กรุณารอสักครู่

 

HomeAuthorทนายฝ้าย, Author at บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด - Page 35 of 87

ขอเงินสามีมาซื้อที่ดิน แต่ตั๋วว่าซื้อที่ดินเอง …ถ้าแสดงแหล่งที่มาของเงินไม่ได้ ที่ดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม

ขอเงินสามีมาซื้อที่ดิน แต่ตั๋วว่าซื้อที่ดินเอง …ถ้าแสดงแหล่งที่มาของเงินไม่ได้ ที่ดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม คู่สมรสชาวไทยซื้อที่ดินและเปิดเผยข้อมูลอันเป็นเท็จว่าเธอนั้นมีสถานะโสด ไม่ได้เปิดเผยว่าเธอสมรสกับชาวต่างชาติ ดังนั้นเนื่องจากคู่สมรสชาวไทยไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีแหล่งที่มาของเงินทุนที่ใช้ในการซื้อที่ดิน (ในระหว่างการสมรส) เป็นสินส่วนตัวจึงได้รับการสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเงินนั้นเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และหากเงินนั้นถูกพิจารณาว่าเป็นสินสมรส คู่สมรสชาวต่างชาติจะมีสถานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดิน คู่สมรสชาวต่างชาติได้มาซึ่งที่ดินโดยการละเมิดมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และอาจได้รับโทษตามมาตรา 111 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน คู่สมรสชาวไทยที่ถือครองที่ดินในฐานะตัวแทนของชาวต่างชาติโดยฝ่าฝืนมาตรา 96 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และอาจได้รับโทษตามมาตรา 111 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นอกจากนั้นคู่สมรสชาวไทยยังมีความผิดในฐานแจ้งข้อมูลเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่และเป็นเหตุให้ทางเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามมาตรา 137 และ 267 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ที่ดินต้องถูกจำหน่ายจ่ายโอนภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดตามมาตรา 94 และ 96 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

คลอดแล้วทิ้ง ศาลถอนอำนาจปกครองได้

คลอดแล้วทิ้ง ศาลถอนอำนาจปกครองได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4323/2540 ในการถอนอำนาจปกครองนั้น กฎหมายให้อำนาจศาลถอนเสียได้โดยลำพังโดยไม่ต้องให้ผู้ใดร้องขอก็ได้ หากมีเหตุตามบทบัญญัติแห่งป.พ.พ.มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้ในขณะผู้ร้องยื่นคำร้องผู้ร้องยังมิได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ก็ตาม แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลว่ามารดาของผู้เยาว์ย้ายไปอยู่ที่อื่นและสมรสใหม่ตั้งแต่ผู้เยาว์อายุได้เพียงปีเศษและไม่เคยกลับมาดูแลผู้เยาว์อีกเลย กรณีจึงเป็นการที่มารดาผู้เยาว์ใช้อำนาจปกครองแก่ตัวผู้เยาว์โดยมิชอบ ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาถอนอำนาจปกครองจากมารดาผู้เยาว์ และเมื่อปรากฏว่าผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้ร้องมาโดยตลอดการให้ผู้ร้องเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ย่อมเหมาะสมกว่า ติดต่องาน info@legalclinic.co.th

นิติกรรมที่ลูกหนี้กระทำต่อบุคคลภายนอกภายหลังศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายแล้ว ตกเป็นโมฆะ แม้บุคคลภายนอกสุจริตและเสียค่าตอบแทน

นิติกรรมที่ลูกหนี้กระทำต่อบุคคลภายนอกภายหลังศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายแล้ว ตกเป็นโมฆะ แม้บุคคลภายนอกสุจริตและเสียค่าตอบแทน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5677/2560 ลูกหนี้ที่ 2 จดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 และได้ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ภายหลังจากที่ลูกหนี้ที่ 2 ถูกศาลพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 2 กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ การจดทะเบียนโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 , 24 และเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ ตามป.พ.พ.มาตรา 150 แม้จะมีการทำนิติกรรมนั้นโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนโดยสุจริตก็ตาม ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่อาจยกความสุจริตและเสียค่าตอบแทนขึ้นอ้างเพื่อให้มีผลลบล้างบทกฎหมายได้

สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งเกิน 1 ปี อีกฝ่ายหนึ่งยกขึ้นเป็นเหตุ “ฟ้องหย่าได้”

สามีหรือภริยา  จงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งเกิน 1 ปี  อีกฝ่ายหนึ่งยกขึ้นเป็นเหตุ “ฟ้องหย่าได้” แต่ต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าการทิ้งร้างต้องเกิดจากความจงใจในลักษณะที่ไม่หวนกลับไปหาคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่ประสงค์จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาอีกต่อไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4404/2558 การทิ้งร้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าคู่ความนั้นจงใจทิ้งร้างไปในลักษณะที่ไม่หวนกลับไปหาคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่ประสงค์ที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาอีกต่อไป เป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่าหนึ่งปี จำเลยออกไปจากบ้านตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2555 แต่จำเลยกลับมาพักอยู่กับโจทก์ระหว่างวันที่ 11-15 กันยายน 2555 อีกจึงยังไม่เกินกว่ากำหนดเวลา 1 ปี และย่อมแสดงว่าจำเลยยังประสงค์จะอยู่กินกับโจทก์ต่อไป แต่โจทก์เป็นฝ่ายเปลี่ยนกุญแจบ้านไม่ให้จำเลยเข้าไปอยู่ในบ้านและไม่ยอมพูดคุยกับจำเลยเพื่อปรับความเข้าใจ ในขณะที่จำเลยยอมโทรศัพท์ขอโทษมารดาโจทก์ และยอมรับผิดกับมารดาโจทก์ มารดาจำเลยก็ไม่ต้องการให้โจทก์จำเลยหย่ากัน โดยนัดโจทก์และมารดาโจทก์มาพูดคุย แต่มารดาโจทก์ก็ไม่ยอมช่วยและบอกว่าโจทก์กับจำเลยต้องแยกกันอยู่ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยยังมีเยื่อใยต่อโจทก์ ต้องการอยู่กับโจทก์ต่อไป จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์หรือกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้างแรงอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) และ (6)

เข้า..มาตอกบัตรแล้วหาย!! กลับมาอีกครั้งมาตอกบัตรเลิกงานเลิกจ้างได้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย!!

เข้า..มาตอกบัตรแล้วหาย!! กลับมาอีกครั้งมาตอกบัตรเลิกงานเลิกจ้างได้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย!! ในกรณีนี้มีเพื่อนๆH ถามเข้ามาว่าถ้าเกิดลูกจ้างเข้ามาตอกบัตรแล้วหายไปแต่ปรากฏว่าหายไปเพียงแค่ครึ่งวันตอนบ่ายแล้วกลับมาอีกครั้งตอนตอกบัตรเลิกงานเช่นนี้สามารถเลิกจ้างได้เลยหรือไม่?? ถ้าเป็นกรณีดังกล่าวถ้าปรากฏว่าลูกจ้างขอออกไปโดยไม่ได้ขออนุญาตไม่ได้มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉินอันสมควร แต่กลับออกไปและกลับมาตอกบัตรอีกครั้งเพื่อลงเวลาออกงานก็จะถือได้ว่าลูกจ้างละทิ้งหน้าที่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ แล้วมากไปกว่านั้นหาข้อบังคับของนายจ้างหรือในสัญญาจ้างได้กำหนดเรื่องเบี้ยขยันไว้สำหรับให้ลูกจ้างที่ไม่ขาดงานอยู่ครบชั่วโมงการทำงานแต่ลูกจ้างรายดังกล่าวยังคงทำพฤติกรรมเช่นว่าอีกก็อาจถือได้ว่าการกระทำของลูกจ้างดังกล่าวเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงนายจ้างจึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย (อ้างอิง ฎีกา 3438/2526) เพื่อน HR ท่านใดที่ประสบปัญหาแบบนี้อยู่ลองเรียกลูกจ้างมาสอบสวนก่อนนะคะว่าออกไปทำอะไรจะได้เข้าใจกันทั้งสองฝ่ายหากผิดก็ลงโทษไปตามระเบียบค่ะ

ลูกจ้างลาออกกะทันหัน นายจ้างจะอายัดเงินเดือนไว้ ไม่จ่ายค่าจ้างได้หรือไม่ ?

ลูกจ้างลาออกกะทันหัน นายจ้างจะอายัดเงินเดือนไว้ ไม่จ่ายค่าจ้างได้หรือไม่ ? ตามกฎหมาย การแสดงเจตนาลาออกของลูกจ้างไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม แจ้งทางโทรศัพท์ ส่งอีเมล์ ส่งไลน์ ก็มีผลทำให้สัญญาจ้างแรงงานเป็นอันสิ้นสุดลง โดยที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากนายจ้าง และ “นายจ้างไม่มีสิทธิอายัดเงินเดือนลูกจ้าง หรืออ้างว่าจะไม่เงินจ่ายเงินเดือนเพราะการลาออกกะทันหันของลูกจ้างทำให้นายจ้างเสียหายไม่ได้” นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้ถูกต้องและตามกำหนดเวลา ถ้ากำหนดเป็นรายเดือน นายจ้างก็ต้องจ่ายเงินตามงวดที่กำหนด หรือถ้าตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ก็ต้องประโยชน์ต่อลูกจ้าง หากไม่จ่ายนายจ้างมีโทษสูงสุด คุก 6 เดือน ปรับ 1 แสนบาท ทั้งนี้ นายจ้างก็มีสิทธิได้รับเงินจากลูกจ้างกรณีลูกจ้างลาออกโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า หรือลาออกโดยไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของบริษัทเช่นกัน ถามว่าได้เงินได้อย่างไร ก็คือลูกจ้างอาจจะถูกนายจ้างฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ แต่นายจ้างจะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าการลาออกของลูกจ้างดังกล่าวนั้น นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างไร สรุปก็คือ ต่อให้ลูกจ้างจะลาออกกะทันหัน ลาออกผิดระเบียบ ลาออกไม่บอก หรืออะไรก็ตามแต่ ยังไงลูกจ้างก็ต้องได้เงินเดือน นายจ้างไม่มีสิทธิทึกทักว่าบริษัทตัวเองเสียหายและอายัดเงินเดือนลูกจ้างเอง ถ้าหากนายจ้างต้องการเงินค่าเสียหายต้องไปยื่นฟ้องร้องลูกจ้างให้ศาลเป็นผู้ตัดสินเท่านั้น จะยึดเงินเอง หักเงินเองไม่ได้ ————-

จะลาออก ต้องอ่าน !!

จะลาออกต้องอ่าน!! มีถามกันเข้ามาใน inbox เพจทุกวันนะคะไม่ว่าจะเป็นเรื่องขอลาออกแต่นายจ้างไม่อนุมัติ ขอลาออกแต่บอกล่วงหน้าไม่ครบ งวดสุดท้ายนายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน หรือแม้แต่นายจ้างไม่ให้ใช้แบบฟอร์มลาออก ดังนั้นลาออกต้องอ่านโพสต์นี้นะคะ 1. การลาออกเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างโดยลูกจ้าง ไม่ว่าด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร ขอบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานกับนายจ้าง มีผลทำให้สัญญาจ้างแรงงานเป็นนสิ้นสุดลง (คำพิพากษาฎีกาที่6048-6051/2546) 2.เมื่อแสดงเจตนาลาออกแล้ว จะถอนไม่ได้ ยกเว้นนายจ้างยินยอม การลาออกถือเป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวมีผลเมื่ออีกฝ่ายคือนายจ้างและรับทราบการแสดงเจตนา นั้นเมื่อแสดงเจตนาลาออกและนายจ้างได้รับทราบเจตนาดังกล่าวแล้วลูกจ้างจะถอนการแสดงเจตนาโดยที่อีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ยินยอมไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 386 (คำพิพากษาฎีกาที่1900/2542) 3.ก่อนการลาอกมีผล ลูกจ้างยังมีสถานะเป็นลูกจ้างหากทำผิดนายจ้างเลิกจ้างได้ เมื่อลูกจ้างยื่นใบลาออก นายจ้างอนุมัติการลาออกแล้ว แต่ในระหว่างที่ยังไม่ถึงกำหนดเวลาพันสภาพจากการเป็นลูกจ้างตามที่กำหนดไว้ในใบลาออก หากลูกจ้างกระทำผิดฝ่าฝืนคำสั่งระเบียบข้อปังคับการทำงานของนายจ้าง นายจ้างมีสิทธิ์ลงโทษทางวินัยและเลิกจ้างได้ (คำพิพากษาฎีกาที่1919/2546) 4.นายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานก่อนครบกำหนดในใบลาออกไม่ใช่การเลิกจ้าง ศาลฎีกาเคยตัดสินว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลงเพราะการลาออกไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง ทั้งนี้ เพราะลูกจ้างเป็นฝ่ายแสดงเจตนาขอบอกเลิกสัญญาจ้างก่อน แม้นายจ้างไม่ได้แสดงเจตนาอะไรสัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อถึงวันที่ระบุให้ใบลาออกมีผล แม้นายจ้างจะให้ลูกจ้างออกจากงานก่อนถึงวันดังกล่าวตามที่ลูกจ้างประสงค์ โดยลูกจ้างไม่มีความผิดก็มีผลทำให้ลูกจ้างเสียหายเพียงเท่าที่ไม่รับค่าจ้างจนถึงวันที่ลูกจ้างประสงค์จะออกเท่านั้น จึงมิใช่การเลิกจ้าง (คำพิพากษาฎีกาที่ 10161/2551) 5.นายจ้างให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกไว้ล่วงหน้า ไม่มีผลใช้บังคับ การที่นายจ้างให้ลูกจ้างลงชื่อ ในใบลาออกที่ไม่กรอกข้อความ ทำขึ้นเพื่อให้นายจ้างมีสิทธิไล่ลูกจ้างออกจากงานได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ซึ่งเป็นสิทธิขั้นต่ำตามกฎหมาย ถือว่าทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมาย เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลใช้บังคับ 6.การลาอก ไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากนายจ้างแต่หากลูกจ้างลาออกโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า หรือลาออกโดยไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของบริษัท...

ขอลาออกให้มีผลสิ้นเดือนแต่นายจ้างบอกว่าให้ออกไปเลยวันนี้แบบนี้ถือว่าไล่ออกมั้ยคะ!!

ขอลาออกให้มีผลสิ้นเดือนแต่นายจ้างบอกว่าให้ออกไปเลยวันนี้แบบนี้ถือว่าไล่ออกมั้ยคะ!! เรื่องนี้โพสต์ไปหลายรอบแล้ว แต่สำหรับใครที่ยังไม่ทราบและยังลังเลอยู่ว่าสรุป “เป็นการลาออก” หรือ “ไล่ออก” ลองอ่านเรื่องนี้ดูนะคะ กรณีนายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานก่อนครบกำหนดในใบลาออกไม่ใช่การเลิกจ้าง ศาลฎีกาเคยตัดสินว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลงเพราะการลาออกไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง ทั้งนี้ เพราะลูกจ้างเป็นฝ่ายแสดงเจตนาขอบอกเลิกสัญญาจ้างก่อน แม้นายจ้างไม่ได้แสดงเจตนาอะไรสัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อถึงวันที่ระบุให้ใบลาออกมีผล แม้นายจ้างจะให้ลูกจ้างออกจากงานก่อนถึงวันดังกล่าวตามที่ลูกจ้างประสงค์โดยลูกจ้างไม่มีความผิดก็มีผลทำให้ลูกจ้างเสียหายเพียงเท่าที่ไม่รับค่าจ้างจนถึงวันที่ลูกจ้างประสงค์จะออกเท่านั้น จึงมิใช่การเลิกจ้าง (คำพิพากษาฎีกาที่10161/2551) สรุป สิ่งที่นายจ้างจะต้องจ่ายก็คือเงินเดือน จนถึงวันที่ลูกจ้างแจ้งลาออก แต่ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชยหรือถ้าตกใจอีกค่ะ เช่น ลูกจ้างแจ้งลาออกวันที่ 20 มีนาคมให้มีผลวันที่ 30 เมษายนแต่นายจ้างบอกว่าออกไปเลยจ้ะ 20 มีนาคมนี้เก็บของไปเลยนายจ้างก็มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างตั้งแต่วันลูกจ้างทำงานมาคือวันที่ 1 มีนาคมจนถึง 30 เมษายน ค่ะ

ลูกจ้างเสพกัญชาจนมึนเมา อยากเลิกจ้างแต่ในข้อบังคับไม่มีเขียนไว้ แบบนี้สามารถเลิกจ้างได้ไหมคะ ?

ลูกจ้างเสพกัญชาจนมึนเมา อยากเลิกจ้างแต่ในข้อบังคับไม่มีเขียนไว้ แบบนี้สามารถเลิกจ้างได้ไหมคะ ? โอ๊ยเธอฉันอ่านเรื่องนี้แล้วฉันก็รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยบางทีมันก็ไม่ต้องไปยึดติดกับข้อบังคับขนาดนั้นไหมถ้าให้เปรียบเทียบนะถ้าลูกจ้างทำความผิดร้ายแรงเช่นขโมยของประพฤติชั่วใดๆก็ตามซึ่งมันเป็นเรื่องร้ายแรงอยู่ในตัวอยู่แล้วมันไม่จำเป็นต้องมีข้อบังคับกำหนดไว้ก็เลิกจ้างได้ ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่ามีข้อบังคับในเรื่องนั้นหรือไม่เสียทีเดียวแต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าสิ่งที่เรียกว่าเป็นการประพฤติชั่วหรือจงใจกระทำผิดต่อนายจ้างนั่นคืออะไรมากกว่าเช่นบางความผิดบางคนมองว่าอันนี้ไม่ได้ประพฤติชั่ว แต่บางคนกลับมองว่านี่คือการจะไปชั่วเช่นลุกขึ้นเถียงนายจ้างในที่ประชุมนายจ้างบอกว่านี่คือการประพฤติชั่วขอไล่ออกได้ไหมในข้อบังคับกำหนดเรื่องนี้ไว้เป็นวินัยร้ายแรง.. ซึ่งถ้าให้พิจารณาจากแค่นี้ก็บอกได้เลยว่าอาจจะไม่ได้ร้ายแรงมากต้องดูตัวอย่างข้อความการด่าสถานการณ์สภาพแวดล้อม ตำแหน่งหน้าที่ หลายอย่างประกอบกัน พี่จะดูได้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวรุนแรงหรือไม่ ? แต่ในทางกลับการกรณีที่สอบถามมาคือลูกจ้างเสียบกัญชาจนมึนเมาไม่สามารถทำงานได้เลยแม้กัญชาจะถูกปลดล็อคแล้วเมื่อไม่นานมานี้แต่มันก็ชัดเจนว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นพฤติกรรมที่ไม่สามารถทำให้ทำงานได้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีและเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงกระทบกับหลายภาคส่วนเช่นนี้ก็เลิกจ้างได้แม้ไม่ได้กำหนดไว้ในข้อบังคับการทำงานในหมวดวินัยของบริษัท

ทำสัญญาปีต่อปีเมื่อสิ้นสุดสัญญาต้องได้ค่าชดเชย

ทำสัญญาปีต่อปีเมื่อสิ้นสุดสัญญาต้องได้ค่าชดเชย ก่อนที่จะไปพิจารณาถึงเรื่องอื่นต้องพิจารณาก่อนด้วยว่างานที่ทำเป็นสัญญาปีต่อปีนั้นเป็นงานตามปกติธุรกิจการค้าของนายจ้างหรือไม่ ? หากเป็นงานตามปกติธุรกิจการค้าของนายจ้าง แม้จะทำสัญญาทีละปีเมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลงก็ถือเป็นการเลิกจ้าง และแม้ว่าจะมีการแบ่งสัญญาออกเป็นช่วงๆสัญญานั้นก็จะถูกนับระยะเวลารวมกันตามพรบคุ้มครองแรงงานมาตรา 20 (มาตรา 20 การที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานติดต่อกันโดยนายจ้าง มีเจตนาที่จะไม่ให้ลูกจ้างนั้นมีสิทธิใดตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่า นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานในหน้าที่ใด และการจ้างแต่ละช่วงมี ระยะเวลาห่างกันเท่าใดก็ตาม ให้นับระยะเวลาการทำงานทุก ช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้น) พอแค่นี้แหละไม่อยากเขียนยาว สงสัยตรงไหนก็พิมถามไว้นะเดี๋ยวว่างๆจะมาตอบ