Please wait ...

 

แสดงความเห็นยังไงไม่ให้ถูกฟ้องหมิ่นประมาท ในปัจจุบันมีตัวอย่างให้เห็นมากมายกับการคอมเม้นต์แสดงความคิดเห็น บางคนก็ไปว่าให้เขาเสียหายทั้งทั้งที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง ว่ากันสนุกปาก บางคนก็ถูกฟ้องมาแล้วก็เข็ดหลาบแต่บางคนมันก็อดไม่ได้จริงๆ จึงเกิดเป็นข้อสงสัยมาว่าเราต้องคอมเม้นต์แบบไหนล่ะถึงจะไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท โพสต์นี้มีคำตอบมาลองอ่านนะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต (1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม (2) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ (3) ติชม ด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ (4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรม เรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3546/2558 ข่าวเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและมีการออกโฉนดที่ดินทับซ้อนพื้นที่สวนป่าเป็นข่าวที่สังคมให้ความสนใจเพราะมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคม และข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 นำมาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของตนเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสืบสวนและสอบสวนของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงเจ้าพนักงานตำรวจ เมื่อจำเลยทั้งสองในฐานะสื่อมวลชนมีหน้าที่เสนอข่าวสารที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองให้ประชาชนทราบโดยเสนอข้อมูลไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องสืบสวนและสอบสวนได้ความ หาใช่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองสร้างขึ้นมาเองไม่ แม้ข้อความบางส่วนอาจทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วยอันเป็นการใส่ความโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย โดยที่โจทก์ยังมิได้ถูกเรียกไปแจ้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินคดี แต่การดำเนินคดีก็เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้ภายในกำหนดอายุความ อีกทั้งการนำเสนอข่าวสารเชิงวิเคราะห์ของจำเลยทั้งสอง ก็เป็นการติชมวิพากษ์วิจารณ์ และแสดงความคิดเห็นไปตามข้อเท็จจริงที่ได้ความมาจากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องโดยสุจริตและติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ดังนั้นจำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 329 (3) จากคำพิพากษาศาลฎีกา แม้จะเห็นได้ว่าการเผยแพร่ข้อความใดๆ โดยสุจริตตามมาตรา 329 จะไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทก็ตาม แต่ก็ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายหรือผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนสิทธิจากการเผยแพร่ข้อความดังกล่าวดำเนินการตามกฎหมาย...

ออกจากงาน นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างทำยังไง?

ออกจากงาน นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างทำยังไง?? กับปัญหาหัวจะปวดที่ถามทุกวัน แปะให้อ่านทั้งคลิป ทั้งข้อความก็ยังไม่อ่าน แต่ไม่เป็นไร อยากให้พวกเธอได้ความรู้เลยมาเล่าอีกรอบ พวกเธอจำไว้นะไม่ว่าจะ “ลาออกแจ้งล่วงหน้าไม่ครบหรือจะถูกเลิกจ้าง” นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับ วันทำงานที่ได้ทำไปแล้ว โดยค่าใช้จ่ายของแต่ละอย่างนายจ้างต้องจ่ายคืนภายในระยะเวลานี้ 1. ค่าจ้าง ต้องจ่ายภายใน 3 วันนับแต่เลิกจ้างหรือลาออก 2. ค่าล่วงเวลา ต้องจ่ายภายใน 3 วันนับแต่เลิกจ้างหรือลาออก 3. หลักประกันการทำงาน ต้องจ่ายภายใน 7 วัน นับแต่เลิกจ้างหรือลาออก 4. ค่าทำงานในวันหยุด ต้องจ่ายภายใน 3 วันนับแต่เลิกจ้างหรือลาออก 5. ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ต้องจ่ายภายใน 3 วันนับแต่เลิกจ้างหรือลาออก และ 6. ค่าชดเชย ต้องจ่ายในวันที่เลิกจ้าง ถ้านายจ้างไม่จ่ายผลจะเป็นยังไง 1. ถ้านายจ้างไม่ได้จงใจ ต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระตามด้านบน 2. ถ้าจงใจ ไม่จ่ายดื้อๆ ปราศจากเหตุอันสมควร ต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีอีก...

โดนกลั่นแกล้ง จับย้าย ลูกจ้างฟ้องได้หรือไม่ ?

มีคำถามเข้ามาว่า บริษัทกำหนดเป้า บีบออก โดยแจ้งว่าหากสิ้นเดือนทำยอดไม่ถึงให้ยื่นใบลาออกไปสะ ปรากฏว่าลูกจ้างทำยอดได้ แต่นายจ้างกลับแจ้งว่าให้ย้ายแผนกสะงั้น ถามว่าหากลูกจ้างขัดขืนไม่ไปตามคำสั่งแล้วถูกเลิกจ้างลูกจ้างฟ้องได้หรือไม่ ? คำตอบในเรื่องนี้ (พิจารณาตามข้อเท็จจริงของคำถามเท่านั้น) ผู้เขียนมีความเห็นว่า หากลูกจ้างไม่ย้ายไปตามคำสั่งของนายจ้างแล้วถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิฟ้องได้ เนื่องจากการคำสั่งย้ายของนายจ้างมีลักษณะไม่เป็นธรรม ไม่สุจริต ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งลูกจ้าง และหลีกเลี่ยงที่จะไม่จ่ายค่าชดเชย ซึ่งหากจะมองว่าลูกจ้างทำงานไม่มีประสิทธิภาพก็ไม่ได้เนื่องจากลูกจ้างสามารถทำยอดขายได้ตามเป้า แต่นายจ้างก็กลับมีคำสั่งย้ายงานลูกจ้าง พฤติกรรมดังกล่าวของนายจ้างมีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งลูกจ้างเพื่อไม่ให้สามารถทนทำงานต่อไปได้ ดังนั้น การที่ลูกจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจขัดขืนคำสั่ง หรือจงใจละทิ้งหน้าที่ ที่จะเป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เทียบเคียงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 632/2562 ที่นายจ้างมีการตระเตรียมโดยมีเจตนาที่จะเลิกจ้างไว้ก่อนแล้ว การที่นายจ้างจัดเตรียมหนังสือเลิกจ้าง รายละเอียดการจ่าย ค่าชดเชยตามกฎหมายไว้ก่อนเช่นนี้ รวมทั้งมีบันทึกภายในขอรหัสผ่านคืนจากลูกจ้าง พร้อมทั้งปิดล็อค ห้องทำงานเพื่อไม่ให้ลูกจ้างเข้าทำงาน แสดงว่านายจ้างเตรียมการที่จะเลิกจ้างลูกจ้างไว้ล่วงหน้า เมื่อจำเลยนายจ้าง เรียกลูกจ้างไปพบและแจ้งว่า ผู้บริหารมีมติให้เลิกจ้าง หากไม่ยอมลงลายมือชื่อ ในใบลาออกก็จะไม่มีการจ่ายค่าชดเชย พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่า ลูกจ้างมิได้ลาออก แต่เป็นนายจ้างต้องการเลิกจ้าง ข้อสังเกต แม้ว่านายจ้างจะมีอำนาจในการย้ายงานตามสัญญาจ้างหรือตามข้อบังคับฯ เพื่อความเหมาะสม และเพื่อการบริหารงานขององค์กรก็ตาม แต่การย้ายก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขและหลักเกณฑ์สำคัญ ดังนี้ 1. ต้องไม่เป็นการลดตำแหน่ง 2. ต้องไม่ลดค่าจ้างของลูกจ้าง 3.ต้องไม่เป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้าง...

ลาออกก่อนครบกำหนดตามสัญญาจ้าง ต้องทำอย่างไร ?

ลูกจ้างต้องการที่จะลาออกก่อนครบตามสัญญาจ้าง ต้องรอให้นายจ้างอนุมัติหรือไม่ หากเกิดความเสียหายศาลมีหลักในการพิจารณาอย่างไร ในเรื่องการสิ้นสุดสัญญาจ้าง ย่อมสิ้นสุดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา หากลูกจ้างต้องการที่จะขอลาออกก่อนครบกำหนด สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือให้ดูในสัญญาว่ากำหนดเรื่องการสิ้นสุดสัญญาไว้อย่างไร ​1. ถ้าสัญญากำหนดให้คู่สัญญามีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ นายจ้างหรือลูกจ้างก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา เช่น หากลูกจ้างต้องการสิ้นสุดสัญญาจ้าง/ลาออก ให้บอกกล่าวล่วงหน้าแก่นายจ้างไม่น้อยกว่า 1 เดือน ดังนี้ ลูกจ้างก็ต้องบอกกล่าวล่วงไม่น้อยกว่า 1 เดือน ตามที่กำหนดในสัญญา 2. หากในสัญญาไม่ได้กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ หากลูกจ้างต้องการลาออกก่อนกำหนดก็สามารถแสดงเจตนาขอลาออกต่อนายจ้างได้ โดยไม่ต้องรอให้นายจ้างอนุมัติ เพราะการลาออกเป็นการแสดงนิติกรรมฝ่ายเดียวย่อมมีผลเมื่ออีกฝ่ายทราบเจตนา แต่ถ้าหากว่าการลาออกนั้น ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย นายจ้างก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่ลูกจ้างผิดสัญญาจ้างแรงงานได้ เช่น หากในสัญญาระบุว่าลูกจ้างต้องทำงานกับนายจ้างเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี หากลาออกก่อนครบกำหนดลูกจ้างต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับนายจ้าง ดังนี้ นายจ้างสามารถฟ้องได้ แต่จะฟ้องได้มากน้อยเพียงไรนั้น ศาลจะพิจารณาว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนหรือไม่ ถ้าสูงเกินศาลก็มีอำนาจปรับลดจำนวนลงได้พอสมควร ตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 7620/2559 การที่สัญญาเพิ่มเติมแนบท้ายหนังสือสัญญาจ้าง ข้อ 3 ระบุความว่า พนักงานตกลงที่จะทำงานให้กับบริษัทเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี นับตั้งแต่วันเข้าทำงาน หากพนักงานมีความประสงค์จะลาออกก่อนครบกำหนดเวลา พนักงานยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัทไม่น้อยกว่าเงินเดือนในเดือนสุดท้ายที่พนักงานได้รับ ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงกำหนดความเสียหายเพื่อการผิดนัดไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า จึงเป็นข้อตกลงเบี้ยปรับเมื่อโจทก์ไม่ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา...

แม่เคยยกที่ดินให้ เมื่อลูกอกตัญญู แม่ขอถอนการให้ได้!!

แม่เคยยกที่ดินให้ เมื่อลูกอกตัญญู แม่ขอถอนการให้ได้!! วันนี้ช่วง 6 โมงเช้ามีสายของ สหายต่างวัยท่านหนึ่งโทรมาปรึกษาข้อกฎหมาย ก่อนที่จะสอบถามว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง แน่นอนว่าต้องบ่นก่อนอยู่แล้ว เพราะว่ามีเรื่องด่วนอะไรถึงต้องโทรมาปรึกษาในยามเช้าขนาดนี้ แต่เมื่อได้ฟังที่มาที่ไปก็เข้าใจว่าทำไมเขาทุกข์ใจ เรื่องราวมีว่า เขามอบที่ดินให้ลูกชาย ยกให้ (ไม่ใช่พินัยกรรมนะ เค้ายังไม่ตาย) ให้ตอนมีชีวิต ต่อมาลูกชายมีภรรยา และภรรยามองว่าอยากมีแค่ พ่อ แม่ ลูก เลยขอให้ตัวพี่ที่มาปรึกษา ซึ่งเป็นแม่ ออกจากที่ดังกล่าว ซึ่งแม่ก็บอกว่าถ้าออกไปก็ไม่มีที่อยู่ พอไม่ออกก็ไม่หยิบยื่นข้าว น้ำ กรณีแบบนี้ พี่เขาจะทำไงได้บ้าง?? ฟังจบสาย ก่อนเข้าข้อกฎหมายอยากจะขอด่าก่อน แต่การด่าไม่ใช่กิจของทนายอ่ะเนอะ เลยเล่าข้อกฎหมายให้ฟังไป แบบนี้ การยกที่ดินให้ ไปไปโอนมาแล้ว จะถอนการให้ไม่ได้ เว้นแต่เหตุผู้รับเนรคุณ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 531 (เหตุเนรคุณ มีดังนี้) (1) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาญาอย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญา หรือ(2) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง หรือ(3) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้” แต่ใช่ว่าจะเรียกคืนได้ทุกกรณี การให้ที่ไม่สามารถที่จะฟ้องขอเพิกถอนคืนการให้ เพราะเหตุเนรคุณ ได้แก่ 1 เมื่อผู้ให้ได้ให้อภัยผู้รับในเหตุประพฤติเนรคุณแล้ว 2 เมื่อผู้ให้ถึงแก่ความตาย โดยไม่ได้ฟ้องคดีไว้ ทายาทจะฟ้องเองไม่ได้ 3 ให้ตอบแทนการทำงาน...

นายจ้างไม่ปรับค่าจ้างให้ตามประกาศ ลูกจ้างมีสิทธิทำอย่างไรได้บ้าง?

ตามที่หลาย ๆ ท่านทราบว่าปัจจุบันได้มีประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ฉบับที่ 11 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป เมื่อประกาศบังคับใช้แล้ว นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด หากนายจ้างรายใดจ่ายต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จะต้องปรับค่าจ้างให้เท่ากับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามท้องที่ที่สถานประกอบกิจการดำเนินการอยู่ หากนายจ้างไม่ยอมจ่าย จะมีโทษทางอาญา จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 144 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ จึงมีคำถามเข้ามาว่า นายจ้างไม่ปรับค่าจ้างให้ตามประกาศ ลูกจ้างมีสิทธิทำอย่างไรได้บ้าง?? ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่ เพื่อสอบสวนและมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินค่าจ้างส่วนที่ขาด หรืออาจนำคดีไปฟ้องต่อศาลแรงงาน ทั้งนี้ ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิได้ทางใดทางหนึ่งจะใช้สิทธิพร้อมกัน 2 ทางไม่ได้ (ฎีกาที่ 570/2545, 238/2545) และเช่นเคยสำหรับใครที่ไม่อยากจดจำ ไม่มีเวลาหาข้อมูล แต่มีคำถามในทางปฏิบัติมากมาย อยากหาทนายเคียงข้างธุรกิจ เป็นเพื่อนคู่คิดหรือเป็นมิตรคู่กาย ในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายสักคน สามารถติดต่อมาได้ที่ info@legalclinic.co.th นะคะ

ไม่ได้จดทะเบียนแต่อยู่กินเป็นคู่ชีวิต  เมื่อเลิกราจะแบ่งทรัพย์สินกันอย่างไร ?

ไม่ได้จดทะเบียนแต่อยู่กินเป็นคู่ชีวิต เมื่อเลิกราจะแบ่งทรัพย์สินกันอย่างไร?? เรื่องนี้เป็นประเด็นน่าคิด เพราะถ้าจดทะเบียนกันถูกต้องตามกฎหมายเมื่อมีการเลิกราหรือแม้แต่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตลงอีกฝ่ายหนึ่งก็จะได้รับสินสมรสไปครึ่งนึง ตามมาตรา 1457  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้บัญญัติไว้ว่า “การสมรสจะมีได้เมื่อได้จดทะเบียนสมรสกันแล้วเท่านั้น” ดังนั้น ชายและหญิงที่อยู่ด้วยกัน ไม่จดทะเบียน แม้มีงาน แต่งใหญ่โต จึงไม่เป็นคู่สมรสต่อกัน “สินสมรสจึงยังไม่เกิดขึ้น” ดังนั้น สามีภริยาหากอยู่ด้วยกันโดยไม่จดทะเบียนสมรส ทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกัน เรียกว่าเป็น “กรรมสิทธิ์รวม” แต่สินสมรส เพราะถือว่าเป็นภรรยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิ์ฟ้องแบ่งตามหลักสินสมรส การฟ้องจึงต้องฟ้องศาลในคดีแพ่ง เพื่อขอให้แบ่งทรัพย์สินในกรรมสิทธิ์รวมนั้น โดยกรรมสิทธิ์รวมนั้น หลักคือ ใครหามาคนนั้นได้ไป แต่ถ้าช่วยกันหามาต้องแบ่งตามสัดส่วน หากหาสัดส่วนไม่ได้ก็ต้องแบ่งครึ่ง เช่น ทำมาหากินเปิดร้านค้าด้วยกัน และเก็บเงินซื้อรถ ซื้อที่ดิน ปลูกบ้าน แบบนี้ถ้าพิสูจน์ได้ชัดเจนถึงการทำมาหาได้ร่วมกัน จะถือเป็นกรรมสิทธิ์รวม ที่จะต้องมาแบ่ง แต่ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ อีกฝ่ายพิสูจน์หามาเอง จะถือว่าเป็นเงินส่วนตัว ไม่ใช่กรรมสิทธิ์รวมแต่อย่างใด เพราะมิใช่เงินที่ได้มาจากการลงน้ำพักน้ำแรงร่วมกัน และสำหรับใครที่มีปัญหาด้านกฎหมายต้องการติดต่อหาทนายความเพื่อดำเนินการใช้สิทธิ์เรียกร้องตามกฏหมาย หรือแม้แต่ขั้นตอนการสืบบุคคล สืบทรัพย์สินก็สามารถติดต่อได้ที่ info@legalclinic.co.th  

ด่า “ไม่ระบุชื่อ” จะถูกฟ้องหมิ่นประมาทหรือไม่ ?

ด่าไม่ระบุชื่อจะถูกฟ้องหมิ่นประมาทหรือไม่? อันนี้เห็นหลายคนมากบอกต่อกันว่าด่าใครก็ไม่ต้องระบุชื่อซ์ดาเป็นตัวอักษรย่อก็ได้แค่นี้ก็ไม่เป็นหมิ่นประมาทแล้วเพราะไม่ได้เอ่ยชื่อ เตือนไว้ก่อนเลยนะคะเคสแบบนี้ก็ฟ้องกันมาแล้วหลายเคส เพราะแม้จะไม่ได้ระบุชื่อเจาะจงใครเป็นพิเศษ แต่หากมีตัวย่อหรือโพสต์ด้วยประการใดใดก็ตามที่ทำให้บุคคลทั่วไปที่ได้อ่าน หรือได้ฟังเเล้วเข้าใจได้ในทันทีว่าที่โพสไปนั้นหมายถึงใคร แม้ว่าจะไม่ได้ระบุชื่อหรือเอ่ยชื่อบุคคลใดใดก็ตาม โพสต์แบบนี้ถือว่าเข้าข่ายมีความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ บางคนเมื่อถูกฟ้องแล้วยังมีการมาบอกว่า “ที่พูดไปก็เรื่องจริงทั้งนั้นจะหมิ่นประมาทได้ยังไง!!” อันนี้อยากให้ดูองค์ประกอบของข้อหานี้นะคะโดยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ระบุว่า 1. ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม 2. โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง 3. ผู้นั้นกระทำความผิดฐาน หมิ่นประมาท 4. ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จะเห็นได้ว่าจากองค์ประกอบของกฎหมายไม่ได้บอกเลยว่าเรื่องที่นำมาพูดนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ หากการพูดนั้นทำให้บุคคลนั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชังก็เข้าองค์ประกอบความผิดของฐานนี้แล้วค่ะ ทุกวันนี้ใช้ชีวิตของตัวเองก็ยากพออยู่แล้วอย่าไปคอมเม้นต์ การใช้ชีวิตของใครเลยค่ะโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับหลายหลายคนที่ชอบไปเม้นด่าบุคคลสาธารณะอย่าลืมนะคะว่าแม้เค้าเป็นบุคคลสาธารณะ แต่เค้าไม่ได้ถูกด่าได้โดยสาธารณะ การวิพากษ์วิจารณ์กับการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นแตกต่างกัน จะโพสต์อะไรคิดดีดีก่อนนะ และสำหรับใครที่มีปัญหาด้านกฎหมายต้องการติดต่อหาทนายความเพื่อดำเนินการใช้สิทธิ์เรียกร้องตามกฏหมาย หรือแม้แต่ขั้นตอนการสืบบุคคล สืบทรัพย์สินก็สามารถติดต่อได้ที่ info@legalclinic.co.th

ส่งแชทมาด่าตัวต่อตัว ไม่เข้าข่ายดูหมิ่นซึ่งหน้า ไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท

ส่งแชทมาด่าตัวต่อตัว ไม่เข้าข่ายดูหมิ่นซึ่งหน้า ไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท!! อ่านหัวข้อเข้าไปบางคนถึงกับถามเลยว่าอ้าวทำไมเป็นแบบนั้นล่ะพี่ทนายก็เค้าด่าหนูอ่ะจะไม่หมิ่นประมาจะไม่ดูหมิ่นซึ่งหน้าได้ยังไง?? ก่อนอื่นคงต้องขอยกองค์ประกอบกฏหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดซึ่งหน้าในมาตรา 393 ที่วางหลักว่า “ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ดังนั้น หากมีการส่งข้อความมาด่าทอ ย่อมไม่เป็น ซึ่งหน่า เพราะ ซึ่งหน้า คือ ต่อหน้าหรือในระยะที่ได้ยินได้หรือรับรู้ในขณะนั้นได้ทันที แต่หากอยู่กันคนละที่ซึ่งห่างไกลหรือเป็นการด่ากันทางโทรศัพท์ ไม่ถือว่าเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้า ส่วนหมิ่นประมาทก็ไม่ผิดเช่นกันเพราะ มาตรา 326 ระบุว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐาน หมิ่นประมาท..” ดังนั้นการส่งข้อความด่าทอกันเพียงสองคน ไม่มีบุคคลที่สาม จึงไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 326 เช่นกัน แล้วอย่างนี้จะเอาผิดได้ยังไง?? หากใครมีข้อสงสัยเช่นนี้อาจจะต้องดูลักษณะข้อความว่าลักษณะข้อความในการด่าทอเป็นอย่างไรหากมีลักษณะในการกรรโชกทรัพย์ข่มขู่นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สามารถเอาผิดได้แต่ก็ไม่ใช่สองข้อหาที่กล่าวมาข้างต้นค่ะ และสำหรับใครที่มีปัญหาด้านกฎหมายต้องการติดต่อหาทนายความเพื่อดำเนินการใช้สิทธิ์เรียกร้องตามกฏหมาย หรือแม้แต่ขั้นตอนการสืบบุคคล สืบทรัพย์สินก็สามารถติดต่อได้ที่ info@legalclinic.co.th

นายจ้างหักเงินโบนัสของลูกจ้าง ไปชดใช้ค่าเสียหายได้หรือไม่ ?

ใกล้ปลายปี ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับโบนัสเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในวันนี้มีคำถามในวันนี้มีว่า “นายจ้างสามารถหักเงินโบนัสของลูกจ้าง เพื่อนำไปชดใช้ค่าเสียหายได้หรือไม่ ??” คำถามนี้สามารถตอบได้ 2 กรณีค่ะยาวนิดค่อยค่อยอ่านนะ ตอบ!! 1. กรณีหักได้ หากลูกจ้างได้กระทำผิดและข้อเท็จจริงก็ยุติว่าผิดจริง นายจ้างก็สามารถ “หักได้” เพราะเงินโบนัส เป็นเงินที่จ่ายจากผลการดำเนินงานของบริษัทที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อสิ้นปีโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นรางวัลและเพื่อเป็นแรงจูงใจและขวัญกำลังใจ ซึ่งไม่ถือเป็นค่าจ้าง จึงต้องไม่ห้ามตามกฎหมาย ม.76 แต่การหักเงินโบนัสดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้กับลูกจ้างผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความรับผิดทางละเมิด ตาม ป.พ.พ. ม.341 ซึ่งมีคำพิพากษาของศาลที่ได้วินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13798/57 ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ศาลแรงงานภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า หลังจากโจทก์ออกจากงาน จำเลยกล่าวหาว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ยักยอกทรัพย์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์ยักยอกทรัพย์ของจำเลยให้โจทก์คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่จำเลย 1,100,620 บาท การกระทำของโจทก์ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย โจทก์มีสิทธิได้รับเงินสะสมส่วนของตนพร้อมดอกเบี้ย แต่ไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบในส่วนจำเลยพร้อมดอกเบี้ยตามหนังสือคู่มือพนักงาน ข้อ 5 หน้า 25 และจำเลยมีสิทธินำเงินสะสมส่วนของโจทก์พร้อมดอกเบี้ยมาชำระค่าเสียหาย ส่วนเงินโบนัสและเงินช่วยเหลือพนักงานนั้นไม่มีข้อบังคับหรือข้อตกลงให้จำเลยนำมาหักชำระค่าเสียหายได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธินำเงินโบนัสดำเนินการขายและเงินช่วยเหลือพนักงานที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับจากจำเลยมาหักกลบลบหนี้ออกจากค่าเสียหายที่โจทก์จะต้องชดใช้ให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันและหนี้ของโจทก์และจำเลยถึงกำหนดชำระแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิที่จะนำเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 3 ที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยมาหักกลบลบหนี้ได้ตาม ป.พ.พ....