กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

ลูกจ้างไม่ทำงานให้นายจ้างครบเวลา ลูกจ้างต้องคืนค่าจ้าง ตามหลักสัญญาต่างตอบแทน

ลูกจ้างไม่ทำงานให้นายจ้างครบเวลา ลูกจ้างต้องคืนค่าจ้าง ตามหลักสัญญาต่างตอบแทน สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ก่อหนี้ให้แก่คู่สัญญา คือ ลูกจ้างมีหนี้ที่จะต้องทำงานให้แก่นายจ้าง นายจ้างก็มีหนี้ที่จะต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ทำงาน ดังนั้น ถ้าลูกจ้างไม่ชำระหนี้ คือ ไม่ทำงาน นายจ้างก็ย่อมมีสิทธิที่จะไม่ชำระหนี้ คือ ไม่จ่ายค่าจ้างได้เช่นกัน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 6435/2562 ลูกจ้างสแกนลายนิ้วมือเข้าทำงานแล้วแต่ไม่อยู่ทำงานให้นายจ้างจบครบ 8 ชั่วโมง เป็นการบันทึกเวลาอันเป็นเท็จ แต่กลับพาพนักงานไปทำงานให้กับนายจ้างอื่นและได้รับค่าจ้างมาแบ่งปันกัน โดยนายจ้างได้จ่ายค่าจ้างให้ด้วย เมื่อลูกจ้างมิได้ทำงานให้นายจ้างเต็มเวลาการทำงาน ลูกจ้างจึงต้องคืนค่าจ้างในส่วนที่ไม่ได้ทำงานให้แก่นายจ้างตามหลักสัญญาต่างตอบแทน

การที่นายจ้างย้ายลูกจ้างไปทำงานต่างประเทศ ถือเป็นคำสั่งที่ชอบธรรมและเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างหรือไม่ ?

การที่นายจ้างย้ายลูกจ้างไปทำงานต่างประเทศ ถือเป็นคำสั่งที่ชอบธรรมและเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างหรือไม่ ? การที่นายจ้างมีคำสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานเป็นวิศวกรประจำโครงการที่กัมพูชาโดยลูกจ้างไม่ยินยอม แม้ว่าจะทำให้ลูกจ้างได้เลื่อนตำแหน่ง ค่าจ้าง และสวัสดิการสูงขึ้นก็ตาม แต่เมื่อลูกจ้างไม่ยินยอม ย่อมเป็นภาระอย่างมากแก่ลูกจ้างและครอบครัว ยากที่จะปฏิบัติตามคำสั่งได้ กรณีนี้เช่นนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการใช้อำนาจจัดการบริหารงานบุคคลตามความเหมาะสมหรือความจำเป็น ถือเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ดังนั้นเมื่อนายจ้างเลิกจ้างด้วยเหตุลูกจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม (คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 46/2563)

นายจ้างส่งตัวลูกจ้างไปทำงานกับบริษัทอื่น  ต่อมาบริษัทอื่นส่งคืนตัวลูกจ้างให้แก่นายจ้าง  กรณีเช่นนี้จะถือใครว่านายจ้างของลูกจ้างกันแน่ ?​

กรณีเช่นนี้จะถือใครว่านายจ้างของลูกจ้างกันแน่??​ จากชื่อหัวข้ออาจจะงงๆ หน่อย แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจจึงอยากนำมาแชร์ให้แฟนเพจได้ฟัง เรื่องเกิดจากนายจ้างบริษัท A ได้ส่งให้ลูกจ้างไปทำงานให้แก่บริษัท B โดยบริษัท B ได้กำหนดให้ลูกจ้างปฏิบัติหน้าที่ควบคุมนั่งร้ายที่สถานประกอบการของบริษัท B ต่อมาบริษัท B ได้มีหนังสือแจ้งบริษัท A ว่า ให้การปฏิบัติงานของลูกจ้างสิ้นสุดลงตามสัญญา จึงมีปัญหาว่า สรุปแล้วลูกจ้างเป็นลูกจ้างของบริษัท A หรือ B??? และใครเป็นผู้เลิกจ้างลูกจ้างกันแน่??? คดีนี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ 43/2523 ได้พิพากษาไว้ว่า “แม้ว่าบริษัท A จะส่งลูกจ้างไปทำงานให้แก่บริษัท B ก็ตาม แต่บริษัท A เป็นผู้ดำเนินการขอวีซ่าและต่อใบอนุญาตทำงาน รวมถึงหักเงินนำส่งประกันสังคมในนามบริษัท A ถึงบริษัท B จะมีอำนาจบัญชาและอนุมัติการลาของลูกจ้างก็ตาม แต่ถือเป็นการมอบอำนาจบางส่วนให้แก่บริษัท B เท่านั้น “ ดังนั้นการที่บริษัท B มีหนังสือแจ้งบริษัท A ว่า ให้การปฏิบัติงานของลูกจ้างสิ้นสุดลงตามสัญญาพร้อมทั้งส่งตัวลูกจ้างคืนให้บริษัท A จึงไม่ใช่กรณีที่บริษัท B บอกเลิกสัญญาจ้างลูกจ้าง จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าอำนาจในการเลิกจ้างยังอยู่ที่บริษัท...

ผู้เช่าซื้อรถ ผ่อนค่างวดไม่ไหว จะคืนรถไฟแนนซ์โดยไม่เสียค่าส่วนต่าง ต้องทำอย่างไร ?

ผู้เช่าซื้อรถผ่อนค่างวดไม่ไหว จะคืนรถไฟแนนซ์โดยไม่เสียค่าส่วนต่าง ต้องทำอย่างไร ? 1. ผู้เช่าซื้อจะต้องเป็นฝ่ายคืนรถเอง โดยต้องดำเนินการคืนรถให้ไฟแนนซ์ก่อนที่จะผิดนัดชำระค่างวดครบ 3 งวด 2. รถต้องอยู่ในสภาพที่ซ่อมแซมเรียบร้อยและใช้การได้ดี 3. ผู้ให้เช่าซื้อ (ไฟแนนซ์) ยอมรับรถคืน โดยที่ไม่มีการทำบันทึกข้อตกลงหรือโต้แย้งเกี่ยวกับค่าส่วนต่าง ซึ่งหากมีข้อตกลงฯ เพิ่มเติม ผู้เช่าซื้ออาจจะยังคงต้องรับผิดในค่าส่วนต่างอยู่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4607/2562 แม้ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 12 จะให้สิทธิผู้เช่าซื้อในการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเสียเมื่อใดก็ได้ โดยผู้เช่าซื้อจะต้องส่งคืนและส่งมอบรถยนต์ในสภาพที่ซ่อมแซมเรียบร้อยและใช้การได้ดีในสภาพเช่นเดียวกับวันที่รับมอบรถยนต์ไปจากเจ้าของพร้อมทั้งอุปกรณ์ และอะไหล่ทั้งหมดให้แก่เจ้าของ ณ สำนักงานของเจ้าของ แต่สัญญาข้อดังกล่าวยังระบุเงื่อนไขต่อไปอีกว่า “และชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลานั้นทันที…” แสดงให้เห็นว่า กรณีที่จะถือว่าเป็นการเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อข้อดังกล่าว ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์พร้อมกับชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลาที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้ว เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า นอกจากจำเลยที่ 1 จะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาแก่โจทก์ทันที อันเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาเพื่อใช้สิทธิเลิกสัญญา กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อตามสัญญาข้อ 12 ที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาข้อ 13 พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์โดยไม่ปรากฏข้อโต้แย้งคัดค้านของโจทก์ ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาอันเป็นค่าเสียหายตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อได้

ลูกหนี้โอนย้ายทรัพย์สินของตนภายหลังได้รับหนังสือทวงหรือถูกฟ้อง อาจมีความผิดอาญาฐาน “โกงเจ้าหนี้”

ลูกหนี้โอนย้ายทรัพย์สินของตนภายหลังได้รับหนังสือทวงหรือถูกฟ้อง อาจมีความผิดอาญาฐาน “โกงเจ้าหนี้” คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16070-16072/2555 ตาม ป.อ. มาตรา 350 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ผู้ใดเพียงแต่รู้ว่าเจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ แล้วย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใด แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริง ก็ถือว่าเป็นความผิดตามมาตราดังกล่าวแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในเรื่องผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดพอชำระหนี้แก่โจทก์ ขณะที่คดีแพ่งดังกล่าวอยู่ระหว่างบังคับคดีตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดิน 3 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา แม้คดีแพ่งดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องแย้ง และผลคดีอาจจะเปลี่ยนแปลงโดยศาลฎีกาอาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชนะคดีตามฟ้องแย้ง ซึ่งไม่แน่ว่าโจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในชั้นที่สุดหรือไม่ก็ตาม ก็ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้แล้ว ไม่จำต้องถือเอาคำพิพากษาของศาลที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดในทางแพ่งมาเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดีการที่ลูกหนี้จะมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่ ก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่นๆ ประกอบกับต้องพิจารณาเจตนาพิเศษว่าการโอนย้ายทรัพย์สินของลูกหนี้นั้นทำไปเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ของตนได้รับชำระหนี้ดังกล่าวหรือไม่ด้วย

คดีบัตรเครดิต จะเริ่มนับอายุความเมื่อใด ?

คดีบัตรเครดิต จะเริ่มนับอายุความเมื่อใด ? ในคดีบัตรเครดิตโดยทั่วไปเมื่อเจ้าหนี้ได้แจ้งกำหนดการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ทราบแล้ว เมื่อถึงกำหนดลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนด อายุความจะเริ่มนับทันทีในวันถัดไป โดยมีอายุความทั้งสิ้น 2 ปีนับจากผิดนัดชำระหนี้ ถ้าหากธนาคารไม่ได้ฟ้องร้องในเวลา 2 ปี คดีก็เป็นอันขาดอายุความ ซึ่งส่งผลให้ธนาคารหมดสิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ ทั้งนี้ถึงขะขาดอายุความไปแล้ว ทางฝ่ายเจ้าหนี้สามารถยื่นฟ้องได้ โดยศาลก็จะดำเนินการไปตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป เช่น ถ้าจะให้ศาลหยิบยกเอาเรื่องการขาดอายุความขึ้นมาพิจารณานั้น ลูกหนี้ต้องยื่นคำให้การต่อสู้คดีในเรื่องของการขาดอายุความ ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาล ซึ่งศาลก็จะนำมาพิจารณาตรวจสอบดูข้อเท็จจริง และถ้าหากเป็นจริงตามที่ลูกหนี้ยื่นคำให้การต่อสู้มา ทางศาลก็จะทำการ”ยกฟ้อง” คือพิพากษาให้คดีตกไป โดยไม่บังคับให้เป็นไปตามคําฟ้องของเจ้าหนี้ต่อไป ซึ่งในเรื่องนี้ได้มีกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามมาตรา 193/29 กำหนดไว้ว่า เมื่อไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ ติดต่องาน Info@legalclinic.co th #ดำเนินคดี #อายุความ #คดีอาญา #สินสมรส #ฟ้องชู้ #อสังหา #ทนายความ #วิทยากรสอนกฎหมาย #ลูกหนี้ #มรดก #หมิ่นประมาท #เจ้าหนี้ #สืบทรัพย์ #ชู้สาว #บัตรเครดิต

ทำงานทิพย์ แต่มีประกันสังคม เจ็บป่วยขึ้นมาระวังให้ดี ประกันสังคมมีสิทธิ์ ไม่จ่าย!!!

ทำงานทิพย์ แต่มีประกันสังคม เจ็บป่วยขึ้นมาระวังให้ดีประกันสังคมมีสิทธิ์ ไม่จ่าย!!! ตามหัวข้อเรื่องเลยจ้ะในช่วงนี้บริษัทเกิดขึ้นง่ายเป็นดอกเห็ดเลยทีเดียวบางคนมีลูกมีหลานมีเพื่อนอยากได้รับสิทธิ์ตามประกันสังคมก็เอาชื่อญาติติโกโหติกามาใส่กันเข้าไว้ในบริษัทเพื่อให้ได้รับสิทธิ์ต่างๆของผู้ประกันตนตามพรบ.ประกันสังคม แต่อย่าลืมว่าเจตนาของพระราชบัญญัติประกันสังคมนั้นเป็นการผู้รกษาการสร้างหลักประกันให้แก่ “ลูกจ้าง” โดยจัดตั้งกองทุนประกันสังคม ขึ้นเพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้าง ….” ดังนั้นหากปรากฏว่ามีการ ส่งประกันสังคมแต่ไม่มีการทำงานหรือไม่มีนิติสัมพันธ์แบบนายจ้างลูกจ้างจริง หากมีการเจ็บป่วยและมีการเบิกการรักษาพยาบาลกองทุนสังคมก็มีสิทธิ์ปฏิเสธการจ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวนะคะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ประกันสังคมก็ยังได้จำกัดความว่าประกันสังคมนั้นเป็นการสร้างหลักประกันให้แก่ลูกจ้าง “และบุคคลอื่น” ซึ่งบุคคลอื่นในที่นี้ก็คือผู้ประกันตนอย่างอิสระด้วย ดังนั้นลองศึกษาให้ดีปรับใช้อย่างสุจริตและส่งอย่างสุจริต เพื่อให้ได้มาซึ่งผิดอันชอบธรรมค่ะ

พูดระบายความในใจ…ไม่ถึงขั้นด่า ก็อาจถูกเลิกจ้างได้นะ !

พูดระบายความในใจ…ไม่ถึงขั้นด่า ก็อาจถูกเลิกจ้างได้นะ!! ในเรื่องของการโพสต์ด่านายจ้างใน Facebook หรือโพสต์ระบายความในใจแล้วถูกเลิกจ้างทั้งที่มีกฎหมายแรงงานของเราได้นำเสนอไปหลายครั้งหลายหนแล้ว แต่ดูเหมือนว่าหลายคนยังจะไม่ได้อ่าน วันนี้เลยจะนำเสนออีกรอบนึงกับเรื่องที่ว่าการระบายความในใจไม่ถึงขั้นที่จะต้องด่านายจ้างก็มีสิทธิ์ถูกเลิกจ้างได้ วันนี้ขอยกตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8206/2560 เพื่อให้เห็นชัดๆเลยว่าลูกจ้างโพสต์ว่าอย่างไรและนายจ้างจึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ” เมื่อไหร่จะได้สิ่งที่ควรได้วะ…ต้องกินต้องใช้ไม่ได้แดกลมนะ” “ใครเกลียดเจ้านายเป็นบ้าเป็นหลังโดนกลั่นแกล้งก็ให้หยุดความเกลียดความโกรธปล่อยให้เขาเป็นอย่างนั้นไปคนเดียวเพราะถ้ามีเจ้านายเฮงซวยก็ถือว่าเจ้านายของคุณมีทุกข์เยอะชีวิตเขาจะมาเจอลูกน้องเกลียดและเขาก็จะไม่มีความสุขในสิ่งที่เขาเป็นยุ่งเหยิงยิ่งกว่าหมอย…” สังเกตนะคะลูกจ้างอ้างว่าลูกจ้างโพสต์ข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นการระบายความคับข้องใจแถมไม่ได้ระบุชื่อนายจ้างอีกต่างหากแต่ศาลแรงงานก็มองว่าการที่ใครอ่านก็ทราบได้ว่าลูกจ้าง กล่าวถึงนายจ้างของตนเอง ข้อความดังกล่าวก็อาจทำให้กระทบต่อภาพลักษณ์ในการบริหารของนายจ้างซึ่งมีความสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการของลูกค้าการกระทำดังกล่าวที่เรียกว่าโพสระบายความคับข้องหมองใจจึงเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายนายจ้างสามารถเลือกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยโดยอ้างอิงตามพรบคุ้มครองแรงงานมาตรา 119 รวมไปถึงประมวลกฎหมายแพ่งและอาคารนี้มาตรา 583 ซึ่งนายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและไม่ต้องจ่ายค่าตกใจให้แก่ลูกจ้างด้วย ลูกจ้างท่านไหนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วทอดถอนใจว่า “อะไรกันก็แค่บ่นศาลเข้าข้างนายจ้างจังเลยนะ” ก็ให้รู้ไว้นะคะการบ่นมีหลายแบบ เช่น เหนื่อยจริงโว้ยยยยย … วันนี้งานยุ่งยิ่งกว่ายุงตีกัน กรณีเช่นนี้หากโพสต์ลงไปก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่านายจ้างเป็นคนไม่ดี หรือองค์กรบริหารงานไม่ดีหากเป็นเท่านี้ก็น่าจะไม่เข้ากับฎีกาที่ยกตัวอย่างมาค่ะ แต่อย่างไรก็ตาม Facebook เป็นสื่อสาธารณะ ถ้าอยากระบายความคับข้องหมองใจก็ช่วยทำให้เห็น คนเดียวหรือระบายลงไดอารี่ก็ว่าไปอย่างในช่วงข้าวยากหมากแพงและงานหายากแบบนี้หากควบคุมใจไม่ได้ช่วยควบคุมพฤติกรรมและคำพูดด้วย ก็จะเป็นประโยชน์กับตัวเองไม่น้อยค่ะ

ขโมยเงินนายจ้างจริงแต่ก็คืนครบแล้ว มีสิทธิ์ไล่ออกด้วยหรอคะ?? แบบนี้ฟ้องเรียกค่าชดเชยได้ไหมคะ??

ขโมยเงินนายจ้างจริงแต่ก็คืนครบแล้ว มีสิทธิ์ไล่ออกด้วยหรอคะ?? แบบนี้ฟ้องเรียกค่าชดเชยได้ไหมคะ?? เจอคำถามนี้จาก inbox เข้าไปใครไม่อ่อน เราอ่อนนะ ไม่ใช่ใจอ่อนนะ แต่หมายถึงอ่อนใจต่างหาก… เพราะการที่ลูกจ้างกระทำความผิดทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง รวมไปถึงจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย แบบนี้ เข้าข้อยกเว้นที่นายจ้างจะสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานมาตรา 119 กรณีที่นายจ้างไม่ติดใจเอาผิด ฟ้องเป็นคดีอาญาในข้อหาลักทรัพย์นายจ้างนั้นก็บุญแล้วน้องเอ๋ย… การที่เอาเงินไปคืนเขา ก็ไม่ได้หมายความว่าน้องไม่ได้ทำผิดและถ้าหากจะพูดในมุมอื่นที่นอกจากมุมกฎหมายแล้วล่ะก็ลองนึกถึงตัวเราเป็นนายจ้างดูเสียตังค์จ่ายค่าจ้างตอบแทนการทำงานทุกเดือนในวันนี้เขามาขโมยของของเราไปแม้ว่าจะเอามาคืนแล้วความไว้เนื้อเชื่อใจกันก็คงไม่มี ดังนั้นต่างคนต่างแยกย้ายเถอะการที่จะไปฟ้องนายจ้างเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เดี๋ยวโดนสวนมาข้อหาลักทรัพย์นายจ้างนะ

จันทร์ถึงศุกร์ทำงานกับนายจ้างคนหนึ่งเสาร์อาทิตย์ไปทำงานกับอีกที่นึงแบบนี้ผิดไหม ?

จันทร์ถึงศุกร์ทำงานกับนายจ้างคนหนึ่งเสาร์อาทิตย์ไปทำงานกับอีกที่นึงแบบนี้ผิดไหมคะพี่ทนาย ก่อนจะตอบเกี่ยวกับข้อกฎหมายขอชื่นชมก่อนว่าใช้ชีวิตได้ทรหดอนทนมากค่ะ ที่ทำ 6 วันต่อสัปดาห์ วันอาทิตย์ตอบ คำถามใน inbox เล็กๆน้อยๆ แล้วนำมาเขียน บทความล่วงหน้า ยังแทบฮากเลือด กฎหมายแรงงานไม่ได้ห้ามลูกจ้างที่จะมีนายจ้างมากกว่า 1 ราย แต่โดยปกติแล้วเมื่อเราทำงานกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งนายจ้างก็มักจะเขียนสัญญาหรือข้อบังคับบริษัทเลยว่าห้ามไปทำงานกับบริษัทคู่แข่ง ที่ประกอบกิจการประเภทเดียวกัน หรือบางที่หนักหน่อย คือห้ามไปทำงานกับบริษัทอื่นๆแม้ในเวลาเลิกงานแล้ว ในกรณีที่บริษัทไม่ได้กำหนดอะไรแบบนี้ไว้เลยหากงานที่ลูกจ้างไปทำในวันเสาร์อาทิตย์ และไม่ได้นำเอาข้อมูลนายจ้างไปใช้ ก็ไม่ได้เป็นการทำผิดแต่อย่างใด แต่ตรงกันข้ามหาในสัญญาจ้างหรือระเบียบข้อบังคับมีการระบุไว้ว่าห้ามไปทำงานกับบริษัทคู่แข่ง ที่ประกอบกิจการประเภทเดียวกัน หรือบางที่หนักหน่อย คือห้ามไปทำงานกับบริษัทอื่นๆแม้ในเวลาเลิกงานแล้ว ข้อบังคับนั้นก็ใช้ได้ค่ะ ดังนั้นจึงต้องให้น้องกลับไปดูสัญญาจ้างงานและข้อบังคับของบริษัทนะคะว่ามีกำหนดไว้หรือไม่… แต่อย่างไรก็ตามการทำงาน 7 วันอาจจะมีผลต่อสุขภาพได้นะคะ อันนี้ไม่ได้เตือนเกี่ยวกับกฎหมายเลย แต่เตือนด้วยความเป็นห่วงล้วนๆจากคนที่สุขภาพพังมาก่อนและปัจจุบันก็ยังคงพังอยู่ เข้าใจว่าภาระของแต่ละคนไม่เหมือนกันถ้าวันนี้ยังต้องทำงาน 7 วันอยู่ก็พยายามรักษาสุขภาพด้านอื่นๆด้วยนะคะ ดูแลเรื่องการกินออกกำลังกายบ้างอันนี้เตือนแฟนเพจด้วยเตือนตัวเองด้วยค่ะ