กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

ต่อให้ไล่ออกก็ต้องให้หนังสือรับรองการผ่านงาน

ต่อให้ไล่ออกก็ต้องให้หนังสือรับรองการผ่านงาน เป็นคำถามจากฝั่งนายจ้างเองที่อ่านแล้วรู้สึกหดหู่เหลือเกินกับคำถามที่ว่า “เมื่อลูกน้องคนนี้ทำผิดแล้วเราไล่ออกไปแล้วเรายังจำเป็นต้องให้หนังสือรับรองการผ่านงานเขาไหมคะ และถ้าออกสามารถระบุได้ไหมว่าเขา มีพฤติกรรมไม่ดีอย่างไร” แม้จะรู้สึกหดหู่กับคำถามเล็กน้อยแต่ ก็ขอขอบคุณนะคะที่ยังมาถาม แสดงให้เห็นถึงความ ใส่ใจในเรื่องของกฎหมายก่อนที่จะออกหนังสือ รับรองการผ่านงาน หากว่ากันด้วยหลักกฎหมายแล้วประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 585 กำหนดไว้ว่าเมื่อการจ้างแรงงานสิ้นสุดลงแล้วลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญที่แสดงว่าลูกจ้างนั้นได้ทำงานมานานเท่าไหร่และงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไร โดยหนังสือรับรองการทำงานนี้ ต้องออกให้ตั้งแต่ วันที่การจ้างสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะด้วยเหตุลูกจ้างลาออกหรือถูกเลิกจ้างด้วยกรณีใดๆก็ตาม ส่วนคำถามที่ว่าจะระบุได้ไหมว่าลูกจ้างมีพฤติกรรมยังไง ก็ขอให้พิจารณาจากตัวบทกฎหมายข้างบนนะคะเพราะหากพิจารณาจากตัวบทกฎหมายแล้ว หนังสือรับรองก็จะมีสาระสำคัญอยู่เพียง 2 ประการคือทำงานมานานแค่ไหนและลักษณะงานที่ทำเป็นอย่างไร แล้วถ้าบริษัทไหนยืนกลางว่าจะไม่ออกหนังสือรับรองการทำงานให้และลูกจ้างมีความจำเป็นต้องใช้จริงๆ ลูกจ้างก็สามารถ ฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาลแรงงานนะคะ นอกเหนือจากข้อกฎหมายแล้วก็อยากฝากไว้สักนิดนึงนะคะทางฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง ฝั่งนายจ้างเองก็ต้องทราบข้อกฎหมายไว้ บริษัทที่ถูกร้องเรียนบ่อยๆ ไม่น่าจะดีนัก ทั้งในด้านชื่อเสียงและคนที่อยากจะร่วมงานด้วย ส่วนตัวของลูกจ้างเองไม่ว่าจะออกแบบไหนก็ตามในระหว่างอยู่ก็ ทำงานอย่างเต็มที่ให้คง Concept ที่ว่ามาให้ดีใจ ไปให้คิดถึงนะคะ ติดต่องาน Info@legalclinic.co.th    

เจ้าของโครงการหมู่บ้านหรือคอนโดก่อสร้างล่าช้า ไม่เสร็จภายในกำหนด ผู้จองชำระเงินตามสัญญาล่าช้าได้ ไม่ถือว่าผู้จองผิดสัญญา

เจ้าของโครงการหมู่บ้านหรือคอนโดก่อสร้างล่าช้า ไม่เสร็จภายในกำหนด ผู้จองชำระเงินตามสัญญาล่าช้าได้ ไม่ถือว่าผู้จองผิดสัญญา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6327/2549 โจทก์มิได้ชำระเงินค่างวดตรงตามเวลาและครบถ้วนในกำหนดตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ส่วนจำเลยก็มิได้สร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในกำหนดวันที่โจทก์ต้องชำระเงินค่างวดสุดท้ายและจำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ จึงถือว่าต่างฝ่ายต่างมิได้ถือกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ ในสัญญาเป็นสาระสำคัญต่อไป หนี้ที่ต่างต้องชำระต่อกันจึงไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน ต่างฝ่ายย่อมเรียกอีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ได้โดยพลัน โดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้อีกฝ่ายชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาที่กำหนดนั้นได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 204 วรรคแรก สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนและล่วงเลยกำหนดเวลาชำระหนี้มาแล้วประมาณ 10 เดือน ดังนั้นหนังสือบอกกล่าวของจำเลยที่ทวงถามให้โจทก์ชำระเงินค่างวดที่ค้างเพื่อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญานั้น จำเลยจะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อโจทก์ด้วยว่าจำเลยพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ด้วยโจทก์จึงมีสิทธิไม่ชำระหนี้ตามสัญญาต่างตอบแทนนั้นได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 369 ข้อเท็จจริงปรากฎว่าจำเลยยังก่อสร้างบ้านไม่แล้วเสร็จในขณะที่มีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ค่างวดที่ค้าง จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะที่พร้อมจะขอปฏิบัติการชำระหนี้ตอบแทนให้แก่โจทก์ได้ การที่โจทก์ไม่ชำระเงินค่างวดที่ค้างให้แก่จำเลย จึงไม่ถือว่าโจทก์ผิดสัญญา จำเลยยังไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ชำระแล้ว ติดต่องาน info@legalclinic.co.th

รถที่เช่าซื้อถูกยักยอก ผู้เช่าซื้อซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถขณะเกิดเหตุถือเป็นผู้เสียหาย ผู้เช่าซื้อจึงมีอำนาจในการฟ้องร้องดำเนินคดีได้

รถที่เช่าซื้อถูกยักยอก ผู้เช่าซื้อซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถขณะเกิดเหตุถือเป็นผู้เสียหาย ผู้เช่าซื้อจึงมีอำนาจในการฟ้องร้องดำเนินคดีได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4965/2565 จำเลยยักยอกรถยนต์ของบริษัท ต. จาก อ. โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นผู้ครอบครองในฐานะผู้เช่าซื้อ เมื่อในขณะเกิดเหตุกระทำความผิดโจทก์ร่วมเป็นผู้มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์รถที่เช่าซื้อ การกระทำของจำเลยย่อมทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายโดยตรง ดังนี้โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยและมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ โจทก์มีอำนาจฟ้อง  

กฎหมายแรงงานมีโทษทางอาญาด้วย !!!

กฎหมายแรงงานมีโทษทางอาญาด้วย !!! กฎหมายแรงงานได้กำหนดให้ ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล และหากการกระทำของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการ หรือการกระทำของบุคคลใด หรือไม่สั่งการ หรือไม่กระทำการอันมีหน้าที่ต้องกระทำของกรรมการผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลนั้น ผู้นั้นต้องรับโทษทางอาญาตามความผิดนั้นด้วย ซึ่งการกำหนดในลักษณะดังกล่าวใช่ว่าผู้รับผิดชอบจะเป็นตัวนายจ้าง หรือผู้แทนของนายจ้างเท่านั้น ซึ่งโดยทั่วไปจะเข้าใจว่า บริษัทและกรรมการบริษัท แต่จริงๆ กฎหมายตีความครอบคลุมไปถึงบุคคลอื่นที่ไม่ใช่กรรมการด้วย ซึ่งอาจจะเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลหรือฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ซึ่งอาจต้องร่วมรับผิดกับนายจ้าง (บริษัท) ด้วย หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการกระทำเกิดจากการดำเนินการของผู้จัดการฯ ความผิดอาญาตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน ซึ่งหมายความว่า เมื่อมีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นแล้ว แม้ว่านายจ้างกับลูกจ้างสามารถตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ ความผิดอาญาไม่ระงับ นายจ้างจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด ดังนี้ 1. พนักงานตรวจแรงงานจะมีหนังสือถึงนายจ้างแจ้งข้อกล่าวหาและให้นายจ้างแจ้งความประสงค์เปรียบเทียบปรับ (หากความผิดนั้นสามารถเปรียบเทียบปรับได้) 2. นายจ้างจะต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานตรวจแรงงานเพื่อแจ้งความประสงค์ขอให้ทำการเปรียบเทียบปรับ 3. เจ้าพนักงานตรวจแรงงานจะทำการสอบสวน หากเห็นว่า นายจ้างสมควรจะถูกเปรียบเทียบปรับ เจ้าพนักงานตรวจแรงานจะทำเรื่องเสนอบุคคลดังต่อไปนี้ เพื่อสั่งเปรียบเทียบปรับต่อไป ได้แก่ อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย สำหรับความผิดที่ได้เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายสำหรับความผิดที่เกิดขึ้นในจังหวัดอื่น จากประสบการณ์ทำคดี เราพบเจอกรรมการบริษัทหลายบริษัทถูกเรียกเปรียบเทียบปรับจากการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายแรงงานหลายครั้งต่อหลายครั้ง ดังนั้นหากกรรมการบริษัทคนใดไม่อยากถูกพิมพ์ลายนิ้วมือ/มีฐานข้อมูลประวัติในคดีอาญา อย่าลืมใส่ใจเรื่องการบริหารงานจ้างให้สอดคล้องกับกฎหมายแรงงานให้ดีค่ะ

การบอกกล่าวล่วงหน้า นับ 1 งวดการจ่ายค่าจ้างนั้น นับอย่างไร ?

การบอกกล่าวล่วงหน้า นับ 1 งวดการจ่ายค่าจ้างนั้น นับอย่างไร ? การบอกกล่าวล่วงหน้า เพื่อจะให้มีผลเป็นการเลิกจ้างลูกจ้างนั้น ปัจจุบันพบว่า มีหลายๆ องค์กรนับระยะเวลาผิดจนเป็นเหตุให้เกิดการเลิกจ้างที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จนบางครั้งนายจ้างก็ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 2-3 เท่า วิธีการนับที่ถูกต้องเป็นอย่างไร? วันนี้ทางเพจจะมาเฉลยให้ฟัง 1. การจ้างแบบมีกำหนดเวลา: การที่ได้ว่าจ้างลูกจ้างโดยกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างไว้ชัดเจน แล้ว เช่น 90 วัน 120 วัน 1 ปี หรือ 2 ปี ถ้านายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างตามกำหนดเวลาในสัญญา นายจ้างไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เพียงแต่แจ้งให้ลูกจ้างทราบว่า นายจ้างไม่ประสงค์จะต่อสัญญาให้เท่านั้นก็พอ (พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง) 2. การจ้างแบบไม่มีกำหนดเวลาหรือเลิกจ้างลูกจ้างก่อนกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาจ้าง: กรณีนี้กฎหมายบอกว่าต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง แต่หนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้างคืออะไรกันแน่? คนชอบเข้าใจว่า หนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้าง = 30 วัน ซึ่งความจริงแล้วไม่ถูกต้องอย่างมาก เรามาดูตัวอย่างหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้างที่กฎหมายกำหนดกันค่ะ ตัวอย่างเช่น นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง ทุกวันที่...

เลิกจ้างในช่วงทดลองงาน ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า..จริงหรือ?

เลิกจ้างในช่วงทดลองงาน ก็ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า..จริงหรือ?? จริงรึ…จริงซิ๊ แน่นะ…อ๋อแน่สิ ไม่ผิดนะ…ไม่ผิดสิ …..เซาาาาก่อน…ต้องหยุดเล่นสักวันแล้วเข้าเนื้อหาสาระ เพราะผู้ชายเขาไม่ได้ชอบผู้หญิงตลกค่ะ เขาชอบผู้หญิงที่สวย รวยแล้วก็ตลก ดังนั้น ผู้หญิงตลกอย่างเดียวแบบเรา ตลกไปก็เปล่าประโยชน์ ในการทำสัญญากับบริษัทหนึ่ง หากปรากฏว่าบริษัท มีวันเริ่มจ้างที่แน่นอนแต่ไม่มีวันสิ้นสุดที่แน่นอน บอกเพียงว่ามีช่วงทดลองงานคือ 119 วัน กรณีนี้ สัญญาถือเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นสิ้นสุดแน่นอน การบอกเลิกจ้างจึงต้องบอกกล่าวให้ลูกจ้างทราบ เมื่อนายจ้างบอกกล่าวไม่ชอบ จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้างด้วย ฎีกาที่ 11428/2557 ศาลตัดสินว่า ข้อตกลงในสัญญาดักล่าวหมาย ความว่านายจ้างตกลงจ้างลูกจ้างทำงาน โดยมีระยะเวลาทดลองงาน 120 วัน หากผ่านการทดลองงานจะจ้างต่อไป หากไม่ผ่านการทดลองงาน นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้ จึงไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้าง จะสิ้นสุดเมื่อใด จึงเป็นสัญาจ้างที่ไม่มีกำหนดเวลา การบอกเลิกจ้างจึงต้องบอกกล่าว ให้ลูกจ้างทราบ เมื่อนายจ้างบอกกล่าวไม่ชอบ จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการ บอกกล่าวให้ลูกจ้าง คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้นายจ้างจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวฯ จึงชอบแล้ว

นายจ้างจะลดค่าจ้างลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่ยินยอมไม่ได้

นายจ้างจะลดค่าจ้างลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่ยินยอมไม่ได้ อย่างที่ทราบกันดีว่า “ค่าจ้าง” เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่เกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างจะเปลี่ยนแปลง โดยลูกจ้างไม่ได้ยินยอมไม่ได้ เว้นแต่การเปลี่ยนแปลงนั้นจะเป็นคุณกับลูกจ้าง เช่น ขึ้นเงินเดือนไม่ต้องขอความยินยอม ขึ้นให้ได้เลย จะกราบขอบพระคุณ แต่…ในการลดเงินเดือนลูกจ้าง นายจ้างจะบีบบังคับหักคอขอลดเงินเดือนลูกจ้าง โดยที่ลูกจ้างไม่ยอมไม่ได้และในกรณีที่นายจ้าง หักคอขอลดไปเลย หากลูกจ้างไม่โต้แย้งและยอมรับสภาพดังกล่าวมาเรื่อยๆก็จะถือว่าเป็นการให้ความยินยอมโดยปริยาย เมื่อมีการเลิกจ้าง ค่าชดเชยก็จะคำนวณตามฐานเงินเดือนล่าสุดที่ลูกจ้างได้รับ ( ดังนั้นในกรณีที่ลูกจ้างยินยอมโดยปริยายมาโดยตลอด ก็จะใช้ฐานเงินเดือนนั้น มาคำนวณค่าชดเชย) กรณีที่ลูกจ้างไม่ยอม ลูกจ้างสามารถไปใช้สิทธิ์เรียกร้องหรือฟ้องเอากับนายจ้าง เพื่อเรียกเอาในส่วนของ”ค่าจ้างค้างจ่าย”ดังกล่าวได้ด้วย ในส่วนค่าจ้างค้างจ่ายนี้ มีอายุความ 2 ปี พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 นับแต่วันผิดนัดชำระในแต่ละงวด

การตกลงจ้างโดยแบ่งกำหนดระยะเวลาออกเป็นช่วงๆไม่ว่าจะ 3 เดือนต่อสัญญาค้าง 4 เดือนต่อสัญญาครั้ง 1 ปีต่อสัญญา เมื่อมีการเลิกจ้างนายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชย

การตกลงจ้างโดยแบ่งกำหนดระยะเวลาออกเป็นช่วงๆไม่ว่าจะ 3 เดือนต่อสัญญาค้าง 4 เดือนต่อสัญญาครั้ง 1 ปีต่อสัญญา เมื่อมีการเลิกจ้างนายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชย ตัวอย่างมีให้เห็นชัดเจนเช่นในฎีกาที่ 3003-4/2556 การที่บริษัททำสัญญาจ้าง ลูกจ้าง โดยมีกำหนดเวลาแต่บริษัทได้ต่อสัญญาจ้างทุกปีเรื่อยมาถือเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 18 วรรค 3 จึงต้องนับเวลาทุกช่วงรวมกันเพื่อประโยชน์ของลูกจ้าง

แบบไหนถึงจะเรียกว่าบีบออก ที่ลูกจ้างจะมีสิทธิ์ได้เงินชดเชย ?

  แบบไหนถึงจะเรียกว่าบีบออก ที่ลูกจ้างจะมีสิทธิ์ได้เงินชดเชย ? อย่างที่ทราบกันดีว่าการลาออกโดยไม่สมัครใจลูกจ้างยังมีสิทธิ์ได้ค่าชดเชยตามระยะเวลาที่ทำงานมา (ดูม.118) ใน inbox จึงมีคำถามเข้ามาแทบทุกวันว่าพืชมีการที่ตนเองเจออยู่นั้นคือการบีบออกหรือไม่และมีสิทธิ์ได้ค่าชดเชยเท่าไหร่ สำหรับคำถามแรกว่าจะได้ค่าชดเชยเท่าไหร่นั้นกรุณาดูที่มาตรา 118 พรบคุ้มครองแรงงาน สำหรับคำถามต่อมาที่บอกว่าพฤติกรรมไหนบ้างคือบีบออก อันนี้ต้องดูเป็นรายกรณีดูเป็นเคสๆไปเพราะกฎหมายไม่ได้มีนิยามตายตัวว่าพฤติกรรมอะไรบ้าง 1 2 3 4 คือการบีบออกแต่หากเทียบเคียงตามแนวคำพิพากษาที่ผ่านมานั้น กรณีที่นายจ้าง ให้ลูกจ้างลาออกโดยไม่สมัครใจถือเป็นการเลิกจ้าง เช่นเรียกลูกจ้างไปเซ็นใบลาออกและบอกว่าหากไม่ออกก็จะเลิกจ้างและทำให้มีประวัติด่างพร้อยทั้งๆที่ลูกจ้างก็ไม่ได้ทำผิดอะไรร้ายแรง หรือเรียกเข้าไปประชุมเลิกจ้าง แต่กลับให้เซ็นใบลาออกแทนโดยอ้างว่าถ้าไม่เซ็นก็จะไม่จ่ายเงินเดือนให้ เป็นต้น ส่วนพฤติกรรม เลวร้ายบางประการอาจจะไม่ใช่การบีบออกแต่อาจจะเป็นนิสัยของนายจ้างและผู้บังคับบัญชาเองเช่นพูดจาหยาบคายหรือทำให้รู้สึกกดดันเหตุการณ์เร่งงาน หรือเอาตัวอย่างที่ถามมาในบล็อก เช่นพฤติกรรมให้ทำโอทีแต่ไม่จ่ายค่าโอทีให้พฤติกรรมนี้ศาลก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการบีบออกหากลูกจ้างลาออกเองก็จะไม่ได้ค่าชดเชยเพราะห่างนายจ้างให้ทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้ให้ค่าล่วงเวลา ลูกจ้างก็ยังมีสิทธิ์ไปร้องต่อกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานและศาลแรงงานการที่ลูกจ้างพิจารณา ลาออกเพราะไม่ได้โอทีจึงไม่ใช่การบีบออกเป็นต้น ใครอยากดูฎีกาเทียบเคียงลองไปดูได้ที่ ฎ.10044/2556

การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากรับบุตรบุญธรรมโดยไม่จดทะเบียน จะถือว่าไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย

การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากรับบุตรบุญธรรมโดยไม่จดทะเบียน จะถือว่าไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 591/2563 โจทก์ร่วมเป็นยายของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ มิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมซึ่งเป็นบุคคลที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) แม้ศาลเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมจดทะเบียนรับผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรบุญธรรมก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้จดทะเบียนรับผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรบุญธรรม การรับบุตรบุญธรรมของโจทก์ร่วมยังไม่สมบูรณ์และไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้รับบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/21 และมาตรา 1598/27   ติดต่องาน info@legalclinic.co.th   #นำสืบ #โมฆะ #รับรองบุตร #ประมวลกฎหมาย #findmylawyer #ทนายความ #มรดก #ฟ้องร้อง