เป็นเหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของโจทก์ที่ประมาทเลินเล่อเอง จึงเป็นการยกข้อต่อสู้ตามบทบัญญัติดังกล่าวเพื่อให้ตนพ้นจากความรับผิด เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าเหตุเพลิงไหม้เกิดจากก๊าซแอลพีจีที่จำเลยเป็นผู้ครอบครอง กรณีเช่นนี้ศาลมีอำนาจยกบทบัญญัติของกฎหมายขึ้นปรับใช้ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความแล้วมีคำพิพากษาชี้ขาดไปตามนั้น โจทก์มีบาดแผลถูกไฟไหม้ที่แขนทั้งสองข้างและขา 25 เปอร์เซ็นต์ ส้นเท้าซ้ายและตามร่างกายหลายแห่งเป็นบาดแผลระดับที่ 2 ทั้งระดับตื้นและลึก รักษาตัวโดยการผ่าตัด แม้ไม่ปรากฏว่านิ้วมือและแขนทั้งสองข้างของโจทก์สามารถงดได้ตามปกติหรือไม่ แต่เมื่อพิจารณาสภาพร่างกายและอาการบาดเจ็บของโจทก์แล้ว เห็นได้ว่าโจทก์ได้รับความเจ็บปวดทนทุกขเวทนาระหว่างการรักษาพยาบาลและมีแผลเป็นติดตัว ซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน ตาม ป.พ.พ.มาตรา 446 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วยอีกก็ได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย..!!! ติดต่องานจ้าง info@legalclinic.co.th #HR #ลูกจ้างรายวัน #ลูกจ้างประจำ #เงินเดือน #เลิกจ้าง #สัญญาจ้าง #Professional #หนังสือPDPA #บริษัท #นายจ้าง...

สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา เมื่อสิ้นสุดแล้ว นายจ้างไม่ต่อสัญญา “ต้องจ่ายค่าชดเชย”

สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา เมื่อสิ้นสุดแล้ว นายจ้างไม่ต่อสัญญา “ต้องจ่ายค่าชดเชย” ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจนะคะ เพราะหลายบริษัท ใช้วิธีทำสัญญาจ้างปีต่อปี เมื่อครบปี ก็ ทำสัญญาต่ออีกฉบับนึง หรือบางบริษัท ก็ใช้วิธีการทำสัญญาแค่ 11 เดือนโดยเข้าใจว่าวิธีดังกล่าวจะไม่ต้องค่าชดเชย ความเข้าใจแบบนี้ ทำให้เสียหายมาหลายบริษัทแล้ว เพราะ 1. หลายคน ตีความจากวรรคสามของมาตรา 118 ที่ว่า”..ค่าชดเชยในวรรคหนึ่ง มีให้ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้..” จึงใช้วิธีการทำสัญญาจ้างลูกจ้างเป็นแบบมีกำหนดระยะเวลาเพื่อหวังที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ซึ่งแบบนี้ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะ ในวรรค 4 ของมาตราเดียวกันกำหนดว่า…..”การจ้างที่มีกำหนตระยะเวลาตามวรรคสามจะกระทำได้ สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่ไม่ใช่งานปกติของกิจการ หรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอนหรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนต การสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้อง แล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี… “ 2.ดังนั้นหากลูกจ้างท่านใด ทำงานโดยเซ็นสัญญาเป็นพนักงานแบบมีกำหนดระยะเวลา ในกิจการที่เป็นไปเพื่อการประกอบธุรกิจปกติหรือทางการค้าของนายจ้าง เมื่อครบกำหนดสัญญาจ้าง ลูกจ้างจึงมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชย 3.การกำหนดสัญญาจ้างเป็น 11 เดือนนั้นก็ไม่สามารถเลี่ยงไม่จ่ายค่าชดเชยได้ เพราะค่าชดเชยจะเกิดขึ้นเมื่อลูกจ้างทำงานต่อเนื่องกันครบ 120 วันและถูกเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิด ( ซึ่งการณีที่สัญญาสิ้นสุดลงตามกำหนดระยะเวลาก็ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิดเช่นกัน) 4.อย่างไรก็ตามสัญญาแบบมีกำหนดระยะเวลานี้นายจ้าง ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ก่อนครบกำหนดเพราะมีระยะเวลากำหนดแล้ว...

เป็น HR ออกหนังสือเลิกจ้างแทนนายจ้าง เมื่อลูกจ้างฟ้องจะมีความผิดไหม!!

เป็น HR ออกหนังสือเลิกจ้างแทนนายจ้าง เมื่อลูกจ้างฟ้องจะมีความผิดไหม!! ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่มี HR คนนึงถามเข้ามาและคิดว่าถ้าเอามาตอบหน้าเพจจะเป็นประโยชน์กับท่านอื่นๆที่อยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน กรณีที่เอสอาร์ออกหนังสือเลิกจ้างแทนนายจ้างก็ชัดเจนว่าเป็นการกระทำการแทนนายจ้าง ดังนั้นเมื่อลูกจ้างฟ้องนายจ้างไม่ว่าจะฟ้องเรียกค่าตกใจค่าชดเชยหรือค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมก็เป็นการฟ้องบริษัทหรือนิติบุคคล เอชอาร์ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว และเมื่อได้รับหมายศาลแล้วต้องทำอย่างไร?? เมื่อได้รับหมายศาลแล้วก็ให้อ่านคำฟ้องว่าเขาฟ้องมาว่าอะไรและเรามีประเด็นโต้แย้งอย่างไร การไปศาลนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องให้คนที่ทราบรายละเอียดข้อเท็จจริงรวมทั้งข้อมูลเข้าให้การต่อศาล เพราะหากให้คนที่ไม่ทราบเรื่องไปย่อมไม่เกิดประโยชน์กับบริษัท การเบิกความในศาลก็ต้องเบิกความด้วยความสัตย์จริง (สัตย์จริงที่ไม่ใช่สัสจริง) เพื่อให้ก่อเกิดความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย และให้ศาลได้พิจารณาคดีได้อย่างยุติธรรม

ออกจากงานเพราะเหตุ “เกษียณอายุ” ต้องได้รับค่าชดเชย

ออกจากงานเพราะเหตุ “เกษียณอายุ” ต้องได้รับค่าชดเชย “ค่าชดเชย” เป็นเงินที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อนายจ้างเป็นฝ่ายเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิด “การเกษียณอายุ” หมายความว่า กำหนดเวลาสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงานเนื่องจากลูกจ้างมีอายุเกินกว่าที่นายจ้างจะจ้างไว้ทำงานหรือมากเกินกว่าที่ลูกจ้างจะรับทำงานนั้นต่อไป ซึ่งการเกษียณอายุอาจเกิดจากกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดขึ้นไว้ในสัญญาจ้างแรงงานหรือในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างก็ได้ หรืออาจเกิดจากกรณีที่นายจ้างได้กำหนดไว้ในข้อบังคับหรือประกาศของนายจ้างเกี่ยวกับการทำงานก็ได้ ดังนั้นการเกษียณอายุหรือการที่ลูกจ้างออกจากงานเนื่องจากมีอายุครบตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้ จึงถือว่าเป็น “การเลิกจ้าง” ดังนั้น นายจ้างจึงมีหน้าที่ ต้องจ่าย “ค่าชดเชย” ให้แก่ลูกจ้างที่เกษียณอายุนั้นตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 118 วรรคหนึ่ง พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง  

ค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง ต้องเสียภาษีหรือไม่ ?

ค่าชดเชยจากการเลิกจ้างต้องเสียภาษีหรือไม่ ? เงินชดเชยที่ได้รับจากการเลิกจ้างถือเป็นเงินได้ตามกฎหมาย ดังนั้นผู้ที่ได้รับเงินชดเชยมีหน้าที่ต้องเสียภาษีด้วย แต่หากได้รับเงินค่าชดเชยที่ไม่เกิน 300,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษี แต่ถ้าหากเงินชดเชยที่ได้รับมากกว่า 300,000 บาท ส่วนที่เกินจะต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย ยกตัวอย่าง เช่น ลูกจ้างได้รับค่าชดเชยจำนวน 600,000 บาท ลูกจ้างจะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินชดเชยจำนวน 300,000 บาทแรกไปเสียภาษี แต่นำเพียงส่วนที่เกินจำนวน 300,000 บาทที่เหลือไปคำนวณภาษีรวมกับรายได้ที่ได้รับในปีนั้น โดยเงินค่าชดเชยในที่นี้ หมายถึง ค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง เกษียณอายุ และไล่ออกตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรวมเงินช่วยเหลือจากนายจ้างกรณีลูกจ้างสมัครใจลาออกด้วย (เงินอะไรก็ตามที่ได้ชดเชยจากนายจ้างเพราะการสิ้นสุดสัญญาจ้างระหว่างกันนั่นแหละ)​ นอกจากนี้แล้วเงินในส่วนอื่นๆ เช่น เงินชดเชยวันหยุดพักร้อนประจำปีที่ไม่ได้ใช้ เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายให้เป็นพิเศษ ลูกจ้างต้องนำเงินค่าชดเชยในส่วนนี้มาคำนวณรวมภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับเงินชดเชยว่างงานจากประกันสังคมจะได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมาย ลูกจ้างไม่ต้องนำเงินชดเชยว่างงานจากประกันสังคมไปคำนวณรวมกับเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ประจำปีแต่อย่างใด