กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ Archives - Page 10 of 16 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

ผู้ให้เช่าจะขึ้นค่าเช่า จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้เช่า

ผู้ให้เช่าจะขึ้นค่าเช่า จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้เช่า การเช่าอสังหาริมทรัพย์กฎหมายกำหนดว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ ดังนั้นการขึ้นค่าเช่าก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้เช่า ผู้ให้เช่าจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีผู้เช่าให้รับผิดตามค่าเช่าที่ขึ้นได้ ถ้าไม่มีก็บังคับได้เพียงค่าเช่าตามสัญญาเช่าเดิม คำพิพากษาฎีกาที่ 5387/2549 ตามสัญญาเช่าอาคารกำหนดอัตราค่าเช่าไว้เดือนละ 17,000 บาท เมื่อครบกำหนดการเช่า 1 ปี จำเลยยังคงอยู่ในตึกแถวพิพาทต่อมา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 570 ให้ถือว่าโจทก์จำเลยเป็นอันได้ทำสัญญาใหม่ต่อไปไม่มีกำหนดเวลาซึ่งหมายความว่าข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาไม่มีผลบังคับกันต่อไป ส่วนสัญญาข้ออื่นคงเป็นไปตามสัญญาเช่าเดิม รวมทั้งอัตราค่าเช่าด้วย และโดยเหตุที่การเช่าอสังหาริมทรัพย์นี้ ป.พ.พ. มาตรา 538 บังคับให้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ ดังนั้นเมื่อโจทก์จะขอบังคับให้จำเลยชำระค่าเช่า ซึ่งเป็นอัตราค่าเช่าที่สูงกว่าที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาเช่าอาคาร โจทก์ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าได้มีการตกลงขึ้นค่าเช่าดังที่โจทก์อ้าง การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่าได้มีการตกลงขึ้นค่าเช่าในอัตราเดือนละ 20,000 บาท จึงเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 จำเลยคงต้องรับผิดชำระค่าเช่าที่ค้างชำระเดือนละ 17,000 บาท ตามอัตราค่าเช่าในสัญญาเช่าเดิม

สัญญากู้ยืมเงินติดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน

สัญญากู้ยืมเงินติดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน สัญญากู้ยืมเงินจะต้องติดอากรแสตมป์ 1 บาท ต่อทุกๆ 2,000 บาท จึงจะใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาลได้ โดยจะต้องติดอากรแสตมป์ก่อนที่จะนำสัญญากู้มาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1626/2559 ป.รัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า “ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีกหรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ที่ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว…” หนังสือสัญญากู้เงิน มีลักษณะเป็นตราสาร จึงต้องปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร หนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวระบุจำนวนเงินกู้ 200,000 บาท ต้องปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วน 100 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์เพียง 30 บาท จึงไม่ครบถ้วน จึงต้องห้ามมิให้รับฟังหนังสือสัญญากู้เงิน เป็นพยานหลักฐาน เท่ากับว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตามปพพ. มาตรา 653 วรรคแรก โจทก์จึงฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้ยืมเงินและไม่ได้รับเงิน 200,000 บาทจากโจทก์ จำเลยไม่ได้ยอมรับว่าได้ทำสัญญากู้เงินกับโจทก์จริง ดังนั้น การอ้างหนังสือกู้เงินเป็นพยานหลักฐานโจทก์จึงต้องปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนตามป.รัษฎากร เมื่อโจทก์ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนสัญญากู้เงินดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตปิดอากรแสตมป์เพิ่มเติมให้ครบถ้วนอีก 70 บาท มาพร้อมกับฎีกานั้น การร้องขอดังกล่าวโจทก์ชอบที่จะกระทำเสียก่อนหรือในขณะที่ได้นำหนังสือกู้เงินมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง หรือก่อนที่ศาลชั้นต้นพิพากษา การที่โจทก์เพิ่งมาร้องขอหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไปแล้วย่อมล่วงเลยเวลาที่จะอนุญาตให้แก้ไข

สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ ต้องติดอากรแสตมป์

สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ ต้องติดอากรแสตมป์ สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่น เช่าที่ดิน เช่าสำนักงาน เช่าบ้าน ต้องติดอากรแสตมป์ โดยทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท ของค่าเช่า ต้องอากร 1 บาท และผู้ที่ต้องเสียอากร คือ ผู้ให้เช่า ยกตัวอย่างเช่น สัญญาเช่ามีกำหนด 1 ปี ค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 120,000 บาท ผู้ให้เช่าก็ต้องติดอากร 120 บาท หากสัญญาเช่าไม่ได้ติดอากรแสตมป์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ คือจะฟ้องบังคับตามสัญญาเช่าก็ไม่ได้ และหากสรรพากรตรวจพบอาจจะต้องเสียเงินเพิ่มอากร 2 – 6 เท่าอีกด้วย

การนำสืบส่งหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานต้องติดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากคู่ความนำสืบสำเนาหนังสือมอบอำนาจและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่คัดค้าน สำเนานั้นก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

การนำสืบส่งหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานต้องติดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากคู่ความนำสืบสำเนาหนังสือมอบอำนาจและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่คัดค้าน สำเนานั้นก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8536/2558 แต่ในกรณีที่โจทก์นำสืบส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานต่อศาลจำเลยไม่ได้คัดค้านว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับปลอม หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ ถือว่าจำเลยยอมรับว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องกับต้นฉบับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังสำเนาเอกสารเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา 93(4) สำเนาหนังสือมอบอำนาจจึงรับฟังเป็นพยานเอกสารได้ เมื่อปรากฎว่าเป็นการรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานแทนต้นฉบับเอกสาร จึงหาใช่การรับฟังต้นฉบับเอกสารเป็นพยานหลักฐานอันจะต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรและสำเนาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวก็มิใช่คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารจึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ด้วยเช่นกัน สำเนาหนังสือมอบอำนาจจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

กรณีที่ทรัพย์สินมีชื่อเจ้าของหลายคน หากจะทำนิติกรรม ต้องอาศัยความยินยอมจากเจ้าของทุกคนเสมอ

กรณีที่ทรัพย์สินมีชื่อเจ้าของหลายคน หากจะทำนิติกรรม ต้องอาศัยความยินยอมจากเจ้าของทุกคนเสมอ หากไม่สามารถตกลงหรือยินยอม เจ้าของคนใดคนหนึ่งต้องยื่นฟ้องต่อศาลขอแบ่งกรรมสิทธิ์ 1 แบ่งทรัพย์สินดังกล่าวกันเองก่อน 2 เมื่อไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคาระหว่างกันเอง 3 ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด และได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งกันคนละครึ่ง หรือตามส่วนของเจ้าของรวม

อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ หลังจากสามีภริยาหย่าขาดจากกันแล้ว แบ่งออกเป็น 2 กรณี

คดีเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ หลังจากสามีภริยาหย่าขาดจากกันแล้ว แบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้ 1 กรณีหย่าด้วยความยินยอม ให้สามีภริยาทำความตกลงเป็นหนังสือท้ายทะเบียนหย่า ณ สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด ถ้ามิได้ตกลงหรือตกลงกันไม่ได้ ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด แต่ถ้าตกลงกันว่าให้ฝ่ายใดเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตร ย่อมมิใช่ข้อตกลงให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองด้วย แต่ต้องถือว่าอำนาจปกครองยังอยู่กับบิดาและมารดา หากคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองก็ยังตกอยู่อีกคนหนึ่ง 2 กรณีหย่าโดยคำพิพากษาศาล ให้ศาลซึ่งพิจารณาคดีฟ้องหย่านั้นชี้ขาดด้วยว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด โดยศาลมีอำนาจถอนอำนาจปกครองบุตรของคู่สมรสนั้นได้ ตามมาตรา 1582 และสั่งให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ปกครองได้ ทั้งนี้ ให้ศาลคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ โดยไม่ต้องพิจารณาว่าเป็นการเกินพิพากษาคำขอหรือไม่ แม้โจทก์ไม่ได้ขอมาในคำขอท้ายฟ้อง ศาลก็พิพากษาเกินคำขอในเรื่องนี้ได้ แต่ถ้าปรากฎว่าผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองตามมาตรา 1520 ประพฤติไม่เหมาะสมควร หรือภายหลังพฤติการณืได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครอง โดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ เหตุในการถอนอำนาจปกครอง 5 กรณี 1 ผู้ใช้อำนาจปกครองถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ 2 ใช้อำนาจปกครองโดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่บุตรผู้เยาว์ เช่น เฆี่ยนตีบุตรอย่างรุนแรง ยุยงส่งเสริมให้บุตรลักขโมย สอนบุตรสูบบุรี่ ดื่มสุรา ละทิ้ง ไม่เลี้ยงดูเอาใจใส่ ลงโทษบุตรอย่างทารุน หรือปล่อยปละละเลยให้บุตรประพฤติชั่ว...

ส่งหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองให้แก่ผู้จำนอง แม้ไม่มีผู้รับ ก็ถือว่าส่งโดยชอบแล้ว

ส่งหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองให้แก่ผู้จำนองแม้ไม่มีผู้รับก็ถือว่าส่งโดยชอบแล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ 2066/2564 แม้ซองจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองที่โจทก์ส่งโดยทางไปรษณีย์ตอบรับระบุภูมิลำเนาจำเลย แต่ส่งไม่ได้โดยมีตราประทับของไปรษณีย์ระบุว่าไม่มีเลขที่บ้านตามจ่าหน้า แสดงว่ายังไม่ได้มีการนำจดหมายไปส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย ถือไม่ได้ว่าโจทก์ผู้รับจำนองมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปถึงจำเลยผู้เป็นลูกหนี้โดยชอบแล้ว ตาม ป.พ.พ.มาตรา 169 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนอง แม้หนังสือสัญญาจำนองที่ดินระบุว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 400,000 บาท จำเลยย่อมนำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ไปเพียง 200,000 บาท ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 94 เพราะเป็นการนำสืบถึงความไม่บริบูรณ์ขอสัญญากู้เงินตาม ป.พ.พ.มาตรา 640 วรรคสอง ไม่ใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตาม ป.วิ.พ.มาตรา 94(ข) แต่เป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 94 วรรคท้าย หมายเหตุ : ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นการแสดงเจตนาอย่างหนึ่งตาม ป.พ.พ.มาตรา 169 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา….” ถ้อยคำว่า “ไปถึง” นั้น หมายความว่า ต้องมีการแสดงเจตนาโดยมีการนำจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปส่งยังลูกหนี้ ณ ภูมิลำนาหรือสำนักทำการงานของลูกหนี้แล้ว แม้ไม่มีผู้ใดรับไว้ ก็ถือได้ว่าผู้รับจำนองมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้ว

ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน เป็นเอกสารราชการ ไม่ใช่เอกสารสิทธิ

ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน เป็นเอกสารราชการไม่ใช่เอกสารสิทธิ คำพิพากษาฎีกาที่ 912/2564 ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน(แบบ ป.4) มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการใช้อาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 เป็นเพียงเอกสารราชการไม่ใช่เอกสารสิทธิตาม ป.อ.มาตรา 1(9) หมายเหตุ : ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เอกสารสิทธิ คือ เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อสิทธิ เปลี่ยนแปลงสิทธิ โอนสิทธิ สงวนสิทธิ หรือระงับซึ่งสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน(แบบ ป.4) เป็นเพียงเอกสารซึ่งนายทะเบียนอาวุธปืนออกให้แก่ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง ซึ่งผู้ขอใบอนุญาตต้องยื่นคำขอและผ่านการพิจารณาจากเจ้าหน้าที่ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน(แบบ ป.4) ไม่อาจโอนให้แก่บุคคลอื่นได้

“โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักเงินของผู้เสียหาย แต่ในทางพิจารณาฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการฉ้อโกงธนาคาร ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง และสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้หรือไม่ ?

“โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักเงินของผู้เสียหาย แต่ในทางพิจารณาฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการฉ้อโกงธนาคาร ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง และสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้หรือไม่ “ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 687/2563 มาตรา 192 ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่ง เกินคำขอหรือที่มิได้กล่าว ในฟ้อง ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่าง กับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อ แตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะ ลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้ ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่น เกี่ยวกับ เวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิด ฐานลักทรัพย์ กรรโชกรีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับ ของโจร และทำให้เสียทรัพย์หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิด โดยเจตนากับประมาท มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่ โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลย เกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้ ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดั่งกล่าวในฟ้อง และตามที่ปรากฏ ในทางพิจารณาไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ ศาลลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้น ๆ ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม แต่โจทก์อ้างฐาน ความผิดหรือบท มาตรา ผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐาน ความผิดที่ถูกต้องได้ ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง...

จำเลยมีเจตนาที่จะเอาของมีค่าในกระเป๋าเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะเอากระเป๋า เมื่อหาของมีค่าไม่เจอจึงส่งกระเป๋าคืน การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์สำเร็จไป

จำเลยมีเจตนาที่จะเอาของมีค่าในกระเป๋าเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะเอากระเป๋า เมื่อหาของมีค่าไม่เจอจึงส่งกระเป๋าคืน การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์สำเร็จไป คำพิพากษาฎีกาที่ 869/2555 จำเลยใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายว่า อย่าส่งเสียงและให้ส่งของมีค่าให้เมื่อผู้เสียหายส่งกระเป๋าสะพายให้และพูดว่า จะเอาอะไรก็เอาไปขอบัตรประจำตัวประชาชนไว้ จำเลยค้นกระเป๋าสะพายแล้วไม่มีของมีค่าจึงส่งกระเป๋าสะพายคืนให้และคลำที่คอผู้เสียหายเพื่อหาสร้อยคอ ผู้เสียหายบอกจำเลยว่าไม่มีของมีค่าติดตัวมา จำเลยจึงปล่อยตัวผู้เสียหายแล้วเดินหนีไป แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ประสงค์จะแย่งเอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปเป็นของตน เพียงแต่ต้องการค้นหาของมีค่าในกระเป๋าสะพายเท่านั้น มิฉะนั้นเมื่อจำเลยได้กระเป๋าสะพายแล้วก็ต้องหลบหนีไปทันทีโดยไม่ต้องเปิดดูและคืนกระเป๋าสะพายให้ผู้เสียหาย ดังนั้น เมื่อจำเลยยังไม่ได้ของมีค่าตรงตามเจตนาของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นการชิงทรัพย์สำเร็จ ติดต่องานจ้าง