กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

แอบอัดเสียงไว้ก็ใช้เป็นพยานในชั้นศาลได้ !!

แอบอัดเสียงไว้ก็ใช้เป็นพยานในชั้นศาลได้!! หลายคนคงเคยได้ยิน หรือเข้าใจว่าการแอบบันทึกเทป บันทึกภาพเคลื่อนไหว หรือบันทึกเสียงในขณะที่มีการสนทนากัน โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้นั้น เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ และนำไปใช้ในศาลไม่ได้ แต่อีกหลายคนที่เคยขึ้นศาลกลับบอกว่าได้สิ!! ฉันก็เคยใช้มาก่อน!! ซึ่งเป็นประเด็นที่น่า สนใจว่าสรุป การแอบบันทึกเทปภาพเคลื่อนไหวในขณะที่มีการสนทนากัน สามารถใช้เป็นประเด็นในชั้นศาลได้หรือไม่ FINDMYLAWYER​ ขอไขข้อข้องใจแบบนี้ค่ะ กฎหมาย ป.วิ.อ. มาตรา 226​ กำหนดว่า ห้ามศาลรับฟัง การแอบบันทึกเทปหรือภาพเคลื่อนไหวในขณะที่มีการสนทนากันจริง!! แต่การห้ามดังกล่าว ห้ามนำมาใช้บังคับเฉพาะกรณีเจ้าพนักงานของรัฐที่แอบบันทึกเทป บันทึกภาพเคลื่อนไหว หรือบันทึกเสียงเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันมิให้เจ้าพนักงานของรัฐใช้วิธีการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบนั่นเอง ( แต่ก็มีข้อยกเว้นนะ ต่อให้เจ้าหน้าที่รัฐแอบบันทึกเทปบันทึกภาพเคลื่อนไหวจริง แต่หากศาลมองว่า หลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสีย ก็สามารถนำหลักฐานมาใช้ได้)​ ส่วนที่ประชาชนแอบบันทึกภาพ บันทึกภาพเคลื่อนไหวและเสียง หรือบันทึกเสียงอย่างเดียว ประชาชนยังสามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้ ไม่ถือว่าเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยไม่ชอบ ติดต่องาน Info@legalclinic.co.th #Findmylawyer #แอบอัดเสียง #อัดเสียง #พยาน

นายจ้างจ่ายเงินค่าจ้างเกิน ลูกจ้างต้องคืนไหม ?

นายจ้างจ่ายเงินค่าจ้างเกิน ลูกจ้างต้องคืนไหม ? เอ๊ะ! ทำไมเดือนนี้ได้เงินเดือนเยอะกว่าปกติ !!! ในกรณีที่นายจ้าง หรือ HR ซึ่งมีหน้าที่คำนวนจ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้าง คำนวนผิดพลาด เข้าใจผิดหลงโอนเงินเดือนมาให้เกิน ลูกจ้างก็ต้องคืนให้แก่นายจ้าง!!! จะยึดไว้โดนอ้างว่าเป็นความผิดของนายจ้างหรือ HR ที่ต้องรับผิดชอบเองไม่ได้ !!! กรณีนี้ถือว่าเป็น ”ลาภมิควรได้” ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่เจ้าของ คือ นายจ้าง ดังนั้น ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับเงินส่วนที่จ่ายเกินสิทธิจำนวนดังกล่าว หากลูกจ้างไม่ยอมคืน นายจ้างสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ เนื่องจากถือว่าทราบข้อเท็จจริงมาโดยตลอดแต่ไม่ยอมคืนเงินแก่นายจ้างอาจเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ หรือสามารถฟ้องศาลแรงงานเรียกเงินค่าจ้างจำนวนที่จ่ายเกินคืนได้และต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้ว่ามีสิทธิเรียกเงินคืนด้วยนะ ฎีกาที่ 5442-5468/2548 เงินบำเหน็จในส่วนต่างที่นายจ้างจ่ายเกินไปอันเกิดจากการคำนวณตามระเบียบว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ.2536 ที่ลูกจ้างทั้งยี่สิบหกและนาย จ.ได้รับจากนายจ้าง ย่อมเป็นการได้ไปซึ่งทรัพย์เพราะการที่นายจ้างกระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ และเป็นทางให้นายจ้างเสียเปรียบจึงเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ดังนั้น อายุความในการฟ้องเรียกคืนบำเหน็จที่นายจ้างจ่ายเกินไปและจะต้องคืนกันเป็นจำนวนเท่าใดย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติในเรื่องลาภมิควรได้ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา กรณีมิใช้ลูกจ้างทั้งยี่สิบหกและนาย จ.ได้ยึดถือเงินบำเหน็จส่วนที่เกินไว้โดยไม่มีสิทธิอันจะทำให้นายจ้างสามารถติดตามเอาคืนได้ทั้งหมดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336

นายจ้างต้องรู้ !! การเลิกจ้างลูกจ้างทดลองงาน ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ ?

นายจ้างต้องรู้ !!!!! การเลิกจ้างลูกจ้างทดลองงาน ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ ? โดยปกติในสัญญาจ้างทั่วไปจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการทดลองงานเป็นระยะเวลา 120 วัน ลูกจ้างทดลองงานก็ถือเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งหากทำงานครบ 120 วัน (ถึง 1 ปี) จะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน กรณีถูกเลิกจ้าง ซึ่งหากลูกจ้างทดลองงานทำงานไม่ถึง 120 วัน ก็จะไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย นายจ้างต้องการเลิกจ้างลูกจ้างทดลองงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ต้องทำอย่างไร ตอบ : หากนายจ้างประเมินแล้วว่าลูกจ้างทดลองงานไม่ผ่านทดลองงาน นายจ้างต้องบอกกล่าวการเลิกจ้างต่อลูกจ้างทดลองงานก่อนที่จะครบกำหนดระยะเวลา 120 วัน แต่อย่างไรก็ดีนายจ้างควรที่จะบอกกล่าวการเลิกจ้างก่อนอย่างน้อย 1 เดือนก่อนครบกำหนดระยะเวลาทดลองงาน มิฉะนั้นนายจ้างจะต้องจ่ายค่าเสียหายจากการไม่บอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ) ให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเงินเท่ากับค่าจ้างในอัตราที่ลูกจ้างได้รับอยู่อัตราสุดท้ายด้วย

พนักงานลักขโมยทรัพย์สินบริษัทฯ แต่บริษัทฯ ยังไม่อยากเลิกจ้างเพราะสงสาร บริษัทฯ จะเตือนพนักงานก่อนเพื่อให้โอกาสปรับปรุงตนเอง แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นแล้วค่อยเลิกจ้าง แบบนี้ทำได้ไหม???

พนักงานลักขโมยทรัพย์สินบริษัทฯ แต่บริษัทฯ ยังไม่อยากเลิกจ้างเพราะสงสาร บริษัทฯ จะเตือนพนักงานก่อนเพื่อให้โอกาสปรับปรุงตนเอง แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นแล้วค่อยเลิกจ้าง แบบนี้ทำได้ไหม??? เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ได้ยินบ่อยๆ จากเหล่า HR ว่า กรณีมีลูกจ้างขโมยทรัพย์สินบริษัทฯ เแต่ยังไม่อยากเลิกจ้างเลยเพราะสงสาร ไม่อยากตัดอนาคตลูกจ้าง เลยอยากลองให้โอกาสพนักงานก่อน ขอเตือนไว้ก่อนได้ไหมแล้วถ้าไม่ดีขึ้นค่อยมาเลิกจ้างโดยอ้างเหตุนี้ทีหลังได้ไหม??? การลักทรัพย์ถือเป็นความผิดอาญาตามมาตรา 334 ประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงการลักทรัพย์นายจ้างเป็นเหตุฉกรรจ์ที่ทำให้ผู้กระทำความผิดต้องได้รับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 335 (11) ดังนั้นการลักทรัพย์จึงถือเป็นความผิดร้ายแรง นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (4) พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ อย่างไรก็ตาม หากนายจ้างตัดสินใจว่าจะไม่เลิกจ้างในความผิดลักทรัพย์นั้นและอยากจะเตือนเพื่อคาดโทษไว้ก่อน จำไว้ให้ดีว่า กรณีแบบนี้บริษัทฯ จะมาเลิกจ้างเค้าทีหลังโดยอ้างเหตุลักขโมยไม่ได้เด็ดขาด!!! เพราะถือว่าบริษัทฯ ไม่ติดใจเอาเรื่องตั้งแต่แรกแล้ว นอกจากการเลิกจ้างแล้ว บริษัทฯ ยังสามารถแจ้งความเพื่อดำเนินคดีอาญากับพนักงานที่ลักทรัพย์ได้ด้วยนะคะ โดยการดำเนินคดีอาญาก็เพื่อให้พนักงานที่กระทำความผิดได้รับโทษตามกฎหมายอาญา เช่น โทษจำคุก หรือปรับ เป็นต้น อีกทั้งบริษัทฯ ยังสามารถเรียกร้องให้พนักงานชดใช้เงินค่าทรัพย์สินคืนให้แก่บริษัทฯ ได้ด้วยเช่นกัน สรุปได้ว่า เมื่อมีการลักทรัพย์เกิดขึ้น สิ่งที่บริษัทฯ จะต้องดำเนินการมี 3 ส่วน คือ 1. เลิกจ้างพนักงานตามกฎหมายแรงงาน 2....

เพื่อนยืมเงินไปแล้วไม่คืน ไปแจ้งความตำรวจก็ไม่รับแจ้งความ แบบนี้ทำยังไงดี??

เพื่อนยืมเงินไปแล้วไม่คืน ไปแจ้งความตำรวจก็ไม่รับแจ้งความแบบนี้ทำยังไงดี?? หลายๆคนอาจจะยังเข้าใจผิดกันอยู่ ว่าให้ยืมเงินแล้วพอลูกหนี้ไม่คืนนั้นเราจะสามารถไปแจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดีได้ แต่เนื่องจากนิติกรรมสัญญาการกู้ยืม เป็นการตกลงระหว่างคู่สัญญาในทางแพ่ง โดยหลักกฎหมายแพ่งแล้วคู่สัญญาจะตกลงกันอย่างไรก็ได้เท่าที่ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นคดีแพ่ง คือ การโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลและทรัพย์สิน โดยมุ่งหมายให้จำเลยชำระเงิน ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิฟ้องร้องทางศาลเอง (ในกรณีนี้จะเป็นการให้ยืมเงินกันเอง ไม่ใช่ในกรณีเจ้าหนี้นอกระบบ หรือ สถาบันการเงิน) ทั้งนี้ การฟ้องร้องคดีกู้ยืมเงิน ต้องมีหลักฐาน โดยทนายฝ้ายได้เคยอธิบายเกี่ยวกับสัญญากู้ยืมเงินไปแล้วในโพสก่อน แต่จะมาขอเน้น ในส่วนของหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ การตกลงขอยืมกันผ่านทางไลน์ ทางแชท หรือทางอีเมล์ ที่มีการพูดโต้ตอบกัน มีการโอนเงินไปให้ ก็สามารถถือเป็นหลักฐาน ในการกู้ยืมเงินฟ้องร้องได้ เพราะถือว่าเป็นการลงมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์เรียบร้อยแล้ว โดยมีข้อความครบถ้วนว่า ยืมเงินเป็นจำนวนเท่าใด จะใช้คืนเมื่อไหร่ ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นหลักฐานการกู้ยืม โดยกฎหมายให้ถือเอาชื่อ Facebook เป็นการลงลายมือชื่อของผู้ยืมด้วย โดยนำพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาใช้บังคับค่ะ

รถหายในระหว่างผ่อน ไม่ต้องส่งต่อ!!

รถหายในระหว่างผ่อน ไม่ต้องส่งต่อ!! คงเป็นปัญหาที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองใช่มั้ยคะ เพราะกว่าจะดาวน์รถกว่าจะผ่อนมาแต่ละงวดเลือดตาแทบกระเด็นเลยทีเดียว แต่เรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นมานับครั้งไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็นการโจรกรรมหรือความประมาทของเจ้าของรถเอง และขอเรื่องดังกล่าวเคยเกิดขึ้น วันนี้จึงหยิบยกข้อกฎหมายมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับ กรณีที่รถหายในระหว่างผ่อน ว่าเรายังมีสิทธิหน้าที่อย่างไร ถ้าการสูญหายนั้น ไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้เช่าซื้อ เมื่อทรัพย์สินที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไป ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดชอบในการชำระค่าเช่าซื้ออีกต่อไป​ พูดง่ายๆก็คือ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้ประมาทแต่ยังหายอีกก็ไม่ต้องผ่อนต่อ (ฎีกา2772 / 2560) แต่อีกในกรณีหนึ่งตรงข้ามกันเลย คือการสูญหายหรือถูกโจรกรรม เกิดจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าของรถเอง​ เข่น สตาทรถทิ้งไว้ แล้วลงไปซื้อของ กรณีแบบนี้ประมาทความเลินเล่อของเจ้าของรถเอง ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยต่อเจ้าของรถแต่อย่างใด (ฎีกา1305/2559) อ่านมาถึงตรงนี้ นอกจากจะมีข้อกฎหมายให้เพื่อนๆได้อัพเดทแล้วก็อยากให้ระมัดระวังในการใช้ชีวิตกันให้มากขึ้นด้วยนะคะ ติดต่องาน Info@legalclinic.co.th #Findmylawyer

คดีแรงงานต้องอุทธรณ์ภายใน 15 วันนับแต่วันอ่านคำพิพากษา!

คดีแรงงานต้องอุทธรณ์ภายใน 15 วันนับแต่วันอ่านคำพิพากษา!! บางคนอ่านหัวข้อมาแล้วถึงกับตกใจเพราะเคยเจอมากับตัวเอง ว่าอีกฝั่งที่ไม่พอใจพิพากษาก็สามารถอุทธรณ์ได้แม้ผลกำหนดระยะเวลา 15 วัน ไปแล้วทำไมถึงทำได้ ?? ที่ทำได้ก็เพราะว่าฝ่ายที่ไม่พอใจในผลคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็มีสิทธิ์ที่จะขยายระยะเวลาออกไปและศาลจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจในการขยายระยะเวลาดังกล่าวให้ขยายได้กี่วัน อย่างไรก็ดีหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์ใช่ว่าจะอุทธรณ์ได้ทุกเรื่อง โดย “อุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมายเท่านั้น” และ “ไม่ให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง” โดยการห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง หมายถึงห้ามอุทธรณ์ในปัญหาดังต่อไปนี้ 1. อุทธรณ์อ้างข้อเท็จจริงใหม่ ที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ศาลแรงงานรับฟังมา 2. อุทธรณ์ดุลพินิจในการอนุญาตหรือไม่อนุญาตของศาลแรงงาน 3. อุทธรณ์ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงาน ส่วนปัญหาข้อกฎหมาย หมายถึงปัญหาดังต่อไปนี้ 1. อุทธรณ์การปรับบทกฎหมายหรือเอกสาร 2. อุทธรณ์การตีความ แปลความกฎหมายหรือเอกสาร ดังนั้น ในบางคดีที่จ้างเป็นผู้ชนะคดีในศาลแรงงานชั้นต้นแต่ยังรู้สึกไม่พอใจในค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมที่ศาลกำหนดมาให้ และต้องการอุทธรณ์ขอให้ศาลช่วยพิจารณาใหม่โดยกำหนดให้สูงขึ้นจึงเป็นการอุทธรณ์ในดุลย์พินิจการกำหนดค่าเสียหายของศาลซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง และหากมีทะแนะคนไหนยุว่า ไม่พอใจในการไม่เป็นธรรมที่ศาลกำหนดมาให้ก็อุทธรณ์ได้เดี๋ยวเขียนให้ ให้รู้ไว้เลยว่ามั่ว ไม่ต้องไปเสียเงินให้เขาฟรีๆนะ ส่วนถ้าใครมองหาทนายน่ารัก วางใจได้ ติดต่อ Info@legaclinic.co.th

แสดงความเห็นยังไงไม่ให้ถูกฟ้องหมิ่นประมาท ในปัจจุบันมีตัวอย่างให้เห็นมากมายกับการคอมเม้นต์แสดงความคิดเห็น บางคนก็ไปว่าให้เขาเสียหายทั้งทั้งที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง ว่ากันสนุกปาก บางคนก็ถูกฟ้องมาแล้วก็เข็ดหลาบแต่บางคนมันก็อดไม่ได้จริงๆ จึงเกิดเป็นข้อสงสัยมาว่าเราต้องคอมเม้นต์แบบไหนล่ะถึงจะไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท โพสต์นี้มีคำตอบมาลองอ่านนะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต (1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม (2) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ (3) ติชม ด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ (4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรม เรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3546/2558 ข่าวเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและมีการออกโฉนดที่ดินทับซ้อนพื้นที่สวนป่าเป็นข่าวที่สังคมให้ความสนใจเพราะมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคม และข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 นำมาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของตนเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสืบสวนและสอบสวนของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงเจ้าพนักงานตำรวจ เมื่อจำเลยทั้งสองในฐานะสื่อมวลชนมีหน้าที่เสนอข่าวสารที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองให้ประชาชนทราบโดยเสนอข้อมูลไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องสืบสวนและสอบสวนได้ความ หาใช่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองสร้างขึ้นมาเองไม่ แม้ข้อความบางส่วนอาจทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วยอันเป็นการใส่ความโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย โดยที่โจทก์ยังมิได้ถูกเรียกไปแจ้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินคดี แต่การดำเนินคดีก็เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้ภายในกำหนดอายุความ อีกทั้งการนำเสนอข่าวสารเชิงวิเคราะห์ของจำเลยทั้งสอง ก็เป็นการติชมวิพากษ์วิจารณ์ และแสดงความคิดเห็นไปตามข้อเท็จจริงที่ได้ความมาจากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องโดยสุจริตและติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ดังนั้นจำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 329 (3) จากคำพิพากษาศาลฎีกา แม้จะเห็นได้ว่าการเผยแพร่ข้อความใดๆ โดยสุจริตตามมาตรา 329 จะไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทก็ตาม แต่ก็ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายหรือผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนสิทธิจากการเผยแพร่ข้อความดังกล่าวดำเนินการตามกฎหมาย...

ออกจากงาน นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างทำยังไง?

ออกจากงาน นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างทำยังไง?? กับปัญหาหัวจะปวดที่ถามทุกวัน แปะให้อ่านทั้งคลิป ทั้งข้อความก็ยังไม่อ่าน แต่ไม่เป็นไร อยากให้พวกเธอได้ความรู้เลยมาเล่าอีกรอบ พวกเธอจำไว้นะไม่ว่าจะ “ลาออกแจ้งล่วงหน้าไม่ครบหรือจะถูกเลิกจ้าง” นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับ วันทำงานที่ได้ทำไปแล้ว โดยค่าใช้จ่ายของแต่ละอย่างนายจ้างต้องจ่ายคืนภายในระยะเวลานี้ 1. ค่าจ้าง ต้องจ่ายภายใน 3 วันนับแต่เลิกจ้างหรือลาออก 2. ค่าล่วงเวลา ต้องจ่ายภายใน 3 วันนับแต่เลิกจ้างหรือลาออก 3. หลักประกันการทำงาน ต้องจ่ายภายใน 7 วัน นับแต่เลิกจ้างหรือลาออก 4. ค่าทำงานในวันหยุด ต้องจ่ายภายใน 3 วันนับแต่เลิกจ้างหรือลาออก 5. ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ต้องจ่ายภายใน 3 วันนับแต่เลิกจ้างหรือลาออก และ 6. ค่าชดเชย ต้องจ่ายในวันที่เลิกจ้าง ถ้านายจ้างไม่จ่ายผลจะเป็นยังไง 1. ถ้านายจ้างไม่ได้จงใจ ต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระตามด้านบน 2. ถ้าจงใจ ไม่จ่ายดื้อๆ ปราศจากเหตุอันสมควร ต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีอีก...

โดนกลั่นแกล้ง จับย้าย ลูกจ้างฟ้องได้หรือไม่ ?

มีคำถามเข้ามาว่า บริษัทกำหนดเป้า บีบออก โดยแจ้งว่าหากสิ้นเดือนทำยอดไม่ถึงให้ยื่นใบลาออกไปสะ ปรากฏว่าลูกจ้างทำยอดได้ แต่นายจ้างกลับแจ้งว่าให้ย้ายแผนกสะงั้น ถามว่าหากลูกจ้างขัดขืนไม่ไปตามคำสั่งแล้วถูกเลิกจ้างลูกจ้างฟ้องได้หรือไม่ ? คำตอบในเรื่องนี้ (พิจารณาตามข้อเท็จจริงของคำถามเท่านั้น) ผู้เขียนมีความเห็นว่า หากลูกจ้างไม่ย้ายไปตามคำสั่งของนายจ้างแล้วถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิฟ้องได้ เนื่องจากการคำสั่งย้ายของนายจ้างมีลักษณะไม่เป็นธรรม ไม่สุจริต ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งลูกจ้าง และหลีกเลี่ยงที่จะไม่จ่ายค่าชดเชย ซึ่งหากจะมองว่าลูกจ้างทำงานไม่มีประสิทธิภาพก็ไม่ได้เนื่องจากลูกจ้างสามารถทำยอดขายได้ตามเป้า แต่นายจ้างก็กลับมีคำสั่งย้ายงานลูกจ้าง พฤติกรรมดังกล่าวของนายจ้างมีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งลูกจ้างเพื่อไม่ให้สามารถทนทำงานต่อไปได้ ดังนั้น การที่ลูกจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจขัดขืนคำสั่ง หรือจงใจละทิ้งหน้าที่ ที่จะเป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เทียบเคียงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 632/2562 ที่นายจ้างมีการตระเตรียมโดยมีเจตนาที่จะเลิกจ้างไว้ก่อนแล้ว การที่นายจ้างจัดเตรียมหนังสือเลิกจ้าง รายละเอียดการจ่าย ค่าชดเชยตามกฎหมายไว้ก่อนเช่นนี้ รวมทั้งมีบันทึกภายในขอรหัสผ่านคืนจากลูกจ้าง พร้อมทั้งปิดล็อค ห้องทำงานเพื่อไม่ให้ลูกจ้างเข้าทำงาน แสดงว่านายจ้างเตรียมการที่จะเลิกจ้างลูกจ้างไว้ล่วงหน้า เมื่อจำเลยนายจ้าง เรียกลูกจ้างไปพบและแจ้งว่า ผู้บริหารมีมติให้เลิกจ้าง หากไม่ยอมลงลายมือชื่อ ในใบลาออกก็จะไม่มีการจ่ายค่าชดเชย พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่า ลูกจ้างมิได้ลาออก แต่เป็นนายจ้างต้องการเลิกจ้าง ข้อสังเกต แม้ว่านายจ้างจะมีอำนาจในการย้ายงานตามสัญญาจ้างหรือตามข้อบังคับฯ เพื่อความเหมาะสม และเพื่อการบริหารงานขององค์กรก็ตาม แต่การย้ายก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขและหลักเกณฑ์สำคัญ ดังนี้ 1. ต้องไม่เป็นการลดตำแหน่ง 2. ต้องไม่ลดค่าจ้างของลูกจ้าง 3.ต้องไม่เป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้าง...