กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

นายจ้างประกาศใช้ระเบียบใหม่ ไม่มีใครโต้แย้ง ถือว่ายอมรับโดยปริยาย

นายจ้างประกาศใช้ระเบียบใหม่ ไม่มีใครโต้แย้ง ถือว่ายอมรับโดยปริยาย เรื่องนี้เป็นคดีน่าสนใจที่บังเอิญว่ามีคำพิพากษา ได้วินิจฉัยไว้ในแนวเดียวกันเลยคือเรื่องของพนักงานขายรายนึง ที่มีการมาปรึกษาว่า นายจ้างได้ มีการเปลี่ยนแปลงการคำนวณค่าคอมมิชชั่นใหม่ ต่อมาเมื่อมีการเลิกจ้างค่าคอมมิชชั่นจะคำนวณจากแบบเดิมหรือแบบใหม่?? เมื่อสอบถามรายละเอียดแล้วพบว่าเรื่องของการเปลี่ยนแปลงค่าคอมมิชชั่นก็มีประกาศไว้เมื่อหลายเดือนแล้ว น้องลูกจ้างท่านนี้ก็รู้สึกว่าเงื่อนไขใหม่ก็อาจจะไม่ได้เป็นประโยชน์เท่ากับเงื่อนไขเก่ามากนักแต่ก็ไม่ได้โต้แย้งและเบิกจ่ายปฏิบัติตามเงื่อนไขใหม่มาโดยตลอด ดังนั้นในกรณีนี้ เมื่อมีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติตามสภาพการจ้างที่กำหนดไว้ โดยไม่มีข้อโต้แย้ง ก็ต้องถือว่ายอมรับโดยปริยาย คำพิพากษาฎีกาที่ 15162/2557 ติดต่องาน info@legalclinic.co.th

รู้หรือไม่!! ค่าตกใจมีอายุความฟ้องร้องได้ภายใน 10 ปี

รู้หรือไม่!! ค่าตกใจมีอายุความฟ้องร้องได้ภายใน 10 ปี ก่อนโพสต์เรื่องนี้ก็คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะโดนนายจ้างมองขวางมั้ยนะ 🤔 แต่เมื่อทบทวนดีแล้วก็พบว่าการโพสต์เรื่องนี้จริงๆหากมองอย่างไม่อคติก็จะเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ก็ถ้าฝั่งนายจ้างทำให้ถูกต้องก็ไม่มีเรื่องอะไรจะต้องกังวล ดังนั้นโพสต์นี้มาเรียนรู้และทำความเข้าใจไปพร้อมๆกันเพื่อจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้างนะคะ – สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ( หรือที่เรียกภาษาบ้านๆว่าค่าตกใจ) – ค่าชดเชยและ – ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น “ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความเอาไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30” ในคดีหนึ่งเมื่อลูกจ้าง ฟ้องเรียกเงินดังกล่าวยังไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันเลิกจ้างจึงไม่ขาดอายุความ แต่ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีมีลักษณะเป็นค่าจ้างจึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีกำหนดอายุความ 2 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(9) ลูกจ้างฟ้องเรียกค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเกินกว่า2 ปีนับแต่วันเลิกจ้างจึงขาดอายุความแล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ 13970-13970/2557 ติดต่องาน info@legalclinic.co.th

นายจ้างโยกย้ายตำแหน่งของลูกจ้างโดยไม่ต้องขอความยินยอมก่อนได้หรือไม่?

นายจ้างโยกย้ายตำแหน่งของลูกจ้างโดยไม่ต้องขอความยินยอมก่อนได้หรือไม่?? จากคำถามใน Inbox ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีหลายคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายตำแหน่งงาน ว่าสามารถโยกย้ายได้หรือไม่ลูกจ้างต้องยินยอมก่อนหรือเปล่าในเรื่องนี้คลินิกกฎหมายแรงงานขอให้ความเห็นแบบนี้ค่ะ โดยปกติแล้วการโยกย้ายตำแหน่งของลูกจ้าง เป็นอำนาจของนายจ้างเพื่อบริหารกิจการให้ได้ดีขึ้นและเกิดความคล่องตัว แต่บังเอิญว่าการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของลูกจ้าง ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังนั้นหากเป็นการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งในทางที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างเช่นตำแหน่งนี้ขึ้นเงินเดือนเพิ่มมากขึ้นสวัสดิการดีขึ้นกรณีเช่นนี้ไม่ต้องขอความยินยอม แต่ตรงกันข้าม หักย้ายลูกจ้างให้ทำงานในตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิม และเป็นผลเสียกับลูกจ้างมากกว่าเดิมกรณีเช่นนี้ลูกจ้างต้องให้ความยินยอมเสียก่อน แล้วหากลูกจ้างไม่ให้ความยินยอม นายจ้างจะเลิกจ้างเลยได้หรือไม่?? การที่ลูกจ้างปฏิเสธไม่ยอมทำงานในตำแหน่งใหม่ที่ต่ำกว่าเดิมไม่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย หากนายจ้างจะเลิกจ้างด้วยเหตุผลนี้จะต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง อีกทั้ง การถูกเลิกจ้างด้วยเหตุผลนี้ ยังถือว่าเป็น การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอีกด้วย (คำพิพากษาฎีกาที่ 4030/2561) รู้ที่มาที่ไปกันแล้วด้านนายจ้างเองก็ควรพิจารณาโยกย้ายให้เป็นธรรมหรือทำความเข้าใจกับลูกจ้างให้เรียบร้อยก่อนนะคะ  

ด่าคนอื่นลงในกรุ๊ปไลน์ ผิดหมิ่นประมาท !!!

ด่าคนอื่นลงในกรุ๊ปไลน์ ผิดหมิ่นประมาท!!! การหมิ่นประมาท คือ การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่ 3 โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 โดยหลักเกณฑ์ คือ หากเราพิมพ์ต่อว่า กล่าวหา นินทาผู้อื่น พูดถึงในทางที่เสียหาย ทำเรื่องไม่ดี เช่น เป็นหนี้ เป็นชู้ เป็นคนโกง ลงในกรุ๊ปไลน์ที่มีบุคคลอื่นๆ อีกหลายคนเป็นบุคคลที่สามอยู่ในกรุ๊ปด้วย แม้ว่าข้อความที่เราพิมพ์ลงไปจะเป็นการกล่าวหาซึ่งไม่ใช่คำหยาบคาย ที่ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม และการกล่าวหานั้นต้องเป็นการระบุตัวตนชัดเจนรู้ได้ทันทีว่าเราพูดถึงใคร แต่ก็ทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกเกลียดชังได้ เตือนนะเตือนนน อย่าใจร้อน พิมพ์ข้อความอะไรคิดดีๆก่อน พิมพ์ไม่ดีติดคุกได้นะจ๊ะ ติดต่องาน info@legalclinic.co.th

“แจ้งความเท็จ” เพื่อแกล้งให้คนอื่นได้รับโทษ คนแจ้งติดคุกแน่!!!

“แจ้งความเท็จ” เพื่อแกล้งให้คนอื่นได้รับโทษ คนแจ้งติดคุกแน่!!! ความผิดฐานแจ้งความเท็จนั้น คือ การแจ้งข้อความที่เป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และยังมีบทเฉพาะมาตรา 172,173,174 ที่มีโทษหนักขึ้นสูงสุดผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ที่เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น การแจ้งความเท็จนั้น ผู้แจ้งต้องกระทำโดยเจตนา คือ ต้องรู้ข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่แจ้งนั้นเป็นเท็จ ไม่มีเป็นความจริง อาจมีการกระทำด้วยการบอกกับเจ้าพนักงาน, ตอบคำถามเจ้าพนักงาน เช่น ให้การเท็จในฐานะเป็นพยาน, แจ้งโดยแสดงหลักฐาน มีลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8611/2553 การที่จำเลยยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยเห็นโจทก์ร่วมหยิบเอาเศษสร้อยคอทองคำของจำเลยไปและไปและได้แจ้งความแก่พนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีโจทก์ร่วมในข้อหาลักทรัพย์ซึ่งเป็นข้อความอันเป็นเท็จ โดยจำเลยรู้ดีว่ามิได้มีการกระทำผิดในข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้น แต่กลับไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนดังกล่าวว่าได้มีการกระทำผิดข้อหาลักทรัพย์อันเป็นเท็จเพื่อให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่าได้มีความผิดข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้น เพื่อให้โจทก์ร่วมได้รับโทษ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 137, 174 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173 นอกจากนี้ จำเลยยังมีเจตนายังมีเจตนาแจ้งความเพื่อให้โจทก์ร่วมถูกดูหมิ่นเกลียดชังและเสียชื่อเสียง จึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมอีกด้วย ติดต่องาน info@legalclinic.co.th

แม่ไม่อาจมอบอำนาจปกครองบุตรให้แก่พ่อที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส (บิดาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย)

แม่ไม่อาจมอบอำนาจปกครองบุตรให้แก่พ่อที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส (บิดาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3780/2543 โจทก์จำเลยอยู่กินด้วยกันโดยไม่จดทะเบียนสมรสซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1546 บัญญัติว่า เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น ดังนั้น จึงถือได้ว่าเด็กชาย จ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ดังนั้นอำนาจปกครองเด็กชาย จ. นั้น ต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 1566 วรรคหนึ่ง คือต้องอยู่กับโจทก์ซึ่งเป็นมารดาฝ่ายเดียว เมื่อจำเลยมิได้เป็นบิดาตามความหมายของมาตรา 1566 ดังกล่าว การตกลงระหว่างโจทก์จำเลยที่ให้เด็กชาย จ. อยู่ในความปกครองของจำเลยจึงไม่มีผลผูกพันเป็นเหตุให้จำเลยมีอำนาจปกครองเด็กชาย จ. ตามมาตรา 1566 วรรคสอง (6) จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะกำหนดที่อยู่ของเด็กชาย จ. ให้อยู่กับตนตามมาตรา 1567 (1) ได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยส่งมอบเด็กชาย จ. คืนจากจำเลยตามมาตรา 1567 (4) คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเพียงคำให้การแก้ฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตเท่านั้น ข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างมิใช่ข้อเท็จจริงที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นจึงไม่เป็นคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ดังนั้น ข้อเท็จจริงส่วนนี้จึงถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องแย้ง...

พ่อแม่ของบุตรไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน (และไม่ได้มีการรับรองบุตรก่อนฟ้องคดี) แม้บุตรต้องการอยู่กับพ่อ ศาลไม่อาจสั่งให้บุตรอยู่กับพ่อได้ อำนาจปกครองเป็นของแม่เท่านั้น

พ่อแม่ของบุตรไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน (และไม่ได้มีการรับรองบุตรก่อนฟ้องคดี) แม้บุตรต้องการอยู่กับพ่อ ศาลไม่อาจสั่งให้บุตรอยู่กับพ่อได้ อำนาจปกครองเป็นของแม่เท่านั้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7407 / 2556 ถึงแม้พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ ซึ่งใช้บังคับวันที่ 22 พฤษภาคม 2554 กับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้วมีบทบัญญัติในหมวดการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวให้ศาลคำนึงถึงสวัสดิภาพ อนาคตและประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์ประกอบดุลพินิจในการพิพากษาทำนองเดียวกัน แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวก็เป็นกฏหมายวิธีสบัญติที่กำหนดขั้นตอนแนวทางในการดำเนินคดีตลอดจนวิธีปฏิบัติในการพิจารณาพิพากษา เกี่ยวกับคดีเยาวชนและครอบครัวเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติดังกล่าวที่ระบุให้ศาลต้องฟังความประสงค์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญว่าผู้เยาว์ประสงค์จะอยู่ในความปกครองของผู้ใด ในคดีครอบครัวที่พิพาทกันด้วยเรื่องอำนาจปกครองบุตร การใช้ดุลพินิจประกอบข้อวินิจฉัยประเด็นพิพาทเรื่องสิทธิและหน้าที่ของคู่ความในคดีครอบครัวว่ามีอย่างไรหรือไม่นั้นต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นกฎหมายสารบัญญัติที่บัญญัติไว้ โจทก์กับจำเลยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันแล้วจำเลยไม่ได้จดทะเบียนว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรและยังไม่มีคำพิพากษาของศาลว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฏหมายของจำเลย จำเลยจึงเป็นเพียงบิดามิชอบด้วยกฏหมายที่ไม่มีอำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสอง ส่วนโจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ด้วยเหตุที่ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1546 ทั้งนี้ไม่มีบทกฎหมายใดที่บัญญัติให้สิทธิผู้ใช้อำนาจปกครองสละการใช้อำนาจปกครองให้ผู้อื่นได้ ทั้งอำนาจปกครองบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะที่จะตกอยู่แก่บิดาในกรณีมาตรา 1566  (5) (6) ก็มีได้เฉพาะผู้เป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องว่าโจทก์ถูกกีดกันขัดขวางไม่ให้รับผู้เยาว์ทั้งสองไปอยู่ด้วยแล้ว ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งกำหนดให้ผู้เยาว์ไปอยู่กับปู่และย่าซึ่งเป็นบิดาของจำเลย ทั้งที่โจทก์ยังมีชีวิตและไม่ได้ถูกถอนอำนาจปกครองจึงเป็นการไม่ถูกต้องด้วยข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1585 ติดต่อจ้าง Info@legalclinic.co.th

ลาออกเองไม่ได้ค่าชดเชย!!

ลาออกเองไม่ได้ค่าชดเชย!! ตั้งแต่ Facebook ปิดกั้นแล้วต้องจ่ายเงินค่าโฆษณาบอกตรงๆว่าอยากจะหนีจากแพลตฟอร์มนี้เหลือเกินลองไปเล่น tiktok มาเดือนนึง ก็รู้สึกหัวจะปวด เพราะถนัดเขียนยาวๆ พูดสั้นๆ ก็ค่อนข้างยากเพราะปกติเป็นคนพูดมากพูดยาวตลอด จะสนุกอย่างเดียวก็ตรงมีฟิลเตอร์หน้าสวยๆทำให้เรารู้สึกอยากมองหน้าตัวเองอยู่บ้างละมั้ง ในติ๊กต๊อกจะมีคนมาถามค่อนข้างเยอะรวมถึง Facebook ในระยะหลังนี้ด้วยเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าลาออก มาแล้ว xx ปี ยังสามารถฟ้องเรียกค่าชดเชยได้อยู่ไหม?? เดี๋ยวขอเอามาตอบใน Facebook รวบเลยละกันนะคะ ว่า.. ลาออกคือลาออก ลาออกไม่มีสิทธิ์ได้ค่าชดเชย ค่าชดเชยจะได้ต่อเมื่อ ” นายจ้างเลิกจ้างเราโดยที่เราไม่มีความผิดตามมาตรา 119 + เราทำงานครบ 120 วัน ” นี่คือหลักเกณฑ์พื้นฐานของการได้รับค่าชดเชยค่ะ หลายคนถามว่าพฤติกรรมที่ตัวเองโดนคือถูกบีบออกหรือไม่ เช่น งานที่ออฟฟิศเยอะขึ้น และนายจ้างพูดด้วยไม่ค่อยดีเลย มีการเปลี่ยนผู้บริหาร Set ใหม่แนวทางการบริหารไม่เหมือนกับเซตเก่า การเบิกจ่ายก็ต้องวุ่นวาย รอระยะเวลานานขึ้นเลยตัดสินใจลาออก กรณีแบบนี้ถ้าเอาแค่ที่เล่าให้ฟังมันไม่ใช่การบีบออกเลยค่ะแต่เป็นการพิจารณาแล้วว่าเราไม่ชอบวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้ไม่อยากอยู่ด้วยเลยลาออก ส่วนเรื่องบีบออกนั้นกฎหมายไม่เคยบอกว่าพฤติกรรม 1 2 3 4 คือการบีบออกมันต้องดูเป็นกรณีกรณีไปว่านายจ้างและลูกจ้างมีพฤติกรรมระหว่างการอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้เคยเขียนไปแล้วลองไปศึกษากันนะคะ ติดต่องาน info@legalclinic.co.th  

กฎบริษัทอยู่เหนือกฎหมายจริงหรือไม่!!

กฎบริษัทอยู่เหนือกฎหมายจริงหรือไม่!! ถ้าให้ตอบตามตัวบทกฎหมายแล้วในโลกของ ตัวอักษรก็ต้องตอบว่าไม่จริงค่ะ กฎบริษัทไม่สามารถอยู่เหนือกฎหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ลูกจ้างเซ็นสัญญาที่มีข้อความตัดสิทธิ์ลูกจ้างเอง เช่น ลูกจ้างตกลงไม่รับค่าชดเชย ลูกจ้างตกลงให้บอกเลิกจ้างเมื่อไหร่ก็ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า กฎเหล่านี้ไม่สามารถใช้บังคับได้เลยและหากจะถามอีกว่าอ้างอิงกฎหมายอะไรก็อ้างอิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 ค่ะ หรือถ้าใครอยากเห็นฎีกาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้ลองไปเปิดดูฎีกาที่ 5245/45 นะคะ แต่อย่างที่บอกไปค่ะ โลกทุกวันนี้ขับเคลื่อน ด้วยระบบทุนนิยม เมื่ออำนาจการต่อรองของลูกจ้างน้อยกว่าแม้จะรู้ว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมายแต่ลูกจ้างก็ต้องยอมไปก่อน ไม่กล้าทักท้วงไม่กล้าหืออืออะไรเพราะ ถ้ากล้าแข็งข้อขึ้นมาก็อาจจะตกงานได้ แล้วแบบนี้จะต้องศึกษากฎหมายไปทำไมล่ะ?? . . เพื่อนๆเคยได้ยินเรื่องอายุความไหมคะ?? อายุความหมายถึงระยะเวลาที่เรายังมีสิทธิ์เรียกร้องตามกฎหมายอยู่ค่ะ ในกรณีที่เราลาออกไปแล้วอายุความในการดำเนินการในเรื่องต่างๆหรือเรียกร้องสิทธิ์ของเราในเรื่องต่างๆก็ยังมีอยู่เช่นหากเป็นค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ที่เราควรจะได้รับแต่นายจ้างกลับหักไป อายุความเหล่านี้มีระยะเวลา 2 ปีในการเรียกค่าจ้างเหล่านั้นคืน เช่นฝ้ายทำงานที่บริษัท A มา 10 ปี ในทุกๆปีนายจ้างไม่เคยคำนวณค่าจ้างตามกฎหมายเลยแล้วมีการหักค่าจ้างที่ไม่ถูกต้องทำโอทีก็ไม่เคยให้ค่าจ้าง เมื่อฝ้ายลาออก หรือถูกเลิกจ้าง อายุความในการ เรียกร้อง ค่า จ้างและโอทีก็ยังมีอยู่อีกถึง 2 ปีเพียงแต่ฝ้ายต้องเก็บหลักฐานแล้วมาพิสูจน์ ส่วนอายุความอื่นๆ เช่น ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมค่าชดเชยมีอายุความถึง 10 ปีค่ะ ดังนั้นหากเราไม่รู้กฎหมายไม่ทราบเรื่องพวกนี้เลย เราก็จะถูกเอาเปรียบอยู่ร่ำไป ดังนั้นในความเห็นฝ้ายการรู้ข้อกฎหมายไว้ก่อนเป็นเรื่องดีค่ะ แต่จะใช้สิทธิ์หรือไม่มันก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเราด้วย ซึ่งหากเราปิดหูปิดตาและปักใจไว้ว่าการรู้กฎหมายไว้ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก...

เลิกจ้างลูกจ้างทดลองงาน ก็ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเช่นกัน

เลิกจ้างลูกจ้างทดลองงานก็ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเช่นกัน อย่างที่เคยเล่าให้ฟังไปก่อนหน้านี้หลายครั้งว่าด้วยแท้จริงแล้วกฎหมายไม่ได้กำหนดเรื่องระยะเวลาทดลองงานไว้เลยแต่ส่วนมากที่เราเห็นว่าสัญญาจ้างแบบที่มีกำหนดระยะเวลาทดลองงานมักจะมีระยะเวลากำหนดไว้ 119 วันนั่นก็เป็น เพราะ นายจ้างได้กำหนดระยะเวลาในการดูผลการทำงานพฤติกรรมนิสัยใจคอของลูกจ้าง ไว้โดย กำหนดไว้ไม่ให้ครบ 120 วันเพราะหากลูกจ้างทำงานครบ 120 วันและนายจ้างเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิดตามมาตรา 119 แห่งพรบคุ้มครองแรงงานนายจ้างก็จะต้องจ่ายค่าชดเชย ( เรื่องค่าชดเชยไปดูมาตรา 118 เอานะว่าทำงานมาเท่าไหร่แล้วมีสิทธิ์ได้เท่าไหร่) ดังนั้นหากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างก่อนที่ลูกจ้างจะทำงานครบ 120 วันนายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่ๆๆๆ นายจ้างหลายคนก็ยังเข้าใจผิด ว่าในช่วง 119 วันนี้จะบอกเลิกจ้างเมื่อไหร่ก็ได้เช่นบอกเลิกจ้างในวันที่ 118 แล้วบอกว่าพรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานแล้วนะเพื่อไม่ให้ครบ 120 วัน …. กรณีนี้นายจ้างอาจจะต้องเสียค่าตกใจ (ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า) ให้แก่ลูกจ้างด้วย เพราะโดยปกติในสัญญาทดลองงานจะกำหนดระยะเวลาทดลองงานไว้เท่านั้นแต่อาจจะไม่ได้กำหนดระยะเวลาแน่นอนในการเลิกสัญญา ดังนั้น หากสัญญาที่มีระยะทดลองงานแต่ไม่มีระยะเวลาเลิกจ้างที่แน่นอน ถ้าจะให้ลูกจ้างไม่ผ่านการทดลองงาน นายจ้างก็จะต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 1 งวดการจ่ายค่าจ้างนะคะ ส่วนที่บางคนบอกว่าแต่กำหนดไม่ได้สัญญาแล้วนะว่าสามารถบอกได้เลยโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอันนี้ก็ชัดเจนว่าเป็นข้อตกลงที่กำหนดไว้ขัดกับกฎหมาย ซึ่งข้อตกลงขัดกับกฎหมายไม่ได้ค่ะ แม้ลูกจ้างจะเซ็นรับทราบยินยอมยอมรับ ก็ไม่มีผลบังคับใช้นะคะ เอาเป็นว่าบอกเลิกจ้างให้ถูกต้องดีกว่าค่ะ จะได้ไม่มีใครเจ็บทั้งลูกจ้างทั้งนายจ้าง ติดต่องาน info@legalclinic.co.th