กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

ออกจากงานมาแล้ว แต่นายจ้างยังไม่จ่ายเงิน ทำยังไงดี ?

ออกจากงานมาแล้ว แต่นายจ้างยังไม่จ่ายเงิน ทำยังไงดี ?   อันนี้เป็นคำถามที่มีมาช้านานตั้งแต่รุ่นเปิดเพจแรกๆมาจนถึงทุกวันนี้ ถามกันเข้ามาทุกวัน ซึ่งเรื่องนี้ก็โพสอยู่บ่อยๆ เลยไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเราสรุปยาวไป จนไม่น่าอ่าน หรือเปล่า วันนี้เลยจะมาสรุปสั้นมากๆ ว่า หากออกจากงานมาแล้ว แต่นายจ้างยังไม่จ่ายเงิน ทำยังไงดี   คำตอบ คือ หากไม่จ่ายลูกจ้างก็เลือกได้ว่าจะร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ที่กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานในเขตพื้นที่ หรือ ฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจ ศาลที่มีเขตอำนาจ คือที่ไหนคือสถานที่แรงงานตั้งอยู่ ตั้งอยู่ไหนไปไหนคะพี่ ตามตารางเลยน้อง ส่วนคำถามที่ว่าแล้วทั้งสองที่ต่างกันยังไง ….เสริชค่ะ เสริชว่า ความแตกต่าง กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ศาลแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน เคยเขียนไว้แล้ว หรือลองเลื่อนดู เร็วกว่ารอพี่นั่งตอบรายคนแน่นอน   แต่ถ้ามีคำถามค้างคาใจ ไม่อยากรอ อยากปรึกษาส่วนตัวโอนเลย รีบตอบแน่นอน

ถูกกดดันให้เขียนใบลาออก สามารถฟ้องเรียกค่าชดเชยได้

ถูกกดดันให้เขียนใบลาออก สามารถฟ้องเรียกค่าชดเชยได้   โดยปกติแล้วหากลูกจ้างเขียนใบลาออก ลูกจ้างไม่สามารถเรียกร้องอะไร ?   แต่ประเด็นคือบางบริษัทกดดันให้ลูกจ้างออกและให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกด้วยลายมือ หวังว่าเมื่อไปศาลจะมาบอกศาลได้ว่า เนี่ยลูกจ้างลาออกเอง ลายมือเค้าเอง ดูสิๆๆ แบบนี้ให้ระวังนะ เพราะถ้าในทางการนำสืบได้ความว่า นายจ้างใช้อำนาจ กดดันต่างๆ นานาให้ลูกจ้างออก โดยที่การลาออกไม่ได้เกิดจากความสมัครใจที่จะเขียนใบลาออก ถือว่าเป็นการที่นายจ้าง “เลิกจ้าง” ซึ่งถ้าเป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รบเงินค่าชดเชยตามอายุการทำงาน ตามที่กำหนดในมาตรา 118 พรบ คุ้มครองงาน (ไม่ต้องมาถามนะ ว่าทำงานกี่ปี ได้เท่าไหร่ เขียนหลายแล้วแล้ว หรือง่ายกว่านั้น search google ค่ะ ไวกว่า และคนตอบไม่หงุดหงิดด้วย ) อ้อ นอกจากนี้ศาลอาจสั่งให้นายจ้างต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้อีก เทียบเคียงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2548  

ลงลายมือชื่อจะไม่เรียกร้องสิทธิประโยชน์ใดๆ จากนายจ้าง อาจทำให้หมดสิทธินำคดีมาฟ้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ลงลายมือชื่อจะไม่เรียกร้องสิทธิประโยชน์ใดๆ จากนายจ้างอาจทำให้หมดสิทธินำคดีมาฟ้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม   ในกรณีนี้หลายคนอาจอ่านเจอฎีกามาในสองแบบ สองลักษณะ อย่างแรกคือแบบที่ แม้ลงชื่อสละสิทธิก็ยังฟ้องได้ อ่ะ แบบนั้นก็ไม่ผิด เพราะต้องดูพฤติการณ์ในแต่ละคดี การนำสืบให้ศาลเห็นด้วย โดยแบบที่ ล็อคคอเซนไม่ให้เวลาทบทวนตัดสินใจ แม้มีลายเซ็นว่าลูกจ้างไม่ติดใจเรียกร้อง ลูกจ้างก็ยังฟ้องได้ ก็มีในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10265/2558   แต่แบบที่ฟ้องไม่ได้ก็มี เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1977/2557 ที่นำสืบได้ไปในแนวทางที่ว่า หลังเลิกจ้าง ลูกจ้างได้รับค่าชดเชย ค่าตกใจ โดยในวันมารับค่าชดเชยค่าตกใจ ลูกจ้างได้บันทึกข้อตกลงสละสิทธิซึ่งเกิดขึ้นหลังจาก ออกจากงานพ้นการเป็นลูกจ้างของจำเลยแล้ว ลูกจ้างมีอิสระแก่ตนพ้นพันธะกรณีและไม่อยู่ใต้อำนาจบังคับ บัญชาของนายจ้างโดยสิ้นเชิง การสละสิทธิเรียกร้องในเงินดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่เป็นโมฆะ ดังนั้นเมื่อลงลายมือชื่อไปแล้วว่าสละสิทธิจึงมาฟ้องอีกไม่ได้  

ล็อคคอเซนไม่ให้เวลาทบทวนตัดสินใจ แม้มีลายเซ็นว่าลูกจ้างไม่ติดใจเรียกร้อง ลูกจ้างก็ยังฟ้องได้

ล็อคคอเซนไม่ให้เวลาทบทวนตัดสินใจ แม้มีลายเซ็นว่าลูกจ้างไม่ติดใจเรียกร้อง ลูกจ้างก็ยังฟ้องได้ นายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้ำงกับพวกโดยเรียกเข้าไปรับเช็คค่าชดเชยและเงินอื่นๆ เป็น ชุดๆ พร้อมจัดเตรียมเอกสารมีข้อความว่าลูกจ้างไม่ติดใจเรียกค่ำเสียหายใดๆ อีก ทั้งหมดใช้เวลาดำเนินการชุดละเพียง 20 นาทีพฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าลูกจ้างไม่สามารถใช้วิจารณาญาณตัดสินใจ ในการลงลายมือชื่อในช่วงเวลาอันสั้นได้อย่างถูกต้อง ข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหหายใดๆ จึงไม่สามารถมีผลใช้บังคับได้ลูกจ้างจึงฟ้องค่ำเสียหายาจาการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ ใครอยากอ่านฎีกาเต็มไปได้ที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10265/2558  

ก่อนจะนำค่าจ้างมาคำนวนค่าชดเชย ต้องทราบก่อนว่า “ค่าจ้าง” หมายความว่าอะไร ?

ก่อนจะนำค่าจ้างมาคำนวนค่าชดเชย ต้องทราบก่อนว่า ค่าจ้าง หมายความว่าอะไร ? วันนี้ทนายแบงค์มาช่วยสรุปค่ะ 1. เป็นเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตาม สัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุด และวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่มีสิทธิ์ได้รับตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2. ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 3. ถ้า ไม่มีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในท้องที่ใดให้ถือว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ พื้นฐานเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของท้องที่นั้น (อัตรค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน หมายถึง อัตราค่าจ้างที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดเพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดอัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำ) #ลูกจ้างประจำ #ลูกจ้างรายวัน #เงินเดือน #เลิกจ้าง #วิทยากรPDPA #Professional #หนังสือPDPA #บริษัท #นายจ้าง #วางระบบpdpa #กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล #ค่าชดเชย #วิทยากรอารมณ์ดี #ที่ปรึกษากฎหมาย #ลูกน้อง #ลูกจ้าง #เจ้านาย #กฎหมายแรงงาน #Onlinetraining #ไล่ออก

เงินจูงใจเป็นสวัสดิการที่ ไม่นำรวมเป็นฐานเงินเดือน ในการคำนวณค่าชดเชยได้หรือไม่ ?

เงินจูงใจเป็นสวัสดิการที่ไม่นำรวมเป็นฐานเงินเดือนในการคำนวณค่าชดเชยได้หรือไม่ ? เรื่องมีอยู่ว่า นายจ้างรายหนึ่งได้กำหนดเงินประเภท “เงินจูงใจ” ให้แก่ลูกจ้างที่มีความตั้งใจ ขยัน และมีความกะตือรือร้นในการปฏิบัติงาน โดยมีเงื่อนไขว่านายจ้างจะจ่ายเงินจูงใจตามเงื่อนไขดังนี้ – หากลูกจ้างไม่ลางาน/ไม่ขาดงาน ยกเว้นลาพักผ่อน – หากลูกจ้างลางาน/ขาดงาน ยกเว้นลาพักผ่อน จำนวนเงินจูงใจจะถูกหักออกตามจำนวนวันที่ขาดงาน/ลางานจริง โดยให้เอา 30 วันเป็นตัวหาร – หากลูกจ้างถูกลงโทษทางวินัยจะไม่ได้รับเงินจูงใจ – ลูกจ้างจะได้รับเงินจูงใจเมื่อผ่านทดลองงานแล้ว (120 วัน) – นายจ้างมีสิทธิเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือยกเลิกเงินจูงใจได้ตามความเหมาะสม เป็นกรณีไป ค่าชดเชยคำนวณจากค่าจ้างที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเป็นเกณฑ์ โดยค่าจ้าง หมายถึง เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติ และรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขการจ่ายเงินจูงใจดังกล่าวแล้วพบว่า นายจ้างตั้งเงื่อนไขการจ่ายเงินจูงใจให้แก่ลูกจ้างที่มีความตั้งใจ ขยัน และมีความกะตือรือร้นในการปฏิบัติงาน ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดเท่านั้น รวมถึงเงินจูงใจที่นายจ้างจะจ่ายให้แก่ลูกจ้างนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของลูกจ้างเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ถือว่า “เงินจูงใจ” เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน จึงไม่ถือว่าเป็นค่าจ้าง และไม่ต้องนำเงินจูงใจมารวมเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชย ในช่วงหลังๆ มานี้พบว่า นายจ้างมีการออกแบบรูปแบบการจ่ายเงินเพิ่มเติมที่หลากหลายให้แก่ลูกจ้าง ก่อให้เกิดความสับสนว่าจะนำเงินจำนวนใดบ้างมาคำนวณค่าชดเชยบ้าง ทางเพจขอบอกไว้เลยว่า แม้แต่ละบริษัทจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป แต่หลักเกณฑ์การพิจารณายังคงเหมือนเดิม คือ เงินที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างดังกล่าวนั้น เป็นเงินที่จ่ายเพื่อเพื่อตอบแทนการทำงาน หรือเป็นเงินที่จ่ายเพื่อวัตถุประสงค์อื่น...

เล่นแชร์แล้วโดนลูกแชร์โกง หนีหนี้ไม่ยอมส่งเงิน แถมท้าวแชร์ยังหนีไปอีก เราจะฟ้องเรียกเงินคืนได้ไหม ?

เล่นแชร์แล้วโดนลูกแชร์โกง หนีหนี้ไม่ยอมส่งเงิน แถมท้าวแชร์ยังหนีไปอีก เราจะฟ้องเรียกเงินคืนได้ไหม???   ปัญหาเรื่องแชร์นี่เจอทุกยุคทุกสมัยจริงๆค่ะ ตอนแรกเริ่มเล่นก็ตกลงกันอย่างดี แต่กลายเป็นว่าหนีกันไปหมดทั้งลูกแชร์และท้าวแชร์ คนโดนโกงแบบเราจะทำยังไงได้บ้างมาดูกันค่ะ   การเล่นแชร์ เป็นสัญญาทางแพ่งประเภทหนึ่ง ดังนั้นหากลูกแชร์คนใดคนหนึ่งและท้าวแชร์หนีหนีไปโดยไม่ยอมชำระหนี้ค่าแชร์ไม่ว่าจะกี่งวดก็ตาม เราสามารถฟ้องคดีแพ่งเพื่อบังคับเอากับท้าวแชร์และลูกแชร์ได้นะคะ   อย่างไรก็ตาม ในการฟ้องคดีผิดสัญญาแชร์ ลูกแชร์สามารถฟ้องได้ทั้งท้าวแชร์และลูกแชร์ค่ะ แต่ในทางกลับกัน ถ้าคนที่โดนโกงเป็นท้าวแชร์ (กล่าวคือ ท้าวแชร์โดนลูกแชร์โกง หนีหนี้ไม่ยอมจ่าย) ท้าวแชร์จะฟ้องเรียกเงินกับลูกแชร์ที่หนีไปไม่ได้นะคะ ท้าวแชร์จะต้องรับผิดชอบชำระเงินในส่วนนี้ให้แก่ลูกแชร์คนอื่นเองค่ะ   นอกจากนี้แล้ว การฟ้องคดีแพ่งก็มีค่าใช้จ่ายที่ต้องเสีย กล่าวคือ มีค่าธรรมเนียมศาลที่คิดตามทุนทรัพย์ และค่าทนายความค่ะ ดังนั้นในการฟ้องคดีก็ต้องพิจารณาความคุ้มค่ากับจำนวนเงินที่จะได้รับด้วยค่ะ  

ทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ 3 ปี หลายฉบับ  นับระยะเวลาต่อเนื่องกัน ผลเป็นอย่างไร ?

ทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ 3 ปี หลายฉบับ นับระยะเวลาต่อเนื่องกัน ผลเป็นอย่างไร ? สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่น สัญญาเช่าที่ดิน สัญญาเช่าบ้าน หรือสัญญาเช่าคอนโด การทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. สัญญาเช่าที่มีกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี – ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่จะต้องรับผิดไว้เป็นสำคัญ 2. สัญญาเช่าที่มีกำหนดระยะเวลาเกิน 3 ปี – คู่สัญญาจะต้องไปจดทะเบียนการเช่า ณ สำนักงานที่ดินซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขต หากมีเพียงสัญญาที่ทำขึ้นกันเอง จะถือว่าสัญญาเช่ามีผลใช้บังคับได้เพียง 3 ปี เท่านั้น การที่คู่สัญญาทำสัญญาเช่ากันเอง ฉบับละ 3 ปี หลายฉบับ นับระยะเวลาติดต่อกัน โดยไม่นำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จะมีผลอย่างไร ? ตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าว เป็นการจงใจหลีกเลี่ยงกฎหมาย ดังนั้นสัญญาเช่ามีผลใช้บังคับได้เพียง 3 ปีแรกเท่านั้น หากพ้นระยะเวลา 3 ปีแรกไปแล้ว คู่สัญญาจะฟ้องร้องบังคับกันไม่ได้...

ลูกจ้างสามารถลาออกจากงานโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน ถูกต้องตามกฎหมายแรงงานจริงหรือไม่ ?

ลูกจ้างสามารถลาออกจากงานโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน ถูกต้องตามกฎหมายแรงงานจริงหรือไม่ ? หลายๆ คนอาจเคยได้ยินว่า การลาออกจากงาน ลูกจ้างไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน เพราะเมื่อลูกจ้างยื่นใบลาออกให้กับบริษัท เท่ากับว่าการลาออกเสร็จสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องรอการอนุมัติจากนายจ้าง สามารถออกได้ทันที และต้องได้ค่าตอบแทนถึงวันที่ทำงานวันสุดท้ายนั้น ทางเพจขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้องไปซะทีเดียว กล่าวคือ แม้ว่าการลาออกจะมีผลทันทีโดยนายจ้างไม่จำเป็นต้องอนุมัติการลาออกก็ตาม แต่มาตรา 17 วรรคสอง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ กำหนดไว้ว่าลูกจ้างลาออกต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้าง ดังนั้น หากลูกจ้างไม่บอกกล่าวก่อนหรือออกไปทันที แม้การลาออกไม่ต้องรอให้นายจ้างอนุมัติ แแต่หากการออกจากงานไปทันทีของลูกจ้างก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง นายจ้างสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากลูกจ้างได้ และในทางกลับกันหากไม่เกิดความเสียหายหรือนายจ้างพิสูจน์ไม่ได้ว่าเสียหายอย่างไร ศาลก็เพียงแต่ยกฟ้องเท่านั้น อ้างอิงตามฎีกาที่ 10614/2558 เรื่อง ลูกจ้างลาออกจากงานไม่ถูกต้อง เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 582 อันเป็นเหตุให้นายจ้างมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้แต่การกำหนดจำนวนค่าเสียหายเป็นดุลพินิจของศาล ดังนั้นลูกจ้างควรต้องตรวจสอบให้ดีว่า สัญญาจ้างหรือกฎระเบียบของบริษัทมีการระบุให้ลูกจ้างแจ้งลาออกล่วงหน้าก่อน 30 วันหรือไม่ หากสัญญาจ้างหรือกฎหมายระเบียบกำหนดไว้ ลูกจ้างควรต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อให้ถูกต้องตามกฎระเบียบของบริษัท อย่างไรก็ตาม ลูกจ้างบางคนอาจสงสัยว่าหากมีเหตุให้ลูกจ้างรอครบ 30 วันไม่ได้...

ไม่ผ่านการทดลองงานมีสิทธิได้รับค่าชดเชย หรือต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ ?

ไม่ผ่านการทดลองงานมีสิทธิได้รับค่าชดเชย หรือต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ ? สวัสดีตอนเช้า เขียนยาวก็ไม่ค่อยอ่าน งั้นวันนี้ตอบสั้นๆแล้วกันนะ ไม่ผ่านการทดลองงานมีสิทธิได้รับค่าชดเชย หรือไม่นั้น ต้องตอบว่ามีทั้ง ได้ และไม่ได้ เพราะกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กำหนดว่า กรณีมีสิทธิได้รับค่าชดเชย จะต้องมีการทำงานต่อเนื่องครบ 120 วัน ดังนั้น ถ้านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างในวันที่ 119 วัน เช่นนี้ ลูกจ้างก็ไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชย แต่ๆๆ กรณีที่นายจ้างบอกขยายระยะเวลาทดลองงานออกไปเรื่อยๆ เกิน 120 วัน และเลิกจ้าง โดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิด แบบนี้ลูกจ้างก็มีสิทธิได้ค่าชดเชย ส่วนได้เท่าไหร่นั้น เปิด เสริช ดู ม.118 พรบ คุ้มครองแรงงาน ส่วนนายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่นั้น คำตอบคือ “ต้องบอกล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง” หากสัญญาจ้างนั้นเป็นสัญญาแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา (สัญญาแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา คือไม่ได้บอกว่าเริ่มต้น สิ้นสุดแน่นอนเมื่อใด) โดยสัญญาที่ไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน เนี่ยทำให้นายจ้างเกิดหน้าที่ต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามมาตรา 17 วรรคสอง เช่น ระยะทดลองงานรือ...