Please wait ...

 
ผ่อนรถไม่ไหว คืนไปแล้ว แต่ทำไมยังถูกฟ้อง ?

ผ่อนรถไม่ไหว คืนไปแล้ว แต่ทำไมยังถูกฟ้อง เห็นพูดมาหลายคนว่า ถ้าผ่อนไม่ไหวคืนก่อนเลยก่อนไฟแนนซ์มายึด เท่านั้นก็จบ !! . . ไม่ใช่แน่นอน เพราะหลักการคือ ไฟแนนซ์ให้ยืมเงินไปซื้อรถแล้วผ่อนคืน โดยมีรถที่เราขับขี่นั่นแหละค้ำเอาไว้ พอเราไม่สามารถผ่นได้ตามที่ตกลงกัน ไม่ว่าไฟแนนซ์ก็เอารถคืนกลับไป หรือเราเอารถไปคืนที่ไฟแนนซ์เอง ไฟแนนซ์ก็จะรับไว้ จากนั้นก็ทำการขายทอดตลาด เมื่อขายได้เท่าไหร่ก็หักลบหนี้ที่มีตามสัญญาเช่าซื้อ ขาดเท่าไหร่ก็เป็นส่วนต่างความเสียหายที่เกิดกับไฟแนนซ์ ไฟแนนซ์จึงมีสิทธิฟ้องแน่นอน แต่หลายๆครั้งที่ไฟแนนซ์ แพ้ในคดีเรียกค่าส่วนต่างเพราะอะไร เพราะในการขายทอดตลาด ไฟแนนซ์จะต้องประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ซึ่งมี 2 ข้อ หลักๆ คือ 1.ต้องแจ้งล่วงหน้าให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน(ถ้ามี) เป็นหนังสือไม่น้อยกว่า 7 วัน 2.ขายโดยวิธีประมูล หรือขายทอดตลาดที่เหมาะสม ซึ่งหากไฟแนนซ์ปฎิบัติไม่ถูกต้อง หรือ หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง ถือว่าเป็นการขายทอดตลาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้เช่าซื้อจึงจะไม่ต้องจ่ายค่าส่วนต่างของหนี้ที่เหลืออยู่ แต่ในทางกลับกัน ถ้าไฟแนนซ์ทำครบแล้วขั้นตอนแล้ว โอกาสที่ชนะคดีและผู้ช่าซื้อจะต้องจ่ายส่วนต่างก็มีสูง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 31/2560 “การเรียกค่าขายรถที่เช่าซื้อไปแล้วขาดทุนนั้นคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดในค่าขาดราคาหรือไม่ เพียงใด โดยศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงยุติว่า 1 โจทก์ไม่ได้แจ้งการประมูลรถยนต์ที่เช่าซื้อให้จำเลยทั้งสองทราบ และ 2 โจทก์ไม่ได้นำพยานมาสืบให้ได้ความว่า...

องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานหรือไม่ ?

การจ้างงานสำหรับองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร นั้น ต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานหรือไม่ ? ขอตอบว่า : นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติยกเว้นไว้ ซึ่งวันนี้คลินิกกฎหมายแรงงานได้รวบรวมมาให้แล้วว่าองค์กรไม่แสวงหากำไรต้องปฏิบัติกฎหมายแรงงานฉบับใดบ้าง มาอ่านกันค่ะ 1. ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน (มาตรา 575-586) 2. พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บังคับใช้เพียงบางมาตรา โดยตามกฎกระทรวง (พ.ศ. 2541) (3) บัญญัติยกเว้นไว้ว่าไม่ให้นำมาตราต่อไปนี้มาบังคับใช้แก่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ -หมวด 1 บททั่วไป มาตรา 12 มาตรา 16 มาตรา 18 และมาตรา 22 – หมวด 2 การใช้แรงงานทั่วไป ตั้งแต่มาตรา 23 ถึงมาตรา 37 – หมวด 3 การใช้แรงงานหญิง ตั้งแต่มาตรา 38...

บริษัทสามารถลดตำแหน่ง ลดเงินเดือน ได้หรือไม่ ?

ตอบแบบตะโกนว่า “บริษัทไม่สามารถทำได้” เพราะการย้าย การสับเปลี่ยนตำแหน่ง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ที่นายจ้างไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากลูกจ้างไม่ยินยอม เว้นแต่ การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่เป็นคุณกับลูกจ้าง นายจ้างจึงจะสามารถทำได้โดยไม่ต้องขอความยินยอม ซึ่งหลักเกณฑ์การย้ายหรือการเปลี่ยนตำแหน่งนั้น ต้องไม่เป็นการ 1. ไม่ลดตำแหน่ง 2. ไม่ลดเงินเดือน 3. ไม่ลดสวัสดิการต่าง ๆ 2. หากนายจ้างยืนยันที่จะให้ไปทำงานในตำแหน่งใหม่ที่ลดตำแหน่ง ลดเงินเดือน โดยลูกจ้างไม่ยินยอม ลูกจ้างมีสิทธิทำอย่างไรได้บ้าง คำตอบคือ มีสิทธิฟ้องศาลแรงงาน หรือจ้างทนายความยื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้ค่ะ 3. หากถูกเลิกจ้างเพราะเหตุที่ลูกจ้างปฏิเสธไม่ยอมไปทำงานในตำแหน่งที่นายจ้างกำหนด ลูกจ้างมีสิทธิอย่างไรบ้าง – เงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (หากไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย) – เงินค่าชดเชย – ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนตามส่วนในปีที่เลิกจ้าง – ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนสะสม (ถ้ามี) – เงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม – เงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม และเช่นเคยสำหรับใครที่ไม่อยากจดจำ ไม่มีเวลาหาข้อมูล แต่มีคำถามในทางปฏิบัติมากมาย อยากหาทนายเคียงข้างธุรกิจ เป็นเพื่อนคู่คิดหรือเป็นมิตรคู่กาย ในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายสักคน สามารถติดต่อมาได้ที่ info@legalclinic.co.th นะคะ #คลินิกกฎหมายแรงงาน #ที่ปรึกษากฎหมาย #คดีแรงงาน...

ชอบก๊อปต้องรู้ ก๊อปบทความ ดูดภาพ ดูดคลิป แม้ให้เครดิตก็อาจผิดกฎหมาย

ชอบก๊อปต้องรู้ ก๊อปบทความ ดูดภาพ ดูดคลิป แม้ให้เครดิตก็อาจผิดกฎหมาย ในปัจจุบัน มีหลายช่อง หลายเพจ เอาคลิปคนอื่นมาลง สร้างคอนเท้น สร้างรายได้ และบอกว่า ขอบคุณภาพจาก XXX ต่างๆ แบบนี้อย่างคิดว่ารอดนะคะ เพราะการนำผลงานภาพของภาพ บทความของคนอื่นมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน แม้ว่าผู้นำมาเผยแพร่จะมีการให้เครดิต ก็เสี่ยงมีความผิดตามกฎหมายลิขสิทธิ์ สิ่งที่ควรทำให้ถูกต้องคือการขออนุญาต เพราะหากบทความหรือรูปภาพเป็นงานลิขสิทธิ์ การนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการก๊อบปี้หรือแชร์ต่อ นั้นต้องพิจารณาประกอบกับเงื่อนไขการอนุญาตให้ใช้เนื้อหาของเว็บไซต์นั้นๆ ว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใด เช่น ถ้านำมาใช้ในปริมาณน้อย เช่น 1 ถึง 2 ภาพที่ไม่ได้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ (economic value) อย่างมีนัยสำคัญ และไม่ได้เป็นการใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือหากำไรโดยมีการแสดงที่มาของบทความหรือรูปภาพ ก็อาจถือว่าเป็นการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม (fair use) ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ถ้าก๊อปมาปริมาณมากมีการสร้างรายได้ แบบนี้เสี่ยงมีความผิดตามกฎหมายลิขสิทธิ์ สิ่งที่ควรทำให้ถูกต้องคือการขออนุญาตเจ้าของบทความหรือรูปภาพก่อนนะคะ และสำหรับใครที่มีปัญหาด้านกฎหมายต้องการติดต่อหาทนายความเพื่อดำเนินการใช้สิทธิ์เรียกร้องตามกฏหมาย หรือแม้แต่ขั้นตอนการสืบบุคคล สืบทรัพย์สินก็สามารถติดต่อได้ที่ info@legalclinic.co.th #ที่ปรึกษากฎหมาย #ทนายความ #สืบทรัพย์ #สืบก่อนแต่ง #นำยึด #วิทยากรสอนกฎหมาย #วิทยากรอารมณ์ดี

ถ้าผู้จัดการมรดก โอนทรัพย์มรดกมาเป็นของตนเองและจำหน่ายให้บุคคลภายนอก ผู้รับซื้อไว้ต้องคืน!!

ถ้าผู้จัดการมรดก โอนทรัพย์มรดกมาเป็นของตนเองและจำหน่ายให้บุคคลภายนอก ผู้รับซื้อไว้ต้องคืน!! โดยหลักแล้วหากผู้ที่รับโอนซื้อไปโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนผู้รับโอนย่อมมีสิทธิ์ในทรัพย์นั้นแต่ไม่ใช่กับประเด็นนี้ในกรณีที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกมาเป็นของตนแต่เพียงคนเดียวและทำการจำหน่ายจ่ายโอนโดยที่ทายาทไม่รู้เห็นยินยอมการทำนิติกรรมดังกล่าวย่อมไม่ผูกพันทายาทผู้มีสิทธิ์รับมรดก คำพิพากษาฎีกาที่ 814 / 2554 ช. ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่อ. เมื่อช. ตายที่ดินพิพาทตกเป็นของอ. ต่อมาอ. ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินของตนทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งห้า เมื่ออ. ตายที่ดินพิพาทตกเป็นของโจทก์ทั้งห้า แม้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่หนึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของช. จำเลยที่หนึ่งก็เพียงแต่มีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของช. แทนทายาททุกคนเพื่อแบ่งปันซับมรดกแก่ทายาททุกคนไม่มีสิทธิ์นำที่ดินพิพาทที่ตกเป็นของโจทก์ทั้งห้าไปขาย โดยทายาทผู้ได้รับมรดกไม่ยินยอมการที่จำเลยที่หนึ่งนำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่จำเลยที่สองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งห้าแม้จำเลยที่สองจะซื้อที่ดินโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้วก็ตามจำเลยที่สองก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิ์ดีกว่าผู้โอนโจทก์ทั้งห้าย่อมมีสิทธิ์ฟ้องเรียกคืนที่ดินพิพาทอันเป็นการใช้สิทธิ์ติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิ์ยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 #ทนายความ #สืบทรัพย์ #สืบก่อนแต่ง #นำยึด #วิทยากรสอนกฎหมาย #วิทยากรอารมณ์ดี

ไม่จ่ายค่าเช่า ผู้ให้เช่างัดเข้าไปยกของออกมากองไว้หน้าห้องได้ไหมนะ??

ไม่จ่ายค่าเช่า ผู้ให้เช่างัดเข้าไปยกของออกมากองไว้หน้าห้องได้ไหมนะ?? อันนี้ต้องรีบบอกเลยนะคะสำหรับผู้ให้เช่ามือใหม่อย่าเข้าใจว่าเรามีสิทธิ์ทำได้นะ ผู้ให้เช่าส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าอันนี้มันเป็นกรรมสิทธิ์ของฉันฉันเข้าได้อยู่แล้วใช่ค่ะไม่เถียงบ้านเรือนนั้นอาจจะเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณแต่ในระหว่างที่เค้าเช่าอยู่แถวมีสิทธิครอบครองดังนั้นเมื่อเขาผิดสัญญาเช่าจึงเป็นการผิดสัญญาทางแพ่งผู้ให้เช่าไม่สามารถเปิดห้องงัดห้องเข้าไปและไปขนของผู้เช่าออกมากองไว้หน้าห้องนะคะ เล่นให้พูดตามหลักกฏหมายว่าเป็นความผิดส่วนใดนั้น ต้องแจ้งให้ทราบว่าการบุกรุก รบกวนการครอบครองของผู้เช่า มีความผิดทางอาญา ตามมาตราที่ 362 โดยมีอัตราโทษโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งรวมไปถึงการล็อกกุญแจห้ามไม่ให้ผู้เช่าเข้าไปในห้องอีกอันนี้ก็เป็นความผิดในฐานเดียวกันค่ะ ดังนั้นก่อนจะให้ใครเช่าห้องการพิจารณาประวัติและคัดเลือกผู้เช่ารวมถึงการร่างสัญญาเช่าให้รัดกุมและให้มีหลักประกันในการเช่าก็จะช่วยเซฟผู้ให้เช่าได้นะคะสำหรับผู้ให้เช่ารายใดที่ต้องการทำสัญญาเช่าหรือการปรึกษาทางกฏหมายต้องการติดต่อหาทนายความเพื่อดำเนินการใช้สิทธิ์เรียกร้องตามกฏหมาย หรือแม้แต่ขั้นตอนการสืบบุคคล สืบทรัพย์สินก็สามารถติดต่อได้ที่ info@legalclinic.co.th

กินแล้วชักดาบมีสิทธิ์ติดคุก !!

กินแล้วชักดาบมีสิทธิติดคุก!! หลายท่านอ่านหัวข้อนี้ก็เข้าใจทันทีเพราะเพิ่งจะมีข่าวไปไม่นานนี้กับกรณีที่มีลูกค้ารายหนึ่งสั่งอาหารทานและไม่จ่ายแล้วทำแบบนี้กับหลายร้าน จึงมีประเด็นคำถามขึ้นว่า นอกจากทางร้านจะเรียกเก็บเงินทางร้านมีสิทธิ์แจ้งความดำเนินคดีอย่างไรบ้างมาฟังกันนะคะ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 345 บัญญัติว่า ใครที่สั่งซื้อและบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่ม หรือเข้าอยู่ในโรงแรม โดยรู้ว่าตนไม่สามารถชำระเงินค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม หรือค่าอยู่ในโรงแรมนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนี้แล้วกินเท่าที่มียินดีในความเป็นอยู่อย่าไปหลอกไปรวงสั่งซื้อหรือเขาอยู่ในที่ที่เกินข้อจำกัดด้านการเงินของเราเลยค่ะนอกจากจะสร้างความเดือดร้อนให้กับตนเองแล้วยังสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นด้วย

จะรู้ได้ยังไงว่าแอพที่เรายืมเงินคือมิจฉาชีพ !!

จะรู้ได้ยังไงว่าแอพที่เรายืมเงินคือมิจฉาชีพ!! แฟนเพจหลายท่านนะคะถามเข้ามาว่าในช่วงที่ชักหน้าไม่ถึงหลังแบบนี้ก็ไปยืมเงินนอกระบบมาจากแอพพลิเคชั่นหนึ่งมีการติดต่อประสานงานผ่าน LINE โดยแฟนเพจก็ให้ข้อมูลส่วนตัวไปมากมายเพื่อใช้ทำสัญญากู้จนถึงขั้นตอนสุดท้าย บุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ก็บอกว่าการกู้สำเร็จแล้วแต่ผู้กู้จะต้องโอนเงินค่าดอกเบี้ยจ่ายไปก่อน ไม่ก็บอกว่าหากไม่มีผู้ค้ำจะต้องถูกหักก่อนเป็นจำนวนเงินจำนวนนึง เมื่อผู้กู้ตกใจไม่อยากโอนเงินไปก็บอกว่ามีค่าดำเนินการหากไม่โอนมาจะใช้สิทธิ์ฟ้องร้องตามกฎหมายมั้ย หนูกลัวติดคุก หนูกลัวถูกยึดทรัพย์ หรือบางรายหนักกว่านั้นผู้กู้หลงเชื่อโอนเงินดอกเบี้ยไปก่อนแต่ก็ไม่มีเงินกู้เข้ามาในบัญชีแบบนี้ทำอย่างไรได้บ้าง 1. อย่างแรกเลยนะคะถ้ามิจฉาชีพขู่จะฟ้องร้องกรณีที่เราไม่โอนเงินค่าดอกเบี้ย ไม่โอนค่าดำเนินการเข้าไป.. ไม่ต้องเชื่อค่ะเพราะเขาคือมิจฉาชีพ ไม่ต้องสนใจใดใดทั้งนั้น 2. แจ้งความด้วยน้ำหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่นหน้าจอ LINE ที่แชทคุยกันเลขบัญชีที่ให้เราโอนเงินไปนำเข้าไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจ และถ้าอยากให้ตอบแบบข้อกฎหมายทนอ่านนิดนึงนะคะเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง 1.การกู้ยืมมีองค์ประกอบ 2 ประการ คือ หากกู้เกิน 2000 บาทต้องมีการทำสัญญาหรือมีหลักฐานอื่นๆ เช่นไลน์ “และ” ต้อง “มีหลักฐานการส่งมอบเงินที่กู้ยืม” 2. การกู้ยืมเป็นคดีแพ่งค่ะไอ้เรื่องหูว่าจะแจ้งความให้ติดคุกแค่พูดมามันก็มั่วแล้วไม่ต้องไปเชื่อ เคยแนะนำไปแบบนี้ แต่เจอแฟนเพจถามกลับมาว่าแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าคนนั้นเป็นมิจฉาชีพจริงๆเค้าอาจจะเป็นแอพเงินกู้จริงๆก็ได้หนูกังวลมากเลย… ลองดูการกู้เงินในระบบนะคะมันไม่ได้ง่ายแค่มีบัตรประชาชนแล้วให้กู้ได้เลย หรือแม้แต่กู้นอกระบบเค้ายังต้องมีการค้ำประกันหรือเป็นคนที่ได้มาเจอกันจริงๆเป็นหลักเป็นแหล่งเลยไม่ใช่แค่ผ่านแอพอย่างแน่นอน อยากจะบอกว่าเวลาทนายแนะนำเนี่ยไม่เชื่อแต่คุยกับมิจฉาชีพดันเชื่ออันนี้ทนายเองก็น้อยใจนะคะ ทนายอาจจะพูดแรงนิดนึงนะแต่นี่ก็เพื่อประโยชน์ของตัวเองท่านเอง …. สังคมออนไลน์หรือโซเชียลเนี่ยนอกจากมีไว้เพื่อความบันเทิงใจไว้อ่านข่าวสาร หากยังมีตังเติมอินเตอร์เน็ตอยู่ ก็หาอ่านอะไรที่เป็นประโยชน์บ้างนะคะจะจากเพจไหนก็ได้ดู Pages ที่เป็นความรู้รอบรอบตัวยาเสพติดแต่คอนเทนท์คลายเครียดมันเติมความรู้บ้างจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อค่ะ สุดท้ายนี้ก็หวังว่าจะไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพนะคะ

การไกล่เกลี่ย ก่อนฟ้อง-หลังฟ้อง ต่างกันอย่างไร

การไกล่เกลี่ยเกิดขึ้นได้ทั้งก่อนไปศาลและในชั้นศาล แต่ก็มีความแตกต่าง ส่งนแตกต่างกันอย่างไรนั้น ลองดูตามภาพเลยนะคะ

ภรรยาเซ็นค้ำประกัน แต่ทำไมธนาคารยึดบ้านที่เป็นกรรมสิทธิ์ของสามีแทน

ภรรยาเซ็นค้ำประกัน แต่ทำไมธนาคารยึดบ้านที่เป็นกรรมสิทธิ์ของสามีแทน??? อุทธาหรณ์การค้ำประกันวันนี้ เนื่องจากมีลูกความร้อนใจปรึกษาว่า จู่ๆ พอสามีกลับไปถึงบ้านก็จอหมายยึดทรัพย์แขวนอยู่หน้าบ้าน โดยระบุว่าบ้านโดนยึดขายทอดตลาด สามีก็งงเลยสิคะเพราะหนี้ค่าบ้านทุกวันนี้ก็จ่ายปกติ แถมตัวเองก็ไม่เคยไปมีหนี้ที่อื่นหรือค้ำประกันใครที่ไหน ทำไมอยู่ดีๆ บ้านโดนยึดได้ ไปๆ มาๆ พอมาดูเอกสารดีๆ ปรากฏว่า ต้นตอมาจากคดีที่ภรรยาถูกธนาคารฟ้องเป็นจำเลยร่วมในฐานะผู้ค้ำประกัน ซึ่งตัวภรรยาเองยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัดทำให้ตัวเองไม่เคยรู้ว่าถูกฟ้องเป็นคดีมาก่อน มารู้อีกทีคือ ลูกหนี้ขาดนัดพิจารณา แพ้คดี แถมตัวลูกหนี้เองก็ไม่มีทรัพย์สินให้ยึด จนสุดท้ายธนาคารต้องมาตามยึดทรัพย์ของผู้ค้ำประกันแทน แถมเคราะห์ซ้ำกรรมซัดก็คือ บ้านที่ยึดดันไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของภรรยา แต่ดันเป็นของสามีอีก จากข้อเท็จจริงดังกล่าวลูกความเลยสงสัยมากว่า ในเมื่อบ้านเป็นชื่อของสามี ไม่ใช่ชื่อภรรยา แต่ทำไมธนาคารสามารถกลับยึดบ้านของสามีได้ด้วยล่ะ? วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกันค่ะ แม้ว่าบ้านหลังดังกล่าวจะไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของภรรยาก็ตาม แต่บ้านหลังดังกล่าวถือเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) (เฉพาะกรณีที่ได้บ้านหลังดังกล่าวมาในระหว่างสมรส) ประกอบกับมาตรา 1499 (2) ที่ได้กำหนดให้หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้น รวมถึงหนี้ใดๆที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสด้วย ด้วยเหตุดังกล่าว เมื่อหนี้ค้ำประกันเกิดในระหว่างสมรสจึงถือว่าสามีภริยาเป็นหนี้ร่วมกัน เมื่อภริยาแพ้คดีและตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ธนาคารในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงสามารถนำยึดบ้านที่เป็นกรรมสิทธิ์ของสามีในฐานะสินสมรสได้ ดังนั้นก่อนเซ็นค้ำประกันให้ใคร อย่าลืมดูเครดิตลูกหนี้ให้ดีด้วยนะคะ มิเช่นนั้นอาจเป็นปัญหาครอบครัวได้ (แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดอย่าเซ็นค้ำประกันให้ใครดีกว่าค่า)