กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

เลิกพูดซะทีว่า ทำสัญญาปีต่อปี ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

เลิกพูดซะทีว่า ทำสัญญาปีต่อปี ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เหนื่อยจนท้อกับการอธิบายกับผู้คนที่มีธงอยู่ในใจว่า “ทำสัญญาปีต่อปี ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย” ทั้งๆที่งานปีต่อปีนั้น ก็งานบริษัทนั่นแหละ ชั้นเหนื่อยชั้นเพลีย ชั้นท้อ เมื่อถามว่าอะไรทำให้คิดแบบนั้น ก็ได้เข้าใจว่า “ก็ ม.118 กำหนดในวรรคก่อนสุดท้ายว่า ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น” ดังนั้น เลยเข้าใจว่าทำสัญญาปีต่อปีไม่เกินสองปี จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ต่อไปเรื่อยๆ และที่สำคัญ เห็นหลายออฟฟิตละ ทำแบบนี้ก้ไม่ต้องจ่ายนะคะ ขอสะบัดหัวตัวเองทีนึง และจะพยายามอธิบายให้เข้าใจง่ายๆว่า 1. แม้จะมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการจ้างกันไว้แน่นอน เมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดครบตามวัน ก็ต้องถือว่าเป็นการเลิกจ้าง มีการกำหนดการเลิกจ้างไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อมีการเลิกจ้าง ต้องจ่ายค่าชดเชย 2. แม้สัญญาจะแยกกี่ฉบับก็ตาม แต่กฎหมายมาตรา 20 ให้เอาระยะเวลาทุกฉบับมานับต่อกัน (มาตรา 20 การที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานติดต่อกันโดยนายจ้าง มีเจตนาที่จะไม่ให้ลูกจ้างนั้นมีสิทธิใดตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่า นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานในหน้าใด และการจ้างแต่ละช่วงมี ระยะเวลาห่างกันเท่าใดก็ตาม ให้นับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้น) 3. ส่วนความเข้าจในวรรค ม.118 วรรคก่อนสุดท้ายนั้น กฎหมายหมายถึงงานที่ไม่ใช่ปกติธุรกิจการค้า เช่น ออฟฟิตเปิดเป็นขายของ จ้างพนักงานมาแพคของ...

หนังสือเตือนที่เอามาเป็นเหตุเลิกจ้างได้ ต้องเป็นความผิดเดียวกัน ภายใน 1 ปีนับตั้งแต่กระทำความผิดครั้งแรก!!

หนังสือเตือนที่เอามาเป็นเหตุเลิกจ้างได้ ต้องเป็นความผิดเดียวกัน ภายใน 1 ปีนับตั้งแต่กระทำความผิดครั้งแรก!! ในการอบรมครั้งล่าสุดก็มีผู้เข้าเรียนมาปรึกษาว่าในบริษัทแห่งหนึ่งมีการออกหนังสือเตือนโดยที่ไม่ได้สนใจว่าเป็นความผิดเดียวกันหรือไม่ แต่หากเตือนไปแล้ว 2 ครั้งก็จะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย… นั่งฟังอยู่ 2 รอบได้แต่คิดในใจว่าอิหยังวะ…ออกมาแบบนี้ยังไม่เคยโดนฟ้องสินะ นอกจากหลักกฎหมายที่บอกไปว่า กรณีที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างได้นั้นต้องมีการตักเตือนลูกจ้างเป็นหนังสือมาแล้วแต่ต่อมาไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำความผิดลูกจ้างนั้นได้ฝ่าฝืนความผิดในลักษณะเดียวกันกับที่เคยถูกนายจ้างเตือนในครั้งก่อนอีกกรณีเช่นนี้เป็นการทำผิดซ้ำคำเตือนที่สามารถเลือกจ้างได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 3456/2549) แต่ในทางกลับกันถ้ามีการเตือนลูกจ้างคนละเรื่อง แม้จะเป็นการกระทำความผิดในปีเดียวกัน ก็ต้องจ่ายค่าชดเชย ยกตัวอย่าง ในคดีนึงที่นายจ้างได้ตักเตือนลูกจ้างเป็นหนังสือครั้งแรกเกี่ยวกับการปฏิบัติงานว่าเป็นการปฏิบัติงานบกพร่อง ไม่ได้ป้องกันให้ทรัพย์สินสูญหายต่อมาครั้งที่ 2 เป็นการตักเตือนเรื่องดื่มสุราและใช้ถ้อยคำไม่สุภาพการตอบโจทย์ทั้ง 2 ครั้งจึงเป็นความผิดคนละเหตุการณ์การเลิกจ้างลูกจ้างด้วยความผิดคนละเหตุแบบนี้นายจ้างซึ่งยังต้องจ่ายค่าชดเชยอ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 800/2532 เห็นไหมคะว่าถ้าเตือนคนละเรื่องเดียวกันไม่เป็นผลดีกับนายจ้างเลย ดังนั้นในฝ่ายนายจ้างเองก็ต้องศึกษาข้อกฎหมายให้ดีนะคะ ส่วนลูกจ้างเองก็อย่าย่ามใจไป เพราะการกระทำความผิดนั้นบางทีนายจ้างอาจจะไม่อยากจ่ายค่าชดเชยให้เลยก็ได้อาจจะต้องไปเจอกันในชั้นศาลอีกทีนึงซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องสนุกแน่นอน

รู้หรือไม่ !! นอกจากฟ้อง ขอให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแล้ว ยังขอให้นายจ้างรับกลับเข้าทำงานได้อีกด้วย

รู้หรือไม่ !! นอกจากฟ้อง ขอให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแล้ว ยังขอให้นายจ้างรับกลับเข้าทำงานได้อีกด้วย ในคดีแรงงานนอกจากจะฟ้องขอให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้แล้ว หากลูกจ้างยังอยากกลับเข้าทำงานก็สามารถขอให้ศาลมีคำสั่งให้ได้จ้างรับกลับเข้าทำงานได้ด้วยเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามในกรณีที่นายจ้างได้จ่ายเงินชดเชยจากการเลิกจ้างไปแล้วแต่ต่อมาลูกจ้างไปฟ้องคดีต่อศาลแรงงานและมีคำขอให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมหากตกลงกันได้ลูกจ้างก็ต้องคืนเงินที่ได้รับจากการเลิกจ้างให้แก่นายจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 อ้างอิงคำพิพากษาฎีกาที่ 9211/2559 อย่างไรก็ตามก็ไม่ใช่ลูกจ้างขออะไรแล้วจะได้อย่างนั้นเสมอนะคะ ศาลก็จะพิจารณาด้วยว่านายจ้างและลูกจ้างสามารถร่วมงานกันต่อไปได้หรือไม่.. แต่ส่วนมากที่เราเคยเห็นมาน้อยรายนักเมื่อมีการฟ้องร้องกันแล้วจะอยากกลับไปร่วมงานกันอีก ดังนั้นการตกลงกันให้ดีสื่อสารให้เข้าใจจ่ายให้ถูกต้องตามกฎหมายก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ดีนะคะ

ห้ามสั่งให้คนท้องทำ OT !!!

ห้ามสั่งให้คนท้องทำ OT !!! ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กำหนดห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ทำงานในระหว่างเวลา 22.00 น. ถึงเวลา 06.00 น. ทำงานล่วงเวลา หรือทำงานในวันหยุด แต่กฎหมายก็มีข้อยกเว้นให้สามารถทำงานล่วงเวลาได้แต่ต้องทำงานในตำแหน่งที่ไม่เป็นอันตรายหรือใช้แรงงานหนัก และต้องได้รับความยินยอมก่อน คือ ในกรณีที่ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ทำงานในตำแหน่งผู้บริหาร งานวิชาการ งานธุรการ หรืองานเกี่ยวกับการเงินหรือบัญชี (รวมถึงงานออฟฟิศ) นายจ้างอาจให้ลูกจ้างนั้นทำงานล่วงเวลาในวันทำงานได้เท่าที่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพของลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป สิทธตามกฎหมายที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรู้ไว้นะคะ เพื่อจะได้ใช้เวลาพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ค่ะ

ค่าฝึกอบรมและการหักค่าจ้างของลูกจ้าง

ค่าฝึกอบรมและการหักค่าจ้างของลูกจ้าง นายจ้างได้ส่งลูกจ้างไปฝึกอบรม/เรียนเพื่อฝึกอาชีพในการทำงาน และลูกจ้างตกลงยอมใช้เงินค่าฝึกอบรมให้แก่นายจ้าง โดยตกลงให้นายจ้างหักเงินค่าจ้างเพื่อชำระค่าฝึกอบรมให้แก่นายจ้าง กรณีเช่นนี้แม้นายจ้างจะมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกจ้างชําระค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมได้ตามกฎหมายก็ตาม แต่นายจ้างจะหักเอาจากค่าจ้างของลูกจ้างเพื่อชําระเงินดังกล่าวมิได้ เพรําะไม่เข้าข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ใน พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 (1) – (5) ดังนั้นแม้มีข้อตกลงหรือได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก็ใช้บังคับไม่ได้ นายจ้างจึงต้องคืนค่าจ้างที่หักไป (คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ 15/2563)

แม้มีข้อตกลงให้นายจ้างโอนย้ายตำแหน่งงานลูกจ้างได้ตามสมควร แต่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

แม้มีข้อตกลงให้นายจ้างโอนย้ายตำแหน่งงานลูกจ้างได้ตามสมควร แต่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง แม้สัญญาจ้างแรงงานระบุให้นายจ้างมีสิทธิโอนย้ายตําแหน่งหรือหน้าที่การงานของลูกจ้างในบริษัทหรือบริษัทในเครือตามที่นายจ้างจะเห็นสมควรได้ เช่น ย้ายจากบริษัท A ไปยังบริษัท B ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ และลูกจ้างจะทราบเงื่อนไขดังกล่าวก็ตาม แต่ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงที่ให้สิทธินายจ้าง แต่ยังถือไม่ได้ว่าลูกจ้างให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้าโดยปริยายแล้ว เพราะเป็นการโอนสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานไปยังบุคคลภายนอก ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนตามมาตรา 577 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้นเมื่อนายจ้างโอนย้ายลูกจ้างไปทำงานกับบริษัทในเครือและให้ตําแหน่งในบริษัทสิ้นสุดลง โดยลูกจ้างไม่ยินยอม ตามกฎหมายแรงงานจึงเป็นการเลิกจ้างลูกจ้าง โดยลูกจ้างมิได้กระทําความผิด นายจ้างต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่ลูกจ้าง (คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ 3-6/2563)

สัญญากู้ยืมเงินติดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน

สัญญากู้ยืมเงินติดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน สัญญากู้ยืมเงินจะต้องติดอากรแสตมป์ 1 บาท ต่อทุกๆ 2,000 บาท จึงจะใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาลได้ โดยจะต้องติดอากรแสตมป์ก่อนที่จะนำสัญญากู้มาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1626/2559 ป.รัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า “ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีกหรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ที่ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว…” หนังสือสัญญากู้เงิน มีลักษณะเป็นตราสาร จึงต้องปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร หนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวระบุจำนวนเงินกู้ 200,000 บาท ต้องปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วน 100 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์เพียง 30 บาท จึงไม่ครบถ้วน จึงต้องห้ามมิให้รับฟังหนังสือสัญญากู้เงิน เป็นพยานหลักฐาน เท่ากับว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตามปพพ. มาตรา 653 วรรคแรก โจทก์จึงฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้ยืมเงินและไม่ได้รับเงิน 200,000 บาทจากโจทก์ จำเลยไม่ได้ยอมรับว่าได้ทำสัญญากู้เงินกับโจทก์จริง ดังนั้น การอ้างหนังสือกู้เงินเป็นพยานหลักฐานโจทก์จึงต้องปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนตามป.รัษฎากร เมื่อโจทก์ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนสัญญากู้เงินดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตปิดอากรแสตมป์เพิ่มเติมให้ครบถ้วนอีก 70 บาท มาพร้อมกับฎีกานั้น การร้องขอดังกล่าวโจทก์ชอบที่จะกระทำเสียก่อนหรือในขณะที่ได้นำหนังสือกู้เงินมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง หรือก่อนที่ศาลชั้นต้นพิพากษา การที่โจทก์เพิ่งมาร้องขอหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไปแล้วย่อมล่วงเลยเวลาที่จะอนุญาตให้แก้ไข

สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ ต้องติดอากรแสตมป์

สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ ต้องติดอากรแสตมป์ สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่น เช่าที่ดิน เช่าสำนักงาน เช่าบ้าน ต้องติดอากรแสตมป์ โดยทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท ของค่าเช่า ต้องอากร 1 บาท และผู้ที่ต้องเสียอากร คือ ผู้ให้เช่า ยกตัวอย่างเช่น สัญญาเช่ามีกำหนด 1 ปี ค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 120,000 บาท ผู้ให้เช่าก็ต้องติดอากร 120 บาท หากสัญญาเช่าไม่ได้ติดอากรแสตมป์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ คือจะฟ้องบังคับตามสัญญาเช่าก็ไม่ได้ และหากสรรพากรตรวจพบอาจจะต้องเสียเงินเพิ่มอากร 2 – 6 เท่าอีกด้วย

การนำสืบส่งหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานต้องติดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากคู่ความนำสืบสำเนาหนังสือมอบอำนาจและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่คัดค้าน สำเนานั้นก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

การนำสืบส่งหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานต้องติดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากคู่ความนำสืบสำเนาหนังสือมอบอำนาจและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่คัดค้าน สำเนานั้นก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8536/2558 แต่ในกรณีที่โจทก์นำสืบส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานต่อศาลจำเลยไม่ได้คัดค้านว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับปลอม หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ ถือว่าจำเลยยอมรับว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องกับต้นฉบับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังสำเนาเอกสารเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา 93(4) สำเนาหนังสือมอบอำนาจจึงรับฟังเป็นพยานเอกสารได้ เมื่อปรากฎว่าเป็นการรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานแทนต้นฉบับเอกสาร จึงหาใช่การรับฟังต้นฉบับเอกสารเป็นพยานหลักฐานอันจะต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรและสำเนาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวก็มิใช่คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารจึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ด้วยเช่นกัน สำเนาหนังสือมอบอำนาจจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

ลูกจ้างแจ้งลาป่วยผ่านไลน์กลุ่ม (ลาไม่ถูกระเบียบ) ก็ไม่ถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควร นายจ้างเลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย

ลูกจ้างแจ้งลาป่วยผ่านไลน์กลุ่ม (ลาไม่ถูกระเบียบ) ก็ไม่ถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควร นายจ้างเลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 2091/2563 นายจ้างขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กรณีที่ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างเนื่องจากลูกจ้างประสบอุบัติเหตุลื่นล้มกระดูกสะบ้าแตก แพทย์วินิจฉัยแล้วต้องใช้เวลาพักรักษาตัว 6 – 8 สัปดาห์ ลูกจ้างจึงแจ้งลาป่วยผ่านไลน์กลุ่มแผนกที่มีผู้จัดการอยู่ในกลุ่มด้วย ต่อมาลูกจ้างแจ้งลาป่วยต่อเนื่องอีก 2 ครั้ง เนื่องจากแพทย์เห็นสมควรให้รับการรักษาต่อไปอีก โดยแจ้งการลาป่วยพร้อมส่งสำเนาใบรับรองแพทย์ไปในไลน์กลุ่มทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเจ็บป่วยของลูกจ้างยังมีอยู่ ถือเป็นกรณีฉุกเฉินที่ลูกจ้างยังไม่อาจไปทำงานตามปกติเพื่อเขียนใบลาป่วยตามข้อบังคับการทำงานได้ ไม่ใช่เป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย