Please wait ...

 
ให้ลูกจ้างหาหรือหักค่าจ้างเพื่อซื้อกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อเป็นหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหาย ทำได้หรือไม่ ?

ประเด็นนี้เคยเจอกรณีที่มีลูกความปรึกษาเข้ามา โดยนายจ้างใช้วิธีหักค่าจ้างหรือให้ลูกจ้างไปซื้อกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อเป็นหลักประกันการทำงาน โดยบริษัทประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นายจ้าง ตามวงเงินที่รับประกัน หากว่าลูกจ้างกระทำการอันเป็นฉ้อโกง ยักยอก หรือทุจริตที่เกี่ยวกับหน้าที่ หรือกระทำความความเสียหายโดยตรงต่อทรัพย์สิน ของนายจ้าง กรณีดังกล่าวนั้น นายจ้างสามารถทำได้หรือไม่ ? ผู้เขียนเห็นว่า นายจ้างไม่สามารถทำได้ เนื่องจากหลักเกณฑ์การเรียกรับหลักประกันการทำงาน ต้องบังคับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ม.10 และตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกัน การทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551 ที่กำหนดให้เรียกหลักประกันได้เพียง 3 ประเภท คือ 1.เงินสด 2.ทรัพย์สิน ซึ่งทรัพย์สินที่เรียกรับได้แก่ 2.1 สมุดเงินฝากประจำธนาคาร 2.2 หนังสือค้ำประกันของธนาคาร 3.การค้ำประกันด้วยบุคคล ดังนั้น การที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันฯ หรือหักค่าจ้างของลูกจ้างแล้วนำไปซื้อ กรมธรรม์ประกันภัย ซี่งมิใช่หลักประกันที่สามารถเรียกรับได้ ตามประกาศฯ จึงเป็นการขัดต่อกฎหมาย แม้ลูกจ้างจะให้ความยินยอม การดำเนินการดังกล่าวก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายจ้างไม่สามารถทำได้ ประเด็นต่อมาคือ นายจ้างต้องคืนเงินให้กับลูกจ้างหรือไม่ ? ในกรณีนี้คลินิกกฎหมายรายงานเห็นว่าการที่นายจ้างเรียกหลักประกันหรือหักค่าจ้างเพื่อไปซื้อกรมธรรมประกันภัย ซึ่งเป็นหลักประกันที่ไม่สามารถเรียกรับได้ หรือแม้การที่นายจ้างหักค่าจ้างเพื่อเป็นหลักประกันการทำงาน โดยลูกจ้างยินยอม ก็เป็นหลักประกันประเภทเงินสด...

ข้างบ้านส่งเสียงดังรบกวน มีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ?

เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาวนะคะหลายคนก็จะเจอปัญหากับที่ข้างบ้านมีปาร์ตี้เสียงดังจากการสังสรรค์ ขอความร่วมมือก็แล้วบอกดีดีก็แล้ว ก็ยังจะส่งเสียงดังรบกวนในกรณีนี้มีความผิดตามกฏหมายหรือไม่มาฟังกันค่ะ 1. ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 370 ระบุไว้ว่า “ผู้ใดส่งเสียง ทำให้เกิดเสียงหรือกระทำความอื้ออึง โดยไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท” กรณีนี้สามารถไปแจ้งที่สน. ใกล้บ้านได้เลยนะคะ 2. บัญญัติการสาธารณสุข 2535 มาตรา 26 ระบุว่า “ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจห้ามผู้ใดผู้หนึ่งมิให้ก่อเหตุรำคาญ ในที่ หรือทางสาธารณะหรือสถานที่เอกชนรวมทั้งการระงับเหตุรำคาญด้วย ตลอดทั้งการดูแล ปรับปรุง บำรุงรักษา บรรดาถนน ทางบก ทางน้ำ รางระบายน้ำ คู คลอง และสถานที่ต่าง ๆ ในเขตของตนให้ปราศจากเหตุรำคาญในการนี้ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือเพื่อระงับ กำจัด และควบคุมเหตุรำคาญต่าง ๆ ได้ ดังนั้น หากเกิดกรณีข้างบ้านเสียงดังถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้อื่นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่มีอำนาจห้ามไม่ให้ผู้ใดก่อเหตุรำคาญในที่สาธารณะหรือสถานที่เอกชนสามารถเข้ามาระงับกรณีข้างบ้านเปิดเพลงเสียงดังได้ค่ะ 3. ประมวลกฎหมายและพาณิชย์มาตรา 1337 ที่กำหนดให้เจ้าของบ้านที่ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญ มีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากข้างบ้านเปิดเพลงเสียงดังได้ด้วย วันหยุดพักผ่อนเป็นวันที่ทุกคนต่างอยากพักผ่อนนะคะการพักผ่อนของแต่ละคนแตกต่างกันบางคนชอบปาร์ตี้สังสรรค์บางคนเพียงได้พักผ่อนเงียบเงียบอ่านหนังสือจิบกาแฟหรืออยู่กับครอบครัวก็เป็นการพักผ่อนเช่นกันดังนั้นต่างคนควรใช้สิทธิ์ให้อยู่ในขอบเขตไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนจะเป็นการดีที่สุดค่ะ

คู่ความ !! เสนอพยานหลักฐานเพิ่มเติมนอกสำนวนพนักงานตรวจแรงงานได้หรือไม่ ?

อันนี้เป็นประเด็นน่าสนใจนะคะใน วิธีการพิจารณาคดีในศาลแรงงานจึงหยิบยกขึ้นมาเขียนให้ฟังให้ทราบโดยทั่วกันเพื่อเป็นประโยชน์ทั้งในฝั่งของนายจ้างและตอบคำถามของจ้างหลายหลายท่านค่ะ ในกรณีที่ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วยกับคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนายจ้างหรือลูกจ้างก็มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงาน ได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 อันเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 (4) ประการต่อมาคือหากฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานได้นำคดีไปสู่ศาลแล้ว จะสามารถนำเสนอพยานหลักฐานเพิ่มนอกสำนวนการสอบสวนของพนักงานตรวจแรงงานได้หรือไม่ ? ​ในประเด็นดังกล่าว ได้มีประเด็นขึ้นสู่ศาล โดยศาลได้พิจารณาพิพากษาว่า สามารถนำเสนอพยานหลักฐานเพิ่มเติมนอกสำนวน “ได้” เนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าการพิจารณาคดีศาลแรงงานต้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามที่พนักงานตรวจแรงงานรับฟังยุติไว้ในสำนวน หรือต้องพิจารณาพยานหลักฐานเฉพาะที่ปรากฏจากการสอบสวนของพนักงานตรวจแรงงานเท่านั้น เพราะการสอบสวนหาข้อเท็จจริงในชั้นสอบสวนของพนักงานตรวจแรงงานที่กระทำเพียงบุคคลเดียวอาจมีข้อบกพร่องได้ ดังนั้น นายจ้างจึงสามารถอ้างพยานหลักฐานใดๆ เพิ่มเติมต่อศาลแรงงานได้ ส่วนพยานหลักฐานที่อ้างเพิ่มเติมจะรับฟังได้เพียงใดขึ้นอยู่กับน้ำหนักของพยานหลักฐานนั้น ​อ้างอิง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8792/2550 โจทก์ในฐานะนายจ้างนำคดีมาสู่ศาลแรงงานกลางตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 อันเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 (4) ซึ่งการพิจารณาคดีแรงงานต้องอยู่ภายใต้บังคับตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะ วิธีพิจารณาคดีแรงงานในศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการอ้างและการยื่นบัญชีระบุพยาน การกำหนดประเด็นข้อพิพาทที่ยังไม่อาจตกลงกันได้ การนำพยานหลักฐานเข้าสืบของคู่ความ หลักในการพิจารณาคดีในศาลแรงงานและการรับฟังข้อเท็จจริงของผู้พิพากษาในศาลแรงงานไว้แล้ว...

การนับระยะเวลาฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนับอย่างไร ยื่นขอขยายได้หรือไม่ ?

การฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ในกรณีที่ฝ่ายนายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งนั้น ต้องนำคดีไปสู่ศาลได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ม.125 ​จึงเกิดคำถามว่า ระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง นับอย่างไร ? ​สำหรับประเด็นเรื่อง การนับระยะเวลาฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้น ต้องนับระยะเวลาตาม ป.พ.พ. ม.193/3 เนื่องจาก พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ม.125 ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์การนับระยะไว้เป็นพิเศษ ตาม ป.พ.พ.193/1 ดังนั้น การนับระยะเวลาฟ้องเพิกถอนคำสั่งจึงต้องนับตาม ป.พ.พ. ม.193/3 ที่ไม่นับรวมวันแรกที่ทราบคำสั่งเข้าไปด้วย ให้คงเริ่มนับวันแรกในวันถัดไป เช่น นายจ้างทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานในวันที่ 18 ตุลาคม 2565 การนับระยะเวลาฟ้องเพิกถอนคำสั่ง 30 วัน ต้องเริ่มนับวันแรกในวันที่ 19 ตุลาคม 2565 ​เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกา 8920/2560 การนับระยะเวลาฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานบังคับต้องนับระยะเวลาตามมาตรา 193/3 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 จะบัญญัติให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายใน 30...

ลูกจ้างตรวจสอบอุบัติเหตุของบริษัทประกัน มีสิทธิได้รับเงินค่าล่วงเวลาหรือไม่ ?

เป็นอีกหนึ่งคำถามที่มีคนสอบถามเข้ามาบ่อยมากเลยค่ะหลังจากตอบสั้นสั้นไปหลายครั้งแล้วคราวนี้มาขอตอบยาวยาวให้ได้ทราบโดยทั่วกันสำหรับคำถามที่ว่า ลูกจ้างในตำแหน่งที่มีหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุของบริษัทประกัน โดยแจ้งว่าตนต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรอทำงานตามคำสั่งตลอด 24 ชั่วโมง แบบนี้ มีสิทธิได้ค่าล่วงเวลาหรือไม่?? ซึ่งคำตอบอาจจะฟังขัดหูซักเล็กน้อยแต่ก็ต้องตอบว่า “ไม่มีสิทธิได้ค่าล่วงเวลาค่ะ” เพราะเนื่องจากลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.65 (6) แม้การที่ลูกจ้างประจำอยู่ที่บ้านเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะออกไปทำงานตรวจสอบอุบัติเมื่อได้รับแจ้งจากนายจ้าง แต่ตราบใดที่นายจ้างยังไม่ได้แจ้งให้ออกไปตรวจสอบ ก็ถือว่าลูกจ้างนั้น ยังไม่ได้ทำงานให้นายจ้าง เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1395/48 งานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยคือการออกไปตรวจสอบอุบัติเหตุรถยนต์ที่ประกันภัยไว้กับจำเลย ซึ่งต้องออกไปทำนอกสถานที่ทำการของจำเลย และงานดังกล่าวจะมีขึ้นเมื่อรถยนต์ที่ประกันไว้กับจำเลยเกิดอุบัติเหตุซึ่งไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด จึงเป็นงานที่มีลักษณะหรือสภาพที่ต้องออกไปทำนอกสถานที่และโดยลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 65 (6) การที่โจทก์ประจำอยู่ที่บ้าน แม้จะเตรียมพร้อมที่จะออกไปทำงานตรวจสอบอุบัติเหตุเมื่อได้รับแจ้งจากจำเลย แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้ทำการตรวจสอบอุบัติเหตุให้แก่จำเลย ก็ยังถือว่าทำงานให้แก่จำเลยไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าลูกจ้างจะไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา นะคะ หากบริษัทประกัน กำหนดเวลาทำงานของลูกจ้างในตำแหน่ง พนักงานตรวจสอบอุบัติ โดยให้ทำงานเป็น 3 กะ ๆ ละ 8 ชั่วโมง จัดตารางให้ลูกจ้างทำงานหมุนเวียนสับเปลี่ยนตามตารางที่กำหนด หากเป็นเช่นนี้ เมื่อลูกจ้างทำงานตามตารางงานที่นายจ้างกำหนดแล้ว หากในวันดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุและนายจ้างสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานนอกเวลาที่กำหนด ดังนี้ คลินิกกฎหมายแรงงานมีความเห็นว่า ลูกจ้างก็มีสิทธิได้ค่าล่วงเวลาค่ะ

จอดรถขวางหน้าบ้านคนอื่นผิดกฎหมาย มีโทษทั้งจำทั้งปรับ!!

จอดรถขวางหน้าบ้านคนอื่นผิดกฎหมาย มีโทษทั้งจำทั้งปรับ!! ปัญหาสุดคลาสสิคสำหรับชาวบางกอก เมืองเล็กๆ ที่รถเพียบบบ และเป็นปัญหาที่ตัวแอดมินเองเคยเจอด้วย ในส่วนของแอดมินที่เคยเจอนั้น เพื่อนบ้านบอกว่า “ ก็ไม่เห็นมีรถเข้าออก ขอจอดแปะหน้าบ้านไว้หน่อยจะเป็นไรไปไม่มีน้ำใจเลย” พอเราบอกว่ามันทำไม่ได้ คุณเพื่อนบ้านตัวดีก็ถามเลยว่า “ผิดกฎหมายข้อไหนไม่ทราบ?” วันนี้เลยเป็นโอกาสดีที่จะมาบอกให้ฟังค่ะว่าการกระทำแบบนี้ผิดกฎหมายข้อไหนบ้าง ก่อนอื่นต้องบอกว่าการจอดรถตรงหน้าบ้านคนอื่นหากเป็นการกีดขวางทางเข้าออกนี่ผิดกฎหมายหลายฉบับเลยนะคะเริ่มจากฉบับแรกคือ 1. ผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 55 (6) ที่ระบุไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ขับขี่หยุดรถ * ในช่องเดินรถ เว้นแต่หยุดชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถในกรณีที่ไม่มีช่องเดินรถประจำทาง * บนทางเท้า * บนสะพานหรือในอุโมงค์ * ในทางร่วมทางแยก * ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุดรถ * ตรงปากทางเข้า-ออกของอาคารหรือทางเดินรถ * ในเขตปลอดภัย * จอดในลักษณะกีดขวางการจราจร – [ ] ผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 วรรคสอง ฐานก่อความเดือดร้อนรำคาญ มีอัตราโทษจำคุก ไม่เกิน 1 เดือน...

หากลูกจ้างถูกเลิกจ้าง เงินค่าคอมมิชชัน ต้องนำมาเป็นฐานคำนวณรวมเป็นค่าชดเชยหรือไม่??

หากลูกจ้างถูกเลิกจ้าง เงินค่าคอมมิชชัน ต้องนำมาเป็นฐานคำนวณรวมเป็นค่าชดเชยหรือไม่?? คำถามนี้คลินิกกฎหมายแรงงานมีคำตอบค่ะ โดยคำตอบคืออออ ต้องนำมาคำนวณรวมเป็นเงินค่าชดเชยด้วย เพราะตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ม.118 กำหนดไว้ว่า ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างโดยให้จ่ายไม่น้อยกว่า “ค่าจ้างอัตราสุดท้าย” ซึ่ง “ค่าจ้าง” ตามกฎหมาย หมายถึง ค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง หรือ ตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ ซึ่งเงินค่าคอมมิชชัน ที่ตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนโดยคำนวณจากยอดขายที่ลูกจ้างสามารถขายได้ จะได้รับมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับจำนวนยอดขายที่ลูกจ้างขายได้ จึงถือได้ว่าเป็นเงินค่าตอบแทนในการทำงาน อันเป็นเงินค่าจ้าง ที่ต้องนำมาคำนวณรวมเป็นค่าชดเชย เทียบเคียงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ที่ 340/2561 นายจ้างประกอบกิจการนำเที่ยว ตกลงจ่ายเงินตอบแทนให้ลูกจ้างตามผลงานโดยคำนวณตามจำนวนลูกค้าในอัตรา 7 บาท ต่อลูกค้า 1 คน ในแต่ละเดือน และอีกร้อยละ 3 ของเงินจำนวนร้อยละ 1 ของค่านายหน้าที่ร้านค้าส่งให้แก่นายจ้าง แม้จะเป็นการจูงใจให้ลูกจ้างเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ก็เป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างโดยคำนวณจากฐานจำนวนลูกค้าและค่านายหน้าที่ร้านค้าส่งให้ในอัตราส่วนแน่นอน มีกำหนดจ่ายทุกเดือน “ค่าตอบแทนตามผลงาน ” จึงเป็นค่าจ้างตามมาตรา 5 ซึ่งต้องนำมาคิดคำนวณค่าชดเชย แต่ถ้าเป็นเงินอันเป็นลักษณะเงินรางวัล จูงใจให้ลูกจ้างทำงานให้ได้ตามเป้าที่กำหนด เช่น กำหนดว่าหากทำยอดขายได้ตามเป้า 1-5 ล้าน...

นายจ้างหักเงินค่าคอมมิชชัน 50 % โดยอ้างว่ายังเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ ต่อมาเก็บเงินจากลูกค้าได้ แต่นายจ้างก็ยังไม่ยอมจ่ายเงินค่าคอมมิชชันคืนให้ แบบนี้ลูกจ้างมีสิทธิอย่างไร ฟ้องได้หรือไม่ ?

แฟนเพจอินบ๊อกมาสอบถามว่า นายจ้างหักเงินค่าคอมมิชชัน 50 % โดยอ้างว่ายังเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ ต่อมาเก็บเงินจากลูกค้าได้ แต่นายจ้างก็ยังไม่ยอมจ่ายเงินค่าคอมมิชชันคืนให้ แบบนี้ลูกจ้างมีสิทธิอย่างไร ฟ้องได้หรือไม่ ? 1.ในเรื่องหลักเกณฑ์การจ่ายเงินค่าคอมมิชชั่นนั้น ต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข การจ่ายว่า ตกลงกันอย่างไร?? หากตกลงกันโดยจ่ายให้ตามอัตราจำนวน โดยคำนวณจากยอดขายที่ลูกจ้างขายได้ในแต่ละเดือน และกำหนดจ่ายให้ทุกวันสิ้นเดือน โดยไม่มีเงื่อนไขอื่น ดังนี้ นายจ้างก็ต้องจ่ายให้กับลูกจ้างตามข้อตกลง ที่กำหนดไว้ นายจ้างจะมาอ้างเหตุอื่น ๆ โดยหักเงินค่าคอมฯ ไม่ได้ เช่น นายจ้างตกลงจ่ายค่าคอมฯ ให้ 1.5% จากยอดขายจำนวน 600,000 บาท ซึ่งเป็นยอดขายสินค้าของลูกจ้างในเดือนนั้น กำหนดจ่ายให้ทุกวันสิ้นเดือน เมื่อถึงกำหนดจ่าย นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าคอมฯ ให้กับลูกจ้าง แต่ ถ้าในสัญญาหรือตามข้อตกลง กำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขการจ่ายค่าคอมฯ ไว้ว่า จะจ่ายค่าคอมให้จำนวน 50% ในวันสิ้นเดือน ส่วนอีก 50% จะจ่ายให้ต่อเมื่อนายจ้างเก็บเงินค่าขายสินค้าจากลูกจ้างได้ครบจำนวน ดังนี้ นายจ้างก็สามารถทำได้ ซึ่งเป็นไปตามสัญญา ตามข้อตกลง 2. หากนายจ้างไม่จ่ายค่าคอมฯ ให้ตามที่ตกลงกัน...

พนักงานตรวจแรงงาน มีสิทธิ์สั่ง “จ่ายเงิน” อะไรบ้าง ?

ฮัลโหลวันอาทิตย์แค่คิดว่าพรุ่งนี้วันจันทร์ก็อยากหลับตาต่อละ อยากนึกว่าฝันไปวันนี้เป็นวันอาทิตย์ เข้าเรื่องที่เป็นประโยชน์ จากคำถามตามภาพว่า พนักงานตรวจแรงงานมีสิทธิ์สั่งจ่ายเงินอะไรบ้างมาอ่านกันนะคะ พนักงานตรวจแรงงานพนักงานตรวจแรงงานเป็นบุคคลที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ที่มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน หากนายจ้างหรือลูกจ้างฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจออกคำสั่งให้นายจ้างและลูกจ้างปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย และมีอำนาจหน้าที่สอบสวนและมีคำสั่งกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายเงิน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ซึ่งเงินที่พนักงานตรวจฯ มีอำนาจสอบสวนและมีคำสั่งได้แก่ 1. ค่าจ้าง ตามมาตรา 5 2. ดอกเบี้ย เงินเพิ่ม ตามมาตรา 9 3. เงินประกันการทำงาน ตามมาตรา 100 4. สินจ้างหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามมาตรา 17 5. ค่าล่วงเวลา ตามมาตรา 61 6. คำทำงานในวันหยุด ตามมาตรา 62 7. ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ตามมาตรา 63 8. ค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ ตามมาตรา 65 9. ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ตามมาตรา 67 10. เงินระหว่างพนักงานตรวจแรงานสั่งหยุดใช้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ ตามมาตรา...

หัวหน้างานหรือฝ่ายบุคคล ทำบันทึกความเห็นว่า “สมควรเลิกจ้าง” เป็นการบอกเลิกจ้างลูกจ้างแล้วหรือไม่ ?

ตามกฎหมาย หากนายจ้างเลิกจ้าง ต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างตาม ม.118 ซึ่งการที่นายจ้างจะบอกเลิกจ้าง ต้องมีการแจ้งแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างให้กับลูกจ้างทราบก่อนหรือครบกำหนดจ่ายค่าจ้างเพื่อให้มีผลเป็นการสิ้นสุดสัญญาจ้างในการจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป ม.17 ​จึงเป็นประเด็นคำถามว่า การที่หัวหน้างานหรือฝ่ายบุคคล ทำบันทึกความเห็นว่า “สมควรเลิกจ้าง” เป็นการบอกเลิกจ้างลูกจ้างแล้วหรือไม่ ? ​คลินิกกฎหมายแรงงานมีความเห็นดังนี้ค่ะ 1.หากหัวหน้างานหรือฝ่ายบุคคลดังกล่าวเป็นบุคคลที่นายจ้างมอบหมายให้ทำการแทนนายจ้าง มีอำนาจในการบอกเลิกจ้าง และได้มีการแจ้งแสดงเจตนาแก่ลูกจ้าง ก็ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้าง ที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชย 2.หากหัวหน้างานหรือฝ่ายบุคคล ไม่มีอำนาจในการบอกเลิกจ้าง แต่เป็นเพียงขั้นตอนในการทำความเห็นเพื่อเสนอต่อนายจ้าง ดังนี้ ก็ถือได้ว่ายังไม่เป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชย เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกา 7381/2544 บันทึกความเห็นที่มีข้อความระบุว่า “สมควรเลิกจ้างลูกจ้าง” ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อเสนอต่อนายจ้าง มิใช่หนังสือของนายจ้างที่แจ้งไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป จึงมิใช่หนังสือเลิกจ้าง