กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

” ด่าเมียด้วยคำหยาบคาย ไม่ให้เกียรติเป็นประจำ ” ถือเป็นเหตุให้เมียฟ้องหย่าได้ !!

หลายหลายคนอาจจะเข้าใจว่าเหตุฟ้องหย่านั้นจะต้องเกิดจากสามีหรือภรรยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปมีชู้จึงจะฟ้องหย่าได้แท้จริงแล้วไม่ใช่นะคะเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ประกอบไปด้วย 10 เหตุดังนี้ (1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ (2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง (ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง (ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ (ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ (3) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ (4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ (4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือนร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ (4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ (5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ (6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ (7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้...

กฎหมายลิขสิทธิ์จะคุ้มครองความคิดก็ต่อเมื่อ มีการแสดงออกของความคิดแล้วเท่านั้น

ในการคุ้มครองลิขสิทธิ์งาน หรือจะฟ้องลิขสิทธิ์จากใครก็จะต้องพิจารณาก่อนว่างานนั้นเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่ ซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ จะต้องประกอบไปด้วยสี่หลักเกณฑ์ก็คือ 1. มีการแสดงออกของความคิด 2. สร้างสรรงานด้วยตนเอง 3. เป็นงานที่ประเภทกฎหมายรับรองและ 4. เป็นงานที่ไม่ขัดกับกฎหมาย ตั้งแต่ให้คำปรึกษามาเห็นว่าเรื่องที่เป็นปัญหามากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการนำเอาไอเดียของเพื่อนไปทคนที่ออกไอเดียก็อยากจะฟ้อง เรื่องลิขสิทธิ์จึงเป็นที่น่าพิจารณาว่าเรื่องนี้สามารถฟ้องได้หรือไม่ อย่างไร ถ้าจะพูดตามหลักกฏหมาย กฏหมายลิขสิทธิ์ไม่คุ้มครองความคิด (idea) แต่คุ้มครองการแสดงออกซึ่งความคิด (expression od idea) ดังที่ปรากฏไว้ในมาตรา 6 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537 ที่วางหลักไว้ว่า …. “การคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่คุ้มถึงความคิด หรือขั้นตอนกรรมวิธี หรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงาน หรือแนวความคิด หลักการการค้นพบหรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ ซึ่งต่างจากหลักการของสิทธิบัตรที่คุ้มครองความคิดที่แสดงถึงขั้นตอนการผลิต** ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออกที่บอกว่ากฎหมายไม่คุ้มครองไอเดียแต่คุ้มครองไอเดียที่ถูกแสดงออกมาแล้ว จะยกตัวอย่างให้ฟัง นางสาวฟ้าใสคิดพลอตเรื่องละครเรื่องหนึ่งไว้ในหัวแต่ยังไม่ได้เขียนและไม่ได้ถ่ายทอดงานนั้นออกมา ในกรณีนี้ก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองทางลิขสิทธิ์ค่ะ แม้ต่อมาถ้ามีนางสาวฟ้าหม่นมาเขียนละครแบบเดียวกับที่นางสาวฟ้าใสคิดเอาไว้ ก็จะถือไม่ได้ว่านางสาวฟ้าหม่นละเมิดลิขสิทธิ์ของนางสาวฟ้าใสเพราะความคิดหรือไอเดียดังกล่าวยังไม่ได้ถ่ายทอดรายละเอียดของงานที่มีลักษณะเฉพาะแต่เป็นเพียงโครงเรื่องทั่วๆไป อ่านมาถึงตรงนี้อย่าคิดว่ากฎหมายไม่เป็นธรรมนะคะใครที่มีปัญหาแนวแนวนี้หรือกลัวจะมีปัญหาแนวแนวนี้วิธีทางออกก็คือคิดแล้วลงมือทำเลยหรือยังไม่ต้องแชร์ไอเดียฤหัสอยากจะแชร์ก็แชร์ด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาดังกล่าวค่ะ (อ้างอิงหนังสือ หลักกฏหมายลิขสิทธิ์ : ณัฐกฤตา ลีลาประเทือง)

หมั้นแล้วไม่แต่ง ผู้บ่าวมีสาวใหม่ ของหมั้นไม่ต้องคืน

วันนี้จะมาพูดถึงกรณี “การหมั้น” หลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่อมันแล้วของมันก็ตกเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายหญิง เพราะฝ่ายชายนำมาให้ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่ เพราะของหมั้นนั้นจะตกเป็นสิทธิแก่หญิงทันทีที่หมั้นกัน แต่ตกเป็นส่วนตัวของหญิงเมื่อแต่งงานแล้ว อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีการหมั้นกันแล้วการสมรสไม่ได้จึงเกิดขึ้นคำถามว่าต้องคืนของหมั้นเขาหรือไม่ เรื่องที่สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเด็นดังนี้ค่ะ กรณีที่ 1 : ชายคู่หมั้น บอกเลิกสัญญา ไม่ต่งไม่แต่งมันแล้ว เพราะมีเหตุทำให้ชายไม่สมควรสมรสกับหญิงนั้น เช่น หญิงมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม มีคนอื่นชายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้และให้หญิงคืนของหมั้นแก่ชาย มาตรา 1442 กรณีที่ 2 : หญิงคู่หมั้นเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาหมั้น ฃ เพราะชายคู่หมั้น ทำให้หญิงไม่สมควรสมรสกับชายนั้น หญิงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้โดยไม่ต้องคืนของหมั้นแก่ชาย มาตรา 1443 กรณีที่ 3 : ทั้งสองฝ่ายตกลงยกเลิกการหมั้น ในกรณีนี้ต้องคืนของหมั้น เว้นแต่ฝ่ายชายจะตกลงว่าไม่ต้องคืน กรณี 4: คู่หมั้นเสียชีวิต กรณีนี้ไม่ใช่ความผิดของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดฝ่ายหญิงไม่ต้องของหมั้น มาตรา 1441 ส่วนวิธีการคืนของหมั้นนั้น ก็แบ่งได้เป็นหลายกรณีทรัพย์สินให้ไว้เป็นการคืนของหมั้นมีวิธีการคืน ดังนี้ 1. ถ้าเป็นเงิน คืนเพียงส่วนที่เหลืออยู่ในขณะเรียกคืน แต่หากนำไปซื้อทรัพย์สินอื่น ต้องนำทรัพย์นั้นคืนให้ฝ่ายชาย เพราะเป็นการช่วงทรัพย์...

โอนย้ายพนักงาน ” จากบริษัทหนึ่งไปอีกบริษัทหนึ่ง ” ต้องจ่ายค่าชดเชยไหม บริหารอยาางไรดี ?

การโอนย้ายพนักงานจากบริษัทหนึ่งไปอีกบริษัทหนึ่ง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนายจ้าง ที่การไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง หากลูกจ้างให้ความยินยอมแล้ว สิทธิต่าง ๆ ที่ลูกจ้างมีอยู่กับนายจ้างเดิม จะยังคงมีสิทธิต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การนับอายุงาน เงินเดือน สิทธิประโยชน์สวัสดิการ โดยนายจ้างใหม่จะต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้น ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.13 ดังนั้น คำถามที่ว่า หากลูกจ้างไม่ยินยอม จะถือว่าเป็นการเลิกจ้าง ที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ คลินิกกฎหมายแรงงานจึงมีความเห็น ดังนี้ หากลูกจ้างไม่ยินยอม ย่อมถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้าง ที่นายจ้าง ต้องจ่ายชดเชยให้กับลูกจ้าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3002/2561 การที่นายจ้างโอนย้ายลูกจ้างไปทำงานกับบริษัทในเครือ แม้กรรมการเป็นคนเดียวกัน ก็ถือเป็นคนละนิติบุคคลแยกต่างหาก ถือเป็นการโอนสิทธิความเป็นนายจ้างตามป.พ.พ. ม.577 วรรค 1 เมื่อลูกจ้างไม่ยินยอม จึงไม่อาจโอนย้ายได้ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ต้องจ่ายค่าเสียหายและค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง สำหรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงนายจ้าง ควรบริหารอย่างไรนั้น นายจ้างควรพูดคุยทำความเข้าใจกับลูกจ้างถึงสาเหตุที่ต้องมีการโอนย้ายพนักงานว่ามีความจำเป็นอย่างไร หากลูกจ้างยินยอมสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของลูกจ้างไม่เสียไป ไม่ว่าจะเป็น ตำแหน่ง เงินเดือน สวัสดิการ ต้องไม่ต่ำกว่าเดิม อายุงานนับต่อเนื่อง ดังนี้...

นายจ้างประเมินผลการทำงาน แต่เราไม่เห็นด้วยต้องเขียนความเห็นแย้งไว้

เรื่องการประเมินผลงานนั้น เป็นหลักเกณฑ์ที่นายจ้างจะนำมาใช้เพื่อการคัดสรรพนักงานไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การตกลงจ้างต่อเป็นพนักงานประจำ หรือใช้ในการพิจารณา ปรับระดับ เลื่อนขั้น เลื่อนเงินเดือน หรือจ่ายเงินโบนัส ส่วนใหญ่แล้วหลักเกณฑ์ในการประเมินจะเป็นไปตามมาตรฐาน ระดับตำแหน่ง หากปรากฏว่านายจ้างประเมินผลงานไม่ถูกต้อง เป็นไปในลักษณะกลั่นแกล้ง ไม่ตรงตามความจริงและไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างนั้น ลูกจ้างต้องทำอย่างไร ? ในเรื่องดังกล่าวนั้น ลูกจ้างสามารถทำความเห็นแย้งได้ เพราะหากเวลาล่วงเลยไป ลูกจ้างจะมาโต้แย้งคัดค้านภายหลังไม่ได้ เช่น นายจ้างประเมินผลการทำงานลูกจ้างโดยมีคะแนนค่อนข้างน้อย ซึ่งในการปฏิบัติงานนั้น ลูกจ้างตั้งใจทำงาน ไม่ขาดงาน ไม่เคยทำงานสายและในรอบปีใช้สิทธิวันลาน้อย หากประเมินผลงานแล้วลูกจ้างควรที่จะมีสิทธิได้รับเงินโบนัส หรือมีสิทธิในการเลื่อนเงินเดือน ดังนี้ เมื่อลูกจ้างทราบผลการประเมินแล้ว แต่ลูกจ้างก็ไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านหรือสอบถามว่าเหตุใดคะแนนการประเมินจึงได้คะแนนน้อย จนผ่านการพิจารณาจ่ายเงินโบนัสหรือผ่านการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนไปแล้ว กรณีเช่นนี้ ถือว่าลูกจ้างได้ยอมรับผลการประเมินแล้ว จะมาโต้แย้งคัดในภายหลังไม่ได้เพราะเวลาได้ล่วงเลยที่จะโต้แย้งไปแล้ว ดังนั้น หากลูกจ้างเห็นว่าการประเมินผลการทำงานไม่ถูกต้อง เป็นไปในลักษณะกลั่นแกล้ง หรือไม่เป็นธรรม ควรโต้แย้ง คัดค้าน ทันทีที่ทราบผลการประเมิน โดยการโต้แย้งคัดค้านนั้นอาจจะทำเป็นหนังสือ ส่งอีเมล์ ทั้งนี้ เพื่อจะมีหลักฐานหากต้องมีการฟ้องร้องคดีต่อศาล เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 13010/2558 ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานประชุมปรึกษากันแล้วเห็นว่า ลูกจ้างลางาน มาสายบ่อย หัวหน้างานจึงประเมินให้อยู่ในระดับดีพอใช้ ลูกจ้างทราบผลการประเมินแล้วไม่ได้โต้แย้ง คัดค้าน ต่อมา นายจ้างได้นำผลการประเมินมาใช้เป็นเกณฑ์ในการจ่ายโบนัสโดยปรับลดโบนัสลง...

นายจ้างไม่อนุมัติให้ลากิจ จะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่?

การลากิจ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.34 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลากิจธุระจำเป็นได้ 3 วัน โดยนายจ้างต้องจ่ายเงินค่าจ้างในวันลากิจปีหนึ่งไม่เกิน 3 วัน ทั้งนี้ ตาม.57/1 1.หากนายจ้างไม่อนุมัติให้ลากิจ จะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่? การที่นายจ้างไม่อนุมัติให้ลากิจ นายจ้างไม่มีความผิดตามกฎหมายแต่จะมีความผิดเฉพาะกรณีที่ลูกจ้างลากิจแล้วนายจ้างไม่จ่ายเงินค่าจ้างระหว่างลา เท่านั้น ม.144 (1) ซึ่งตามกฎหมายลูกจ้างมีสิทธิยื่นขอลากิจได้ (ลากิจ คือ กิจธุระที่ลูกจ้างต้องดำเนินการเอง เช่น ทำบัตรประชาชน ทำใบขับขี่ ที่ลูกจ้างไม่สามารถมอบหมายให้คนอื่นไปดำเนินการแทนได้) แต่อำนาจในการอนุมัติ เป็นอำนาจของนายจ้าง ซึ่งระเบียบ ขั้นตอน การอนุมัติ เป็นอย่างไร ก็ต้องบังคับไปตามระเบียบ ข้อบังคับของแต่ละบริษัทนั้น ๆ หากลูกจ้างมีเหตุลากิจ ตามหลักเกณฑ์ของบริษัทกำหนด เช่น ระเบียบกำหนดว่า “ลูกจ้างมีสิทธิลากิจธุระอันจำเป็นได้ในกรณีต่อไปนี้ 1.ลากิจธุระเพื่อไปจัดทำบัตรประชาชน 2.ลากิจธุระเพื่อไปจัดทำใบอนุญาตขับขี่รถยนต์/รถจักรยานยนต์ ฯลฯ” ก็มีสิทธิลาได้ นายจ้างจะไม่อนุมัติไม่ได้ 2.หากลูกจ้างมีสิทธิลากิจตามระเบียบ ข้อบังคับ แล้วลูกจ้างมีสิทธิทำอย่างไรได้บ้าง? ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำฟ้องคดีต่อศาลแรงงานเพื่อให้นายจ้างอนุมัติตามระเบีบบฯ หรือ ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อมีคำสั่งให้นายจ้างปฏิบัติให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

ใบเตือนออกย้อนหลังได้หรือไม่

ใบเตือนออกย้อนหลังได้หรือไม่ จะมาเกรงใจ เหตุการณ์ผ่านไปเป็นปี พอหมดลูกเกรงใจ ไม่รักกันแล้ว จะมาออกย้อนหลังไม่ได้ เพราะหากลูกจ้างได้กระทำผิดจริง นายจ้างจะต้องออกใบเตือนหรือลงโทษทันทีที่ทราบเรื่อง มิฉะนั้นจะถือว่า นายจ้างไม่ติดใจที่จะเอาผิดลูกจ้าง จะมาออกใบเตือนหรือทำการลงโทษย้อนหลังไม่ได้ เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 379/2551 ลูกจ้างเป็นพนักงานขับรถของนายจ้างไปเกิดอุบัติเหตุ นายจ้างปล่อยให้ลูกจ้างยังคงทำงานต่อเป็นเวลานาน 1 ปี เศษโดยไม่ได้ลงโทษ ส่วนค่าเสียหายให้กองบัญชีตั้งบัญชีลูกหนี้ไว้ ถือได้ว่า นายจ้างไม่ได้ติดใจลงโทษลูกจ้างอีก นายจ้างไม่อาจยกเอาเหตุดังกล่าวมาลงโทษลูกจ้างได้อีก (ฎ.379/2551) ส่วนหลักเกณฑ์ในการพิจารณาของศาลในประเด็นที่ว่า นายจ้างไม่ติดใจลงโทษหรือออกใบเตือน 1. ต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายจ้างรู้เหตุอันเป็นความผิดนั้นแล้ว 2. นายจ้างมีพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าไม่ติดใจจะลงโทษหรือออกใบเตือนหรือไม่ เช่น เมื่อปี 2547 ลูกจ้างมีหน้าที่เก็บเงินจากลูกค้าปล่อยปละละเลยไม่เรียกเก็บหนี้ ทำใบแจ้งหนี้สูญหายเป็นจำนวนมาก นายจ้างจึงเปลี่ยนตำแหน่งโดยให้ลูกจ้างไปทำงานตำแหน่งใหม่ เมื่อลูกจ้างถูกย้ายตำแหน่งมานานถึง 3 ปี ย่อมถือได้ว่า นายจ้างไม่ติดใจที่ลงโทษหรือออกใบเตือนลูกจ้างอันเกี่ยวกับความผิดนั้นแล้ว

ลูกจ้างรายวัน “ลาป่วย ” นายจ้างหักค่าจ้างไม่ได้ !!!

นายไม่ทราบโปรดทราบ ลูกจ้างรายวันลาป่วย นายจ้างหักเงินค่าจ้างในวันลาป่วยไม่ได้ เพราะการลาป่วย ลูกจ้างทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างรายเดือน มีสิทธิลาป่วยได้ เท่าที่ป่วยจริง ซึ่งลูกจ้างรายวัน นายจ้างจะมีสิทธิไม่จ่ายค่าจ้าง เฉพาะวันหยุดประจำสัปดาห์เท่านั้น ทั้งนี้ ตาม ม. 56(1) หากกล่าวถึงการลาป่วย พนักงานจะลาป่วยกี่วันก็ได้ ตามที่ป่วยจริง แต่จะมีสิทธิได้รับเงินระหว่างลาป่วยได้ปีหนึ่งไม่เกิน 30 วัน เท่านั้น ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม .57 ดังนั้นกับคำถามที่ว่า ลูกจ้างรายวันลาป่วย นายจ้างหักเงินได้หรือไม่? คำตอบคือ……หักเงินค่าจ้างในวันลาป่วยไม่ได้ เพราะการลาป่วย ลูกจ้างทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างรายเดือน มีสิทธิลาป่วยได้ เท่าที่ป่วยจริง ซึ่งลูกจ้างรายวัน นายจ้างจะมีสิทธิไม่จ่ายค่าจ้าง เฉพาะวันหยุดประจำสัปดาห์เท่านั้น ทั้งนี้ ตาม ม. 56(1) 2.หากนายจ้างหักเงินค่าจ้างในวันลาป่วย นายจ้างมีความผิดตาม ม.146 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท 3.ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือยื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน เพื่อบังคับให้นายจ้างจ่ายคืนเงินค่าจ้างสำหรับวันลาป่วยได้...

ลูกจ้างยื่นเอกสารต่อสรรพากรผิด คิดค่าปรับแล้วหักจากเงินเดือนได้ไหม ?

ลูกจ้างยื่นเอกสารต่อสรรพากรผิดคิดค่าปรับแล้วหักจากเงินเดือนได้ไหม?? ​​ ​​เรื่องการหักเงินค่าจ้างนั้น ตามกฎหมายแล้วนายจ้างไม่สามารถหักได้ เว้นแต่เป็นการหักที่กฎหมายบัญญัติยกเว้นไว้ ในกรณีที่ลูกจ้างทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายที่นายจ้างสามารถหักค่าจ้างเพื่อชดใช้ค่าเสียหายได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่ ​​- ลูกจ้างกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ​​- และลูกจ้างยินยอมให้หักเงินค่าจ้างเพื่อชดใช้ค่าเสียหายนั้น ​​1. กับคำถามที่ว่า ลูกจ้างยื่นแบบเสียภาษีต่อสรรพากรผิด ทำให้นายจ้างต้องเสียเบี้ยปรับ นายจ้างจึงมาหักเงินเดือนของลูกจ้างแทน สามารถทำได้หรือไม่ ?​ ​​คำถามนี้ ผู้เขียนเห็นว่า หากลูกจ้างทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ที่มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชี รวบรวมเอกสารต่าง ๆ ตลอดจนยื่นแบบเสียภาษี ซึ่งความรู้เฉพาะตำแหน่งจะต้องมีความรู้ด้านภาษีอากร หากรวบรวมเอกสารหรือยื่นแบบเสียภาษีของนายจ้างไม่ถูกต้อง จนเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายจนต้องเสียเบี้ยปรับ ถือว่าลูกจ้างได้กระทำการบกพร่องต่อหน้าที่ อันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ที่นายจ้างสามารถหักเงินเดือนได้หากลูกจ้างให้ความยินยอมโดยทำเป็นหนังสือ แต่ถ้าลูกจ้างไม่ยินยอมนายจ้างก็ไม่สามารถหักได้ ​​2. หากลูกจ้างกระทำการให้นายจ้างได้รับความเสียหาย นายจ้างมีมาตรการใดได้บ้าง? ​​นายจ้างอาจหักเงินประเภทอื่น ๆ ได้ เช่น เงินโบนัส เงินปันผล เบี้ยขยัน กฎหมายที่เกี่ยวข้อง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ (1) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่ายหรือชำระ...

นายจ้างบอกเลิกจ้างด้วยวาจาพูดง่ายง่ายก็คือไล่ออกนั่นแหละ อีกวันนึงบอกว่าให้กลับมาทำงานแบบนี้จะได้ค่าชดเชยไหมคะ

อยู่อยู่จะก็รักรักมาบอกมาทำให้ชื่นใจ อยู่อยู่จะร้ายก็ร้ายก็เลยไม่แน่ใจ ~ กับคำถามวันนี้มันทำให้นึกถึงเพลงนี้เลยอ่ะ (ว่าไปเพลงก็บ่งบอกอายุเหมือนกันนะ) กับคำถามงงงวยของวันนี้ว่าด้วย “นายจ้างบอกเลิกจ้างด้วยวาจาพูดง่ายง่ายก็คือไล่ออกนั่นแหละอีกวันนึงบอกว่าให้กลับมาทำงานแบบนี้จะได้ค่าชดเชยไหมคะพี่ทนาย?” การเลิกจ้างหรือการลาออก เป็นการสิ้นสุดสัญญาจ้าง ที่หากเป็นสัญญาจ้างที่ไม่กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ นายจ้างหรือลูกจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนหรือในวันจ่ายค่าจ้างให้อีกฝ่ายทราบเพื่อให้ผลเป็นการเลิกจ้างเมื่อครบกำหนดการจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป ทั้งนี้ ตาม ม.17 ซึ่งการเลิกจ้างนั้นนายจ้างสามารถแจ้งด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5933/2550 ) และเมื่อได้มีการแสดงเจตนาเลิกจ้างหรือลาออกแล้ว จะถอนการแสดงเจตนานั้นไม่ได้ ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. ม.386 วรรค 2 ดังนั้น สำหรับคำถามที่ว่า นายจ้างเลิกจ้างด้วยวาจา ต่อมาเปลี่ยนใจบอกให้กลับมาทำงาน แบบนี้ลูกจ้างมีสิทธิได้ค่าชดเชยหรือไม่ ผู้เขียนเห็นว่า เมื่อนายจ้างได้แสดงเจตนาในการบอกเลิกจ้าง โดยลูกจ้างก็ได้รับทราบเจตนาในการเลิกจ้าง การเลิกจ้างย่อมมีผลแล้วนับแต่วันทราบเจตนา ดังนั้น นายจ้างจะเปลี่ยนใจให้กลับมาทำงาน อันเป็นการถอนการแสดงเจตนาไม่ได้ ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. ม.386 ซึ่งหากลูกจ้างไม่ยินยอมให้นายจ้างยกเลิกเพิกถอนการแสดงเจตนา นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้าง ​​คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6525/2544 วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานว่า สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง เมื่อนายจ้างซึ่งเป็นคู่สัญญาแสดงเจตนาเลิกสัญญาแก่ลูกจ้างโดยการเลิกจ้างแล้ว สัญญาจ้างแรงงานย่อมสิ้นสุดลงทันที และ การแสดงเจตนาเลิกสัญญาหาอาจถอนได้ไม่ ​​ข้อสังเกต ​​การลาออก หรือ...