กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

ให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกไว้ล่วงหน้า ไม่มีผลเป็นการลาออก แต่เป็นการเลิกจ้าง

ให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกไว้ล่วงหน้า ไม่มีผลเป็นการลาออก แต่เป็นการเลิกจ้าง วันนี้ได้รับสายจากฝ่ายบุคคลของบริษัทหนึ่ง โทรมาปรึกษาด้วยความไม่สบายใจ เนื่องมาจากว่า นายจ้างบอก HR ว่า “ในวันเซ็นสัญญาจ้าง ก็ให้เค้าเซนใบลาออกไว้ล่วงหน้าเลย ไม่ต้องกรอกวันที่ มีปัญหา หรือทำงานไม่ลงตัว เราก็กรอกวันที่ เรียกเค้ามารับทราบ เป็นการลาออกด้วยลายมือลูกจ้างเอง ลูกจ้างไม่สามารถเรียกค่าชดเชยได้” ในกรณีเช่นนี้ ถ้าเกิดในการนำสืบลูกจ้างมีหลักฐานมานำสืบได้ว่าลูกจ้างได้เซ็นใบลาออกนั้นไว้ล่วงหน้า ใบลาออกนั้นไม่มีผลเป็นการลาออกแต่เป็นการเลิกจ้าง หากอ้างอิงจากหนังสือการเลิกจ้าง ของอาจารย์พงศ์รัตน์ เครือกลิ่น ได้มีประเด็นใกล้เคียงกันในเรื่องดังกล่าวกล่าวคือ ลูกจ้างมาฟ้องว่านายจ้างเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด จึงฟ้องร้องขอเรียกค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม แต่นายจ้างก็บอกว่าลูกจ้างเป็นผู้ลาออกเอง โดยในคดีดังกล่าวศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ในระหว่างทำงานลูกจ้างมีการเปลี่ยนชื่อโดยมีหลักฐานการเปลี่ยนชื่อมาแสดง ปรากฏว่าชื่อที่ลงไว้ในใบลาออกเป็นชื่อเดิมก่อนเปลี่ยนชื่อใหม่ จึงน่าเชื่อได้ว่านายจ้างให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อไว้ในใบลาออกในขณะเข้าทำงานจริง เพราะปกติบุคคลมีชื่อใดก็ย่อมลงชื่อของตนในขณะนั้นจะไม่นำชื่อในอดีตหรืออนาคตมาลงไว้ แนะนำจากใจเลยนะ กรณีที่ทำงานร่วมกันไม่ได้ แนะนำให้ตกลงคุยกันดีดีถ้าไม่สามารถจ่ายตามสิทธิ์สิทธิ์ที่ลูกจ้างพึ่งได้รับตามกฏหมายก็ขอผ่อนจ่ายหรือตกลงร่วมกันไม่ใช่ไปบังคับขู่เข็ญหาช่องว่างทางกฎหมายหรือวิธีการอื่นใดที่จะไม่ต้องจ่าย …ใจเขาใจเรานะ ..

ลูกจ้างได้รับทุนจากนายจ้าง แต่โดนเลิกจ้างก่อนครบกำหนดใช้ทุน ลูกจ้างยังคงต้องใช้ทุนให้แก่นายจ้างอยู่หรือไม่?

ลูกจ้างได้รับทุนจากนายจ้างแต่โดนเลิกจ้างก่อนครบกำหนดใช้ทุน ลูกจ้างยังคงต้องใช้ทุนให้แก่นายจ้างอยู่หรือไม่??? มีหลายๆบริษัทที่มีทุนให้ลูกจ้างไปศึกษาดูงาน/เรียนต่อเพิ่มเติม โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อกลับมาลูกจ้างยังคงต้องทำงานกับนายจ้างต่อไปอีก…ปี เพื่อใช้ทุนที่นายจ้างออกให้ ปัญหาคือ ถ้าสมมุติว่าลูกจ้างไม่ได้อยากลาออก แต่กลับถูกนายจ้างเลิกจ้างเอง กรณีแบบนี้ลูกจ้างยังคงต้องใช้ทุนให้แก่นายจ้างอยู่หรือไม่ เพราะไม่ใช่ความผิดของเรา กรณีนี้ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. สัญญาจ้างแรงงาน 2. สัญญารับทุน กรณีแรกก่อน คือ สัญญาจ้างแรงงาน กรณีเป็นสัญญาจ้างโดยไม่กำหนดระยะเวลา เมื่อไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ การจะเลิกสัญญาต่อกันย่อมเป็นสิทธิของทั้งสองฝ่าย แต่เมื่อนายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา จึงต้องปฎิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ก็คือการจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และเมื่อได้จ่ายเงินครบถ้วนแล้ว ความเป็นนายจ้าง-ลูกจ้าง ก็ยุตินับแต่วันเลิกจ้างมีผล ดังนั้น สัญญาฉบับนี้ จึงไม่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาตามสัญญารับทุน กรณีที่สอง คือ สัญญารับทุน เป็นข้อตกลงในการให้ทุนและให้ลูกจ้างกลับมาใช้ทุนโดยการทำงานกับนายจ้างตามระยะเวลาที่ตกลงกัน แต่เมื่อนายจ้างมาเลิกจ้างก่อน ถือว่าลูกจ้างไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่เป็นนายจ้างที่เป็นฝ่ายบอกเลิกจ้างและไม่ติดใจในเรื่องสัญญาตามกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ดังนั้น ลูกจ้างจึงไม่ต้องใช้ทุนตามกำหนดและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับนายจ้าง อย่างไรก็ตาม ข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้นไม่สามารถปรับใช้ได้กับทุกกรณีไป หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป ข้อกฎหมายที่นำมาใช้ก็จะเปลี่ยนแปลงด้วย เช่น หากมีข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างถูกเลิกจ้างตาม ม.119 พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ กรณีเช่นนี้ผลก็จะเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน หากนายจ้างหรือลูกจ้างคนใดกำลังประสบปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้

กรณีถูกเจ้าหนี้อายัดเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เงินตอบแทน กรณีออกจากงาน ฯลฯ เจ้าหนี้สามารถอายัดได้ทั้งหมดไหม?

กรณีถูกเจ้าหนี้อายัดเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เงินตอบแทน กรณีออกจากงาน ฯลฯ เจ้าหนี้อสามารถอายัดได้ทั้งหมดไหม???? หลายๆ คนน่าจะมีคำถามสงสัยเกี่ยวกับกรณีที่เราเป็นลูกจ้างและถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอายัดเงินเดือน ค่าจ้าง เงินสงเคราะห์ โบนัส เงินตอบแทนกรณีออกจากงานเงินฝากในบัญชีธนาคาร เงินปันผล ฯลฯ ว่า เราจะโดนอายัดทั้งหมดเลยไหม ถ้าโดนอายัดทั้งหมดแล้วเราจะเอาเงินจากที่ไหนมาใช้ล่ะ????? ตามกฎหมายการอายัดเงินเหล่านี้จะไม่ถูกอายัดทั้งหมด เพราะต้องเหลือเงินให้ลูกหนี้ใช้บ้าง เช่น – เงินเดือน จะอายัดไม่เกิน 30% ของอัตราเงินเดือนก่อนหักรายจ่าย และต้องมีเงินเหลือไม่น้อยกว่าเดือนละ 20,000 บาท – เบี้ยเลี้ยงชีพ-ค่าล่วงเวลา-เบี้ยขยัน อายัดไม่เกิน 30% ของเงินที่ได้รับ – เงินโบนัส อายัดไม่เกิน 50% ของเงินที่ได้รับ – เงินตอบแทนกรณีออกจากงาน อายัดได้แต่ต้องเหลือไม่น้อยกว่า 300,000 บาท และเมื่อถูกอายัดเงินเดือน นายจ้างจะต้องนำส่งเงินเดือนของลูกหนี้เท่ากับจำนวนที่อายัด ให้กับกรมบังคับคดีเพื่อนำส่งให้กับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป จนกว่าจะครบจำนวนยอดหนี้ตามคำพิพากษา อย่างไรก็ดี ลูกหนี้ยังคงมีสิทธิขอลดเงินเดือนและค่าจ้างที่อายัด ได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่อายัดไว้เดิม โดยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี และชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องขอลด...

“หมิ่นประมาท” คืออะไร ความผิดแบบไหนเข้าหมิ่นประมาณ

กลายเป็นคำติดปากไปแล้วกับการบอกว่า “เดี๋ยวจะฟ้องหมิ่นประมาท” ทั้งๆที่บางความผิดไม่เข้าองค์ประกอบของการหมิ่นประมาทด้วยซ้ำ วันนี้เลยจะนำมาแชร์ว่าความผิดหมิ่นประมาทต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ? “หมิ่นประมาท” คือ การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง -การใส่ความ ข้อความที่กล่าวแม้จะเกิดจากการตอบคำถามผู้อื่น ก็เป็นการใส่ความแล้ว ผิดฐานหมิ่นประมาทได้ -การใส่ความ ต้องเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง จะเป็นความจริงหรือความเท็จก็ได้ การกล่าวข้อความที่ได้รับบอกเล่ามา เป็นการยืนยันข้อเท็จจริง -สำหรับข้อความจะเป็นหมิ่นประมาทหรือไม่ ต้องพิจารณาตามความรู้ของวิญญูชนทั่วๆ ไป มิใช่ความรู้สึกของผู้ถูกดูหมิ่นแต่ฝ่ายเดียว -การแจ้งความเท็จว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น เพื่อแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษ นอกจากเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ ยังเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วย -การใส่ความนั้น ต้องมีการระบุตัวผู้อื่นที่ถูกใส่ความว่าเป็นใคร หรือเป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายถึงบุคคลใด -ความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องเป็นการเจตนาใส่ความต่อบุคคลที่สาม “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา “หมายถึง การกระทำใดๆ ที่ทำให้ข้อเท็จจริงนั้นแพร่หลายไปยังบุคคลภายนอกในลักษณะวงกว้าง และเป็นความผิดสำเร็จทันทีที่มีการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ หรือโพสต์ข้อความลงในเฟสบุ๊ค นั้น

แต่งงานไม่ได้จดทะเบียน สามีตายจะรับรองบุตรอย่างไร ?

แต่งงานไม่ได้จดทะเบียน สามีตายจะรับรองบุตรอย่างไร?? สำหรับกรณีที่บิดาเสียชีวิตแล้ว วิธีการขอรับรองบุตรทำได้ครับ แต่ต้องต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188(1) ตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8504/2544 การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1555 หากบิดามีชีวิตอยู่ต้องดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทคือฟ้องบิดาโดยทำเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แต่ถ้าบิดาถึงแก่ความตายไปแล้วต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188(1) ดังนั้น เมื่อผู้ตายซึ่งเป็นบิดาได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์จึงต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ส่วนบทบัญญัติมาตรา 1558 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมซึ่งเป็นผลตามมาจากการที่ร้องขอให้ศาลพิพากษาเป็นบุตร มิใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจโจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทผู้ตายเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย

แอบอัดเสียงไว้ก็ใช้เป็นพยานในชั้นศาลได้ !!

แอบอัดเสียงไว้ก็ใช้เป็นพยานในชั้นศาลได้!! หลายคนคงเคยได้ยิน หรือเข้าใจว่าการแอบบันทึกเทป บันทึกภาพเคลื่อนไหว หรือบันทึกเสียงในขณะที่มีการสนทนากัน โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้นั้น เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ และนำไปใช้ในศาลไม่ได้ แต่อีกหลายคนที่เคยขึ้นศาลกลับบอกว่าได้สิ!! ฉันก็เคยใช้มาก่อน!! ซึ่งเป็นประเด็นที่น่า สนใจว่าสรุป การแอบบันทึกเทปภาพเคลื่อนไหวในขณะที่มีการสนทนากัน สามารถใช้เป็นประเด็นในชั้นศาลได้หรือไม่ FINDMYLAWYER​ ขอไขข้อข้องใจแบบนี้ค่ะ กฎหมาย ป.วิ.อ. มาตรา 226​ กำหนดว่า ห้ามศาลรับฟัง การแอบบันทึกเทปหรือภาพเคลื่อนไหวในขณะที่มีการสนทนากันจริง!! แต่การห้ามดังกล่าว ห้ามนำมาใช้บังคับเฉพาะกรณีเจ้าพนักงานของรัฐที่แอบบันทึกเทป บันทึกภาพเคลื่อนไหว หรือบันทึกเสียงเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันมิให้เจ้าพนักงานของรัฐใช้วิธีการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบนั่นเอง ( แต่ก็มีข้อยกเว้นนะ ต่อให้เจ้าหน้าที่รัฐแอบบันทึกเทปบันทึกภาพเคลื่อนไหวจริง แต่หากศาลมองว่า หลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสีย ก็สามารถนำหลักฐานมาใช้ได้)​ ส่วนที่ประชาชนแอบบันทึกภาพ บันทึกภาพเคลื่อนไหวและเสียง หรือบันทึกเสียงอย่างเดียว ประชาชนยังสามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้ ไม่ถือว่าเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยไม่ชอบ ติดต่องาน Info@legalclinic.co.th #Findmylawyer #แอบอัดเสียง #อัดเสียง #พยาน

นายจ้างจ่ายเงินค่าจ้างเกิน ลูกจ้างต้องคืนไหม ?

นายจ้างจ่ายเงินค่าจ้างเกิน ลูกจ้างต้องคืนไหม ? เอ๊ะ! ทำไมเดือนนี้ได้เงินเดือนเยอะกว่าปกติ !!! ในกรณีที่นายจ้าง หรือ HR ซึ่งมีหน้าที่คำนวนจ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้าง คำนวนผิดพลาด เข้าใจผิดหลงโอนเงินเดือนมาให้เกิน ลูกจ้างก็ต้องคืนให้แก่นายจ้าง!!! จะยึดไว้โดนอ้างว่าเป็นความผิดของนายจ้างหรือ HR ที่ต้องรับผิดชอบเองไม่ได้ !!! กรณีนี้ถือว่าเป็น ”ลาภมิควรได้” ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่เจ้าของ คือ นายจ้าง ดังนั้น ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับเงินส่วนที่จ่ายเกินสิทธิจำนวนดังกล่าว หากลูกจ้างไม่ยอมคืน นายจ้างสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ เนื่องจากถือว่าทราบข้อเท็จจริงมาโดยตลอดแต่ไม่ยอมคืนเงินแก่นายจ้างอาจเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ หรือสามารถฟ้องศาลแรงงานเรียกเงินค่าจ้างจำนวนที่จ่ายเกินคืนได้และต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้ว่ามีสิทธิเรียกเงินคืนด้วยนะ ฎีกาที่ 5442-5468/2548 เงินบำเหน็จในส่วนต่างที่นายจ้างจ่ายเกินไปอันเกิดจากการคำนวณตามระเบียบว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ.2536 ที่ลูกจ้างทั้งยี่สิบหกและนาย จ.ได้รับจากนายจ้าง ย่อมเป็นการได้ไปซึ่งทรัพย์เพราะการที่นายจ้างกระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ และเป็นทางให้นายจ้างเสียเปรียบจึงเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ดังนั้น อายุความในการฟ้องเรียกคืนบำเหน็จที่นายจ้างจ่ายเกินไปและจะต้องคืนกันเป็นจำนวนเท่าใดย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติในเรื่องลาภมิควรได้ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา กรณีมิใช้ลูกจ้างทั้งยี่สิบหกและนาย จ.ได้ยึดถือเงินบำเหน็จส่วนที่เกินไว้โดยไม่มีสิทธิอันจะทำให้นายจ้างสามารถติดตามเอาคืนได้ทั้งหมดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336

นายจ้างต้องรู้ !! การเลิกจ้างลูกจ้างทดลองงาน ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ ?

นายจ้างต้องรู้ !!!!! การเลิกจ้างลูกจ้างทดลองงาน ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ ? โดยปกติในสัญญาจ้างทั่วไปจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการทดลองงานเป็นระยะเวลา 120 วัน ลูกจ้างทดลองงานก็ถือเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งหากทำงานครบ 120 วัน (ถึง 1 ปี) จะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน กรณีถูกเลิกจ้าง ซึ่งหากลูกจ้างทดลองงานทำงานไม่ถึง 120 วัน ก็จะไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย นายจ้างต้องการเลิกจ้างลูกจ้างทดลองงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ต้องทำอย่างไร ตอบ : หากนายจ้างประเมินแล้วว่าลูกจ้างทดลองงานไม่ผ่านทดลองงาน นายจ้างต้องบอกกล่าวการเลิกจ้างต่อลูกจ้างทดลองงานก่อนที่จะครบกำหนดระยะเวลา 120 วัน แต่อย่างไรก็ดีนายจ้างควรที่จะบอกกล่าวการเลิกจ้างก่อนอย่างน้อย 1 เดือนก่อนครบกำหนดระยะเวลาทดลองงาน มิฉะนั้นนายจ้างจะต้องจ่ายค่าเสียหายจากการไม่บอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ) ให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเงินเท่ากับค่าจ้างในอัตราที่ลูกจ้างได้รับอยู่อัตราสุดท้ายด้วย

พนักงานลักขโมยทรัพย์สินบริษัทฯ แต่บริษัทฯ ยังไม่อยากเลิกจ้างเพราะสงสาร บริษัทฯ จะเตือนพนักงานก่อนเพื่อให้โอกาสปรับปรุงตนเอง แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นแล้วค่อยเลิกจ้าง แบบนี้ทำได้ไหม???

พนักงานลักขโมยทรัพย์สินบริษัทฯ แต่บริษัทฯ ยังไม่อยากเลิกจ้างเพราะสงสาร บริษัทฯ จะเตือนพนักงานก่อนเพื่อให้โอกาสปรับปรุงตนเอง แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นแล้วค่อยเลิกจ้าง แบบนี้ทำได้ไหม??? เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ได้ยินบ่อยๆ จากเหล่า HR ว่า กรณีมีลูกจ้างขโมยทรัพย์สินบริษัทฯ เแต่ยังไม่อยากเลิกจ้างเลยเพราะสงสาร ไม่อยากตัดอนาคตลูกจ้าง เลยอยากลองให้โอกาสพนักงานก่อน ขอเตือนไว้ก่อนได้ไหมแล้วถ้าไม่ดีขึ้นค่อยมาเลิกจ้างโดยอ้างเหตุนี้ทีหลังได้ไหม??? การลักทรัพย์ถือเป็นความผิดอาญาตามมาตรา 334 ประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงการลักทรัพย์นายจ้างเป็นเหตุฉกรรจ์ที่ทำให้ผู้กระทำความผิดต้องได้รับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 335 (11) ดังนั้นการลักทรัพย์จึงถือเป็นความผิดร้ายแรง นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (4) พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ อย่างไรก็ตาม หากนายจ้างตัดสินใจว่าจะไม่เลิกจ้างในความผิดลักทรัพย์นั้นและอยากจะเตือนเพื่อคาดโทษไว้ก่อน จำไว้ให้ดีว่า กรณีแบบนี้บริษัทฯ จะมาเลิกจ้างเค้าทีหลังโดยอ้างเหตุลักขโมยไม่ได้เด็ดขาด!!! เพราะถือว่าบริษัทฯ ไม่ติดใจเอาเรื่องตั้งแต่แรกแล้ว นอกจากการเลิกจ้างแล้ว บริษัทฯ ยังสามารถแจ้งความเพื่อดำเนินคดีอาญากับพนักงานที่ลักทรัพย์ได้ด้วยนะคะ โดยการดำเนินคดีอาญาก็เพื่อให้พนักงานที่กระทำความผิดได้รับโทษตามกฎหมายอาญา เช่น โทษจำคุก หรือปรับ เป็นต้น อีกทั้งบริษัทฯ ยังสามารถเรียกร้องให้พนักงานชดใช้เงินค่าทรัพย์สินคืนให้แก่บริษัทฯ ได้ด้วยเช่นกัน สรุปได้ว่า เมื่อมีการลักทรัพย์เกิดขึ้น สิ่งที่บริษัทฯ จะต้องดำเนินการมี 3 ส่วน คือ 1. เลิกจ้างพนักงานตามกฎหมายแรงงาน 2....

เพื่อนยืมเงินไปแล้วไม่คืน ไปแจ้งความตำรวจก็ไม่รับแจ้งความ แบบนี้ทำยังไงดี??

เพื่อนยืมเงินไปแล้วไม่คืน ไปแจ้งความตำรวจก็ไม่รับแจ้งความแบบนี้ทำยังไงดี?? หลายๆคนอาจจะยังเข้าใจผิดกันอยู่ ว่าให้ยืมเงินแล้วพอลูกหนี้ไม่คืนนั้นเราจะสามารถไปแจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดีได้ แต่เนื่องจากนิติกรรมสัญญาการกู้ยืม เป็นการตกลงระหว่างคู่สัญญาในทางแพ่ง โดยหลักกฎหมายแพ่งแล้วคู่สัญญาจะตกลงกันอย่างไรก็ได้เท่าที่ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นคดีแพ่ง คือ การโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลและทรัพย์สิน โดยมุ่งหมายให้จำเลยชำระเงิน ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิฟ้องร้องทางศาลเอง (ในกรณีนี้จะเป็นการให้ยืมเงินกันเอง ไม่ใช่ในกรณีเจ้าหนี้นอกระบบ หรือ สถาบันการเงิน) ทั้งนี้ การฟ้องร้องคดีกู้ยืมเงิน ต้องมีหลักฐาน โดยทนายฝ้ายได้เคยอธิบายเกี่ยวกับสัญญากู้ยืมเงินไปแล้วในโพสก่อน แต่จะมาขอเน้น ในส่วนของหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ การตกลงขอยืมกันผ่านทางไลน์ ทางแชท หรือทางอีเมล์ ที่มีการพูดโต้ตอบกัน มีการโอนเงินไปให้ ก็สามารถถือเป็นหลักฐาน ในการกู้ยืมเงินฟ้องร้องได้ เพราะถือว่าเป็นการลงมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์เรียบร้อยแล้ว โดยมีข้อความครบถ้วนว่า ยืมเงินเป็นจำนวนเท่าใด จะใช้คืนเมื่อไหร่ ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นหลักฐานการกู้ยืม โดยกฎหมายให้ถือเอาชื่อ Facebook เป็นการลงลายมือชื่อของผู้ยืมด้วย โดยนำพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาใช้บังคับค่ะ