จากคำถามตามภาพ คลินิกกฎหมายแรงงาน ขอให้ความเห็นดังนี้
จากคำถามตามภาพ คลินิกกฎหมายแรงงาน ขอให้ความเห็นดังนี้
คำถามดีมีประเด็นวันนี้เป็นเรื่องของความอึดอัดใจที่ นายจ้างไม่ให้ค่าทำงานล่วงเวลาแต่ให้เป็นวันหยุดแทน ซึ่งมีคำถาม 2 ประเด็นคือ
เนื่องจากมีแฟนเพจคนหนึ่งของเราสอบถามว่าตนเองได้โพสต์ด่านายจ้างว่าบริหารงานไม่ดี มีเจตนาโกงลูกน้อง แต่ไม่ได้ระบุชื่อบริษัท ไม่ระบุชื่อนายจ้าง ไม่ได้เช็คอินบริษัทแต่อย่างใด มีพนักงานในบริษัทท่านอื่นเห็นก็ได้แคปข้อความดังกล่าวไปฟ้องฝ่ายบุคคล จึงได้มีการเรียกลูกจ้างไปตักเตือนว่าให้ลบข้อความดังกล่าวออก เพราะอาจทำให้เกิดความเสื่อมเสียให้แก่บริษัท เราไม่ลบได้หรือไม่และหากไม่ลบ บริษัทออกใบเตือนได้หรือเปล่า ใบเตือนนั้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่??
จากคราวก่อนที่บอกกันไว้ว่าสัญญาจ้างแบบมีกำหนดระยะเวลานั้นเมื่อ ครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาก็ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอีก และไม่ต้องจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้า
เนื่องจากในมาตรา 118 ได้ กำหนดข้อยกเว้นของการไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไว้ว่า… “การจ้างที่มีกําหนดระยะเวลาที่ไม่อยู่ในบังคับที่จะได้รับค่าชดเชยนั้น จะกระทําได้สําหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจ หรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้น และสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรืองานที่มีลักษณะเป็นครั้งคราวมีกําหนดการสิ้นสุด หรือความสําเร็จของงานหรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาล และได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี โดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทําสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง” เช่นนี้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
ผิดก็ต้องเตือน!! แต่เตือนแล้วไม่ยอมเซ็นรับหนังสือเตือนจะทำอย่างไรได้บ้าง แล้วผลทางกฎหมายจะเป็นเช่นไร เลิกจ้างได้อยู่หรือเปล่า ไม่ต้องหนักใจไปมาฟังทางนี้
ต้องยอมรับว่าในช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงปีนี้ ตั้งแต่มีโรคระบาด อัตราความเครียดในการดำรงชีวิตก็สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความวิตกกังวลในการทำงาน ภาระทางครอบครัว หรือเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้หลายคนตกอยู่ในภาวะเครียด ซึมเศร้า และวิตกกังวลจนพัฒนาไปสู่โรคภัย ที่ต้องได้รับการรักษา เช่นเดียวกันกับโรคอื่นๆ ทางกาย
ขอวางหลักประกันอื่นแทนเงิน ในกรณีนายจ้างฟ้องเพื่อเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานตรวจแรงงาน นายจ้างต้องวางเงินเท่าจำนวนที่เจ้าพนักงานตรวจแรงงานสั่งต่อศาล จึงเกิดคำถามว่า หากนายจ้างไม่มีเงิน นายจ้างสามารถวางหลักประกันอื่นทดแทนได้หรือไม่ เช่น หนังสือค้ำประกันจากธนาคาร หรือเช็ค หรือทรัพย์สินอื่นๆ
เศรษฐกิจในช่วงนี้ เป็นอย่างที่ทุกท่านทราบดี ทั้งนายจ้างและลูกจ้างเองต้องปรับตัวให้ได้ ส่วนนายจ้างเองนั้นเมื่อมีการปรับตัวก็มักมีการออกกฎระเบียบใหม่ๆออกมา ไม่ว่าจะเป็นเชิงขอความร่วมมือหรือบังคับ ที่ทำให้มีคำถามเข้ามามากมายใน inbox ว่ากฎระเบียบนั้นๆบังคับใช้ได้หรือไม่ เช่น
เนื่องจากการให้ข้อมูลของบุคคลอื่นแต่ละครั้งมีความสำคัญเป็นอย่างมาก จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนให้ข้อมูล เช่น เราไม่ทราบแน่ชัดว่าคนที่โทรมาเพื่อสอบถามนั้นเป็นใครกันแน่ และจะนำข้อมูลดังกล่าวของลูกจ้างไปทำอะไร