กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

“ถ้านายจ้างทำผิด” ลูกจ้างมีสิทธิดังต่อไปนี้

หลายหลายท่านถามเข้ามาใน Inbox ว่าหลังจากอ่านบทความต่างๆแล้วก็ทราบว่านายจ้างของตัวเองออกระเบียบปฏิบัติไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายเลย แบบนี้มีสิทธิอย่างไรบ้าง ทำไงได้บ้างคะ อาจารย์ฝ้ายคนสวย (อันหลังไม่มีใครพูด เลยพูดเอง..อยากสวยแบบไม่ต้องรอคนอื่นมาชม จะสวยไม่สวยก็จะชมตัวเอง ใครจะทำไมชั้นอ่ะ!!) ขอรวมไว้ในโพสต์นี้เลยนะคะ ถ้าลูกจ้างพบว่านายจ้างกระทำการใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมายแรงงาน เช่น ไม่ยอมจ่ายค่าจ้าง ลูกจ้างจะทำอย่างไรได้บ้าง? เป็นอีกคำถามที่เราได้รับคำถามบ่อยๆ ทาง inbox เช่น นายจ้างไม่ยอมจ่ายค่าจ้าง/ot ทำยังไงได้บ้างคะ? โดนเลิกจ้างแล้วนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย ทำยังไงบ้างคะ? และอีกคำถามอื่นๆ มากมาย ซึ่งกรณีต่างๆ เหล่านี้ล้วนขัดต่อกฎหมายแรงงานทั้งสิ้น ดังนั้นลูกจ้างคงสงสัยว่า เราจะทำอะไรได้บ้างล่ะ? วันนี้เพจเรามีคำตอบมาฝากค่ะ เมื่อลูกจ้างพบว่านายจ้างกระทำการผิดต่อกฎหมาย ลูกจ้างสามารถเรียกร้องสิทธิของตนอันเนื่องมาจากการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน ของนายจ้างได้โดย 1. ลูกจ้างนำคดีไปฟ้องศาลแรงงาน กล่าวคือ ลูกจ้างสามารถเรียกร้องได้โดยไปที่ศาลแรงงานพร้อมพยานหลักฐานที่ลูกจ้างมีอยู่เลยค่ะ โดยแจ้งพนักงานว่ามายื่นฟ้อง จะมีพนักงานบริการทำคำฟ้องให้ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม การฟ้องคดีต่อศาลนั้นย่อมใช้เวลานาน เนื่องจากจำนวนคดีเยอะและการเลื่อนวันนัดด้วยสถานการณ์โควิด ทำให้อาจได้รับความไม่สะดวกอยู่บ้างค่ะ 2. ลูกจ้างยื่นคำร้องทุกข์ต่อพนักงาน ให้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานในท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่ หรือที่นายจ้างมีภูมิลำเนา หรือท้องที่ที่ลูกจ้างมีภูมิลำเนาอยู่ก็ได้ โดยพนักงานตรวจแรงงานจะต้องเร่งสอบสวนข้อเท็จจริงจากนายจ้าง ลูกจ้าง และพยานโดยเร็ว ก่อนออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงิน หรือยกคำร้องทุกข์ของลูกจ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง...

” ปลอมใบรับรองแพทย์ ” เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

..มอนิ่งมันเดย์ แฟนเพจที่เลิฟ.. ขอต้อนรับเข้าสู่วันจันทร์อันสดใสดังดอกไม้เหี่ยวเฉา..กับประเด็นเรื่องการปลอมใบลาป่วย (ซึ่งเคยอยากคิดจะทำเหมือนกัน แต่บังเอิญว่าป่วยจริงบ่อยจนไม่ต้องปลอม เอ๊ะ!!เหมือนไม่ค่อยจะดี ) ด้วยรักและห่วงใยนะเธอ เลยแนำนำว่า ต่อให้อยากหยุดพักแค่ไหน ก็อย่าหาทำ กับการปลอมใบรับรองแพทย์!! เพรานอกจากจะถูกเลิกจ้างโดยไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชย ยังมีสิทธิติดคุกอีกด้วย!! ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ม.32 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง การลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้นไป นายจ้างอาจขอให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองแพทย์ และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างระหว่างลาป่วยตลอดระยะเวลาที่ลา ปีหนึ่งไม่เกิน 30 วันทำงาน ( ม.57) สรุปคือ การลาป่วย สามารถลาได้เท่าที่ป่วยจริง หากป่วยไม่จริงลูกจ้างก็ไม่มีสิทธิลา อย่างไรก็ตาม กรณีป่วยจริงโดยแพทย์ระบุให้พัก 2 วัน แต่อยากลามากกว่า 2 วัน จึงปลอมใบรับรองแพทย์เพื่อนำมายื่นแสดงต่อนายจ้าง แบบนี้นายจ้างจะเลิกจ้าง โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และไม่ต้องจ่ายค่าตกใจ (เงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า) เพราะการปลอมใบรับรองแพทย์เข้าข่ายเป็นการทุจริต ถ้าหากว่าลูกจ้างเจตนาที่เสนอใบรับรองแพทย์ปลอมเพื่อให้ได้ค่าจ้างระหว่างลาป่วย หรือเพื่อให้ได้เบี้ยขยัน หรือเงินอื่นใด นอกจากนี้ยังเป็นการกระทำความผิดอาญา ฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000...

หนังสือเตือน จะส่งทาง Email หรือ Line “มีผลทางกฎหมายทั้งนั้น” เว้นแต่…

อย่างที่ทราบกันดีว่ายุคสมัยนี้เทคโนโลยีแสนจะก้าวไกล ทั้งการมอบหมายงานก็สามารถส่งทางอีเมลได้ แล้วการเตือนเมื่อลูกจ้างทำผิดล่ะ สามารถส่งผ่านทางอีเมลได้หรือไม่?? มีผลทางกฎหมายและศาลจะรับฟังหรือเปล่า?? มาไขข้อข้องใจกันในโพสต์นี้เลยค่ะ จริงอยู่ที่กฎหมายกำหนดว่า หากลูกจ้างทำผิดนายจ้างต้องเตือนเป็นหนังสือเป็นให้ลูกจ้างทราบ โดยมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ลูกจ้างกระทำความผิด + ระบุรายละเอียดสิ่งที่ลูกจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติให้เพียงพอที่จะทำให้ลูกจ้างทราบว่าทำผิดเรื่องใด และที่สำคัญต้องเตือนว่า ถ้าลูกจ้างกระทำความผิดซ้ำคำเตือนจะถูกลงโทษอย่างไร ซึ่งหลักใหญ่ใจความและเจตนาของกฎหมายอยู่ที่การ”เตือนให้ลูกจ้างทราบและไม่ทำผิดซ้ำ” ดังนั้น หากนายจ้างออกหนังสือเตือนเป็นอีเมลโดยมีองค์ประกอบการเตือนครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดและพิสูจน์ได้ว่าลูกจ้างได้ทราบการเตือนดังกล่าวแล้ว หากลูกจ้างยังทำผิดซ้ำคำเตือนในเรื่องเดิมภายใน 1 ปีนับแต่กระทำผิดครั้งแรก นายจ้างก็มีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตัวอย่างกรณีเดียวกันนี้ ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9873/2558 ที่ศาลวินิจฉัยว่า การส่งหนังสือเตือนทางอิเล็กทรอนิกส์ก็มีผลในทางกฎหมายเช่นกัน ส่วนการเตือนอย่างไรให้ครบองค์ประกอบตามกฎหมายไปอ่านได้ในโพสต์ในเม้นแรกนะ และหากมีใครที่สงสัยว่า แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าลูกจ้างเปิดอ่านเมลฉบับนั้นแล้วหรือยัง ให้ลองไปศึกษาที่การตั้งค่าแจ้งกลับการอ่านอีเมลดูนะคะ ปล. อ่านเรื่องนี้จบแล้วอย่าคิดแผลงๆ ส่งหนังสือเตือนไปอีเมลที่ลูกจ้างไม่ใช้แล้วหรือไม่ใช่อีเมลที่ใช้ในการติดต่อประจำนะคะ เพราะด้านบนบอกไปครบถ้วนแล้วว่า นอกจากอีเมลจะต้องมีองค์ประกอบการเตือนครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ต้องพิสูจน์ได้ว่าลูกจ้างได้ทราบการเตือนแล้วด้วย สอบถามค่าบริการได้ทาง ติดต่อจ้างงาน Info@legalclinic.co.th

ลาไปตรวจครรภ์ ใช้ “ลาคลอด” หรือ “ลาป่วย”

ก่อนอื่นขอบอกก่อนเลยว่า “ท้อง ไม่ใช่ อาการป่วย” ดังนั้น การที่พนักงานจะลาไปตรวจครรภ์ตามแพทย์นัดจะไปยังคับให้เค้าใช้ ให้ลาป่วย ลากิจ หรือใช้วันหยุดพักผ่อน “ไม่ได้” เมื่อพูดถึงวันลาของลูกจ้าง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ได้กำหนดคุ้มครองลูกจ้างให้มีสิทธิลาได้ตามกฎหมาย แต่ในวันนี้จะมาพูดคุยในประเด็นเรื่อง การลาไปตรวจครรภ์เป็นการ “ลาคลอด” หรือ “ลาป่วย” สำหรับเรื่องดังกล่าวนี้จะเป็น ลาคลอด หรือ ลาป่วย กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนเลยว่า 1. การลาคลอด ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาคลอดได้ 98 วัน (สิทธิเกิดทันทีที่มีสถานะเป็นลูกจ้างหากตั้งครรภ์ก็มีสิทธิลาคลอด) 2. โดยให้รวมการลาเพื่อไปตรวจครรภ์ตามแพทย์นัดเป็นการ “ลาคลอดบุตร” ด้วย 3. ให้นับวันหยุดที่มีระหว่างลาคลอดบุตร นั้นเข้าไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี ทั้งนี้ ตาม ม.41 ดังนั้นจึงไม่ต้องเถียงกันให้วุ่นวายว่าการไปตรวจครรภ์ตามแพทย์นัด ควรใช้วันลาอะไร นอกจากนี้ กฎหมายยังได้คุ้มครองลูกจ้างหญิงที่ตั้งครรภ์ โดยกำหนดให้ 4. นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างที่ลาคลอดบุตร ไม่เกิน 45 วัน (ม.59) 5. ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหญิงตั้งครรภ์...

” ไม่อยากเจอ ไม่อยากเห็นหน้า ” ให้ออกก่อนถึงกำหนดเวลาออก นายจ้างต้องจ่าย

นายจ้างให้ออกจากงาน “ก่อนครบกำหนดในใบลาออกของลูกจ้าง” ไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง มีกรณีแฟนเพจสอบถามเข้ามาว่า “เราต้องการลาออกทำงานวันสุดท้าย วันที่ 30 ก.ค 2565 ก็เลยยื่นใบลาออกล่วงหน้าให้ HR ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค 2565 พอวันที่ 3 ก.ค 65 HR เรียกพบแล้วก็แจ้งให้ออกจากงานเร็วกว่ากำหนด ให้เราเขียนใบลาออกฉบับใหม่ ระบุลาออกวันที่ 3 ก.ค 2565 อย่างงี้ถือว่าเป็นเลิกจ้างไหมคะ?” คลินิกกฎหมายแรงงานขอให้ความเห็นว่า…ว่า ไม่อยากเจอ ทนไม่ได้ ไม่อยากเห็นหน้าจนถึงวันลาออก ก็ต้องจ่ายค่ะ!! นายจ้างจะให้ลูกจ้างออกก่อนกำหนดที่ลงในใบลาออกของลูกจ้าง โดยลูกจ้างไม่มีความผิด ก็มีผลทำให้ลูกจ้างเสียหายเพียงเท่าที่ไม่ได้รับค่าจ้างถึงวันที่ 30 ก.ค. 2565 ไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่จะมีผลทำให้นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่การที่นายจ้างให้ลูกจ้างออกก่อนกำหนด มีผลทำให้ลูกจ้างได้รับความเสียหายเท่าที่ไม่ได้รับค่าจ้างถึงวันที่ 30 ก.ค. 2565 นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ นับแต่วันให้ออกถึงวันที่ 30 ก.ค. 2565 ตามความประสงค์ของลูกจ้างเท่านั้น ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 10161/2551 นายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานก่อนครบกำหนดในใบลาออกไม่ใช่การเลิก สัญญาจ้างสิ้นสุดลงเพราะการลาออกไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง ทั้งนี้เพราะลูกจ้างเป็นฝ่ายแสดงเจตนาขอบอกเลิกสัญญาจ้างก่อน...

แม้ขั้นตอนสืบสวนไม่ถูกต้อง หากทำผิดจริง นายจ้างเลิกจ้างได้

กับประเด็นเรื่องการสอบสวนวินัยไม่ถูกต้องตามระเบียบ เช่น ตั้งคณะกรรมการสอบสวนไม่ครบตามจำนวน สอบสวนเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนด การสอบสวนดังกล่าวชอบหรือไม่ ? คลินิกกฎหมายแรงงานไปสืบค้นแนวคำพิพากษาของศาลมา ถ้าแฟนเพจพร้อมไปอ่านกัน แต่ถึงไม่พร้อมก็อ่านเถอะ ไล่ตอบรายคนสงสารเถอะ นิ้วจะล็อค ฎีกาที่ 411/2561 แม้นายจ้างจะแต่งตั้งอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ไม่ครบจำนวน 5 คน ตามระเบียบก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการดังกล่าวกลั่นแกล้งหรือจงใจสร้างข้อเท็จจริง ที่มิได้เกิดขึ้นจริง มาใส่ความลูกจ้าง เมื่อข้อเท็จจริง ลูกจ้างกระทำหน้าที่บกพร่องด้วยความประมาทอย่างร้ายแรง นายจ้างจึงเลิกจ้างได้โดยไม่จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งเงินบำเหน็จ แนวคำพิพากษาข้างต้นนั้น ศาลท่านเห็นว่าลูกจ้างกระทำความผิดจริง แม้จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงไม่ครบจำนวนตามระเบียบ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการดังกล่าวกลั่นแกล้งหรือจงใจสร้างข้อเท็จจริงที่ไม่มิได้เกิดขึ้นมาใส่ความลูกจ้าง การสอบสวนนั้นชอบไม่เสียไป นายจ้างจึงเลิกจ้างได้ แต่ถ้าลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิดจริง แล้วนายจ้างสอบสวนไม่ถูกต้องตามระเบียบ โดยคณะกรรมการมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ เช่น สอบสวนเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนดทำให้โจทก์เสียสิทธิประโยชน์ในการไม่ได้ปรับเงินเดือน ไม่ได้เงินโบนัส แบบนี้ก็ดูจะไม่เป็นธรรมกับลูกจ้าง คลินิกกฎหมายแรงงาน เห็นว่าลูกจ้างสามารถฟ้องคดีต่อศาลได้ รักนะจึงหามาให้อ่าน แต่ถ้าไม่อยากอ่าน หาคนอธิบายและดำเนินการแทนในทุกกระบวนความกฎหมาย ยันบรรยาย จ้างค่ะ ยังว่าง สนใจจ้างติดต่อ info@legalclinic.co.th

เนื่องจากกฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาทดลองงานไว้ ดังนั้น นายจ้างจึงสามารถขยายระยะเวลาทดลองงานออกไปได้เรื่อยๆไม่มีกำหนด โดยไม่ผิดกฎหมายอย่างไรก็ตาม ที่เห็นๆกันว่า บริษัทส่วนใหญ่นิยมกำหนดระยะเวลาทอลองงานไว้ ไม่เกิน 119 วัน นั่นก็เพราะ กฎหมายแรงงาน มาตรา 118 ได้ระบุไว้ว่า หากครบ 120 วันแล้วจะเลิกจ้าง โดยลูกจ้าไม่มีความผิดตาม 119 แห่งพ.ร.บ คุ้มครองแรงงานฯ นายจ้างต้องจ่ายเงินชดเชย ดังนั้น การกำหนดช่วงทดลองไว้ 119 วัน จึงเป็นช่วงเวลาที่นายจ้างเกือบทุกที่ปฏิบัติ เพราะหากพนักงาน ไม่ผ่านทดลองงาน ก็เพียงบอกล่วงหน้าก่อนงวดการจ่ายค่าจ้างถัดไป ก็เลิกจ้างได้เลย โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย มาตรา 119 แห่งพ.ร.บ คุ้มครองแรงงานฯ คือเหตุที่ทำให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ส่วนมาตรา 119 ว่ายังไง อ่านค่ะ!! นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้ (1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนา แก่นายจ้าง (2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย (3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย อย่างร้ายแรง (4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่ง ของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้...

ทำงานในลักษณะเดียวกัน ภายใน 2 ปี นับจากลาออก นายจ้างฟ้องได้ แต่…

เข้าใจความไม่สบายใจของลูกจ้าง ใจนึงก็ต้องการหางานใหม่ อีกใจก็กังวลสัญญาเดิม ทำยังไงดี ใครรู้สึกแบบนี้ วันนี้เรามีคำตอบค่ะ การที่นายจ้างกำหนดเงื่อนไขในสัญญาจ้างว่า เมื่อพ้นหน้าที่ตามสัญญาไม่ว่าดวยเหตุอะไร ลูกจ้างจะต้องไมาประกอบกิจการ ที่เป็นการแข่งขันกับนายจ้าง หรือไปทำงานให้คู่แข่งของนายจ้าง ในระยะเวลาที่กำหนด หาก ฝ่าฝืนต้องชำระค่าค่าเสียหายให้นายจ้างเป็นเงินตามอัตราที่กจำหนดไว้ “เงื่อนไขดังกล่าวใช้บังคับได้ค่ะ” (อ้างอิงตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1275/2543) เพราะไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน “จึงไม่เป็นโมฆะ” แต่บังคับได้แค่ไหน และลูกจ้างต้องรรับผิดเท่าไหร่ต้องพิจารณา ตามข้อเท็จจริงแต่ละกรณี เช่น คำพิพากษาฎีกาที 2169/2557 ที่วินิจฉัยว่าห้ามมิให้ประกอบกิจการ หรือเข้าร่วมในการประกอบกิจการใดๆเอง ดังนั้น การที่ลูกจ้างเขาไปเป็นเพียงลูกจ้างของบริษัท ช. แม้บริษัทที่เป็นนายจ้างใหม่ จะเป็นบริษัทที่แข่งขันกับธุ รกิจของโจทก์ก็ตาม ก็ถือ “ไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการหรือเข้าร่วมในการประกอบกิจการ อันเป็นการแข่งขันกับธุรกิจของโจทก์ด้วยตนเอง จำเลยจึงไม่ได้ผิดสัญญา” ส่วนว่าต้องรับผิดกี่บาทนั้น ทั้งกรณีนายจ้างกำหนดไว้สูงปรี๊ดหรือฟ้องมาสูงมาก ฎีกาหลายๆ ฎีกาวางหลักไว้ว่า กรณีจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้นายจ้างเมื่อผิดข้อห้ามทำงานให้คู่แข่ง ถือเป็นค่า เสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า อันมีลักษณะเป็นค่าปรับ ซึ่งหากสูงเกินไป ศาลปรับลดได้ ซึ่งตรงนี้ศาลพิจารณาจากที่ความเสียหายของนายจ้างด้วย (คำพิพากษาฎีกาที่ 7364/2558) สรุป จะไปจะมาก็จบกันด้วยดี ฝั่งนึงก็ต้องรักษาความลับได้ได้ล่วงรู่มาจากการทางที่จ้างด้วย ไม่ว่าจะมีสัญญาหรือไม่ก็ตาม ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งตามความเหมาะสมและโอกาสในการเกิดความเสียหาย...

เช็คลิสต์ ” อาชีพและตำแหน่ง ” ที่ไม่มีสิทธิได้ OT

ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานล่วงเวลาแก่ลูกจ้าง ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ม.61 แต่ก็ใช่ว่าลูกจ้างทุกคนจะมีสิทธิได้ค่าล่วงเวลานะ เพราะกฎหมายเค้ากำหนดว่าลูกจ้างซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่บางประเภทไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา (ม.65) วันนี้คลินิกกฎหมายแรงงานจึงจะพาผู้อ่านไปทราบกันว่าอาชีพและตำแหน่งอะไรที่ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา มีอะไรบ้าง (1) ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้าง สำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง ค่าล่วงเวลา (ลูกจ้างประเภทนี้ จะทำหน้าที่ในการบริหารและควบคุมบังคับบัญชาลูกจ้างอื่น ซึ่งมีลักษณะ เป็นนายจ้าง เมื่อเป็นนายจ้างแล้วก็ไม่ควรที่จะมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด หรือค่าล่วงเวลาในวันหยุด) อันนี้รายละเอียดเคยเขียนอธิบายไว้โดยละเอียด เดี๋ยวเอาลิ้งมาแปะในคอมเม้นให้ (2) งานเร่ขาย หรือชักชวนชื้อสินค้า ซึ่งนายจ้างได้จ่ายค่านายหน้าจาก การขายสินค้าให้แก่ลูกจ้าง (3) งานขบวนการจัดงานรถไฟ ซึ่งได้แก่งานที่ทำบนขบวนรถและงาน อำนวยความสะดวกแก่การเดินรถ (4) งานเปิดปิดประตูน้ำ หรือประตูระบายน้ำ (5) งานอ่านระดับน้ำและวัดปริมาณน้ำ (6) งานดับเพลิง หรืองานป้องกันอันตรายสาธารณะ (7) งานที่มีลักษณะ หรือสภาพต้องออกไปทำงานนอกสถานที่และโดย ลักษณะ หรือสภาพของงานไม่อาจกำหนดเวลาทำงานที่แน่นอนได้ ( งานอยู่เวรเฝ้าดูแลสถานที่ หรือทรัพย์สินอันมิใช่หน้าที่การทำงาน ปกติของลูกจ้าง (9) งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (งานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินอันเป็นหน้าที่การทำงานปกติของลูกจ้าง...

ถึงเวลาเกษียณ ” ไม่เกษียณ ” ทำงานต่อไปเรื่อยๆจะเสียสิทธิเกษียณไหม ?

ถามสั้น ตอบยาววันนี้ ได้แก่ประเด็น.. “ กรณีที่นายจ้างกำหนดการเกษียณอายุไว้ แล้วลูกจ้างยังไม่ใช้สิทธิเกษียณยังทำงานต่อไปเรื่อย ๆ แบบนี้จะเสียสิทธิเกษียณหรือไม่ ??” คำตอบคือ “ไม่เสียสิทธิ” แต่ตอบสั้นไปเดี๋ยวจะคาใจ ดังนั้นขอขยายความนิดนึง ที่บอกว่าไม่เสียสิทธิ เพราะเมื่อครบกำหนดอายุเกษียณแต่นายจ้างยังคงให้ลูกจ้างทำงานต่อไป ถือเป็นการที่นายจ้างตกลงขยายระยะเวลาการเกษียณอายุออกไป ไม่ใช่เป็นการสละสิทธิการเกษียณอายุ ซึ่งมีแนวคำพิพากษาของศาล ตัดสินไว้ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1617/2547 : ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง กำหนดให้พนักงานพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเมื่อเกษียณอายุเมื่อพนักงานมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ ยกเว้นกรณีนายจ้างอนุมัติต่ออายุการจ้างแรงงานก่อนการเกษียณอายุ และพนักงานที่เกษียณอายุมีสิทธิได้รับค่าชดเชย การที่นายจ้างอนุมัติให้ลูกจ้างทำงานภายหลังจากมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว โดยมิได้จ่ายค่าชดเชยตามสิทธิให้แก่ลูกจ้างในขณะนั้น นอกจากจะเป็นการต่ออายุสัญญาจ้างแรงงานแล้ว ยังเป็นการตกลงขยายระยะเวลาการเกษียณอายุสำหรับลูกจ้างต่อไปด้วย มิใช่เป็นการสละสิทธิการเกษียณอายุ ต่อมาเมื่อ ลูกจ้างขอใช้สิทธิเกษียณอายุและนายจ้างอนุมัติ นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง สำหรับการเกษียณอายุ นั้น หากนายจ้างกำหนดข้อบังคับเรื่องหลักเกณฑ์การเกษียณอายุไว้อย่างไรก็บังคับไปตามนั้น แต่ถ้าบริษัทไม่กำหนดหลักเกณฑ์การเกษียณอายุไว้หรือกำหนดการเกษียณอายุไว้เกินกว่า 60 ปี กฎหมายก็กำหนดไว้ว่า ลูกจ้างที่มีอายุเกินกว่า 60 ปี มีสิทธิแสดงเจตนาขอเกษียณอายุได้ และนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้าง ด้วยรักและนิ้วล็อก สุดท้ายนี้ใครอยากใช้สิทธิทางกฎหมายต้องการทนายความไม่ว่าจะด้านแรงงานหรือด้านอื่นๆก็ติดต่อมาได้ที่ info@legalclinic.co.th #คลินิกกฎหมายแรงงาน #คดีแรงงาน...