กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฎหมาย Archives - Page 42 of 42 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

” ด่าเมียด้วยคำหยาบคาย ไม่ให้เกียรติเป็นประจำ ” ถือเป็นเหตุให้เมียฟ้องหย่าได้ !!

หลายหลายคนอาจจะเข้าใจว่าเหตุฟ้องหย่านั้นจะต้องเกิดจากสามีหรือภรรยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปมีชู้จึงจะฟ้องหย่าได้แท้จริงแล้วไม่ใช่นะคะเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ประกอบไปด้วย 10 เหตุดังนี้ (1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ (2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง (ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง (ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ (ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ (3) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ (4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ (4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือนร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ (4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ (5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ (6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ (7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้...

กฎหมายลิขสิทธิ์จะคุ้มครองความคิดก็ต่อเมื่อ มีการแสดงออกของความคิดแล้วเท่านั้น

ในการคุ้มครองลิขสิทธิ์งาน หรือจะฟ้องลิขสิทธิ์จากใครก็จะต้องพิจารณาก่อนว่างานนั้นเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่ ซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ จะต้องประกอบไปด้วยสี่หลักเกณฑ์ก็คือ 1. มีการแสดงออกของความคิด 2. สร้างสรรงานด้วยตนเอง 3. เป็นงานที่ประเภทกฎหมายรับรองและ 4. เป็นงานที่ไม่ขัดกับกฎหมาย ตั้งแต่ให้คำปรึกษามาเห็นว่าเรื่องที่เป็นปัญหามากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการนำเอาไอเดียของเพื่อนไปทคนที่ออกไอเดียก็อยากจะฟ้อง เรื่องลิขสิทธิ์จึงเป็นที่น่าพิจารณาว่าเรื่องนี้สามารถฟ้องได้หรือไม่ อย่างไร ถ้าจะพูดตามหลักกฏหมาย กฏหมายลิขสิทธิ์ไม่คุ้มครองความคิด (idea) แต่คุ้มครองการแสดงออกซึ่งความคิด (expression od idea) ดังที่ปรากฏไว้ในมาตรา 6 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537 ที่วางหลักไว้ว่า …. “การคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่คุ้มถึงความคิด หรือขั้นตอนกรรมวิธี หรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงาน หรือแนวความคิด หลักการการค้นพบหรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ ซึ่งต่างจากหลักการของสิทธิบัตรที่คุ้มครองความคิดที่แสดงถึงขั้นตอนการผลิต** ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออกที่บอกว่ากฎหมายไม่คุ้มครองไอเดียแต่คุ้มครองไอเดียที่ถูกแสดงออกมาแล้ว จะยกตัวอย่างให้ฟัง นางสาวฟ้าใสคิดพลอตเรื่องละครเรื่องหนึ่งไว้ในหัวแต่ยังไม่ได้เขียนและไม่ได้ถ่ายทอดงานนั้นออกมา ในกรณีนี้ก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองทางลิขสิทธิ์ค่ะ แม้ต่อมาถ้ามีนางสาวฟ้าหม่นมาเขียนละครแบบเดียวกับที่นางสาวฟ้าใสคิดเอาไว้ ก็จะถือไม่ได้ว่านางสาวฟ้าหม่นละเมิดลิขสิทธิ์ของนางสาวฟ้าใสเพราะความคิดหรือไอเดียดังกล่าวยังไม่ได้ถ่ายทอดรายละเอียดของงานที่มีลักษณะเฉพาะแต่เป็นเพียงโครงเรื่องทั่วๆไป อ่านมาถึงตรงนี้อย่าคิดว่ากฎหมายไม่เป็นธรรมนะคะใครที่มีปัญหาแนวแนวนี้หรือกลัวจะมีปัญหาแนวแนวนี้วิธีทางออกก็คือคิดแล้วลงมือทำเลยหรือยังไม่ต้องแชร์ไอเดียฤหัสอยากจะแชร์ก็แชร์ด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาดังกล่าวค่ะ (อ้างอิงหนังสือ หลักกฏหมายลิขสิทธิ์ : ณัฐกฤตา ลีลาประเทือง)

หมั้นแล้วไม่แต่ง ผู้บ่าวมีสาวใหม่ ของหมั้นไม่ต้องคืน

วันนี้จะมาพูดถึงกรณี “การหมั้น” หลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่อมันแล้วของมันก็ตกเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายหญิง เพราะฝ่ายชายนำมาให้ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่ เพราะของหมั้นนั้นจะตกเป็นสิทธิแก่หญิงทันทีที่หมั้นกัน แต่ตกเป็นส่วนตัวของหญิงเมื่อแต่งงานแล้ว อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีการหมั้นกันแล้วการสมรสไม่ได้จึงเกิดขึ้นคำถามว่าต้องคืนของหมั้นเขาหรือไม่ เรื่องที่สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเด็นดังนี้ค่ะ กรณีที่ 1 : ชายคู่หมั้น บอกเลิกสัญญา ไม่ต่งไม่แต่งมันแล้ว เพราะมีเหตุทำให้ชายไม่สมควรสมรสกับหญิงนั้น เช่น หญิงมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม มีคนอื่นชายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้และให้หญิงคืนของหมั้นแก่ชาย มาตรา 1442 กรณีที่ 2 : หญิงคู่หมั้นเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาหมั้น ฃ เพราะชายคู่หมั้น ทำให้หญิงไม่สมควรสมรสกับชายนั้น หญิงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้โดยไม่ต้องคืนของหมั้นแก่ชาย มาตรา 1443 กรณีที่ 3 : ทั้งสองฝ่ายตกลงยกเลิกการหมั้น ในกรณีนี้ต้องคืนของหมั้น เว้นแต่ฝ่ายชายจะตกลงว่าไม่ต้องคืน กรณี 4: คู่หมั้นเสียชีวิต กรณีนี้ไม่ใช่ความผิดของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดฝ่ายหญิงไม่ต้องของหมั้น มาตรา 1441 ส่วนวิธีการคืนของหมั้นนั้น ก็แบ่งได้เป็นหลายกรณีทรัพย์สินให้ไว้เป็นการคืนของหมั้นมีวิธีการคืน ดังนี้ 1. ถ้าเป็นเงิน คืนเพียงส่วนที่เหลืออยู่ในขณะเรียกคืน แต่หากนำไปซื้อทรัพย์สินอื่น ต้องนำทรัพย์นั้นคืนให้ฝ่ายชาย เพราะเป็นการช่วงทรัพย์...