กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

สามีของนายจ้างไล่เราออกแบบนี้มีสิทธิ์ได้ค่าชดเชยหรือไม่?

สามีของนายจ้างไล่เราออกแบบนี้มีสิทธิ์ได้ค่าชดเชยหรือไม่?? อ่านคำถามใน inbox วันนี้แล้วถึงกับเอ๊ะ!! แว๊บแรกเกิดคำตอบขึ้นในใจว่าแล้วสามีนายจ้างมาเกี่ยวอะไรก๊อนนนนนน.. แต่ก่อนจะตอบอะไรไป ในฐานะทนายความก็ต้องฟังข้อเท็จจริงให้รอบคอบก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการให้ความเห็น หลังจากฟังข้อเท็จจริงแล้ว ปรากฏว่าสามีของนายจ้าง ก็เป็นพนักงานคนนึงของบริษัท ซึ่งอยู่ในฝ่าย HR และมีอำนาจในการควบคุมดูแลลงโทษจ้างและเลิกจ้างพนักงานด้วย ดังนั้นหากข้อเท็จจริงปรากฏว่า “ที่ผ่านมา สามีของนายจ้างซึ่งมีอำนาจในการควบคุมดูแลลงโทษและจ้างงานแทนนายจ้าง จะเท่ากับว่านายจ้างได้มอบอำนาจให้สามีในการเลิกจ้างพนักงานแล้ว” และหากพนักงานคนที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดจึงสามารถฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ (คำพิพากษาอุทธรณ์ คดีชำนาญพิเศษ 94/2563) จริงๆคำถามนี้จะ พิจารณาและตอบได้ง่ายขึ้นหากไม่ได้มองว่าเขามีความสัมพันธ์ส่วนตัวอย่างไรกับนายจ้าง แต่มองว่าเขาเป็นบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากนายจ้างในการเลิกจ้างจ้างพนักงานหรือไม่ ซึ่งหากใช่ก็เท่ากับว่าเขาเป็นตัวแทนนายจ้างแล้วแต่ในทางกลับกันสมมติว่าเขาเป็นสามีของนายจ้างแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรในบริษัทเลย…วันนึงเดินเข้ามาในบริษัทแล้วปรากฏว่าไม่ชอบขี้หน้าอยากจะเลิกจ้างอันนี้ก็ไม่เข้าข่ายว่านายจ้างเลิกจ้างนะคะเพราะเขาไม่ได้มีนิติสัมพันธ์หรือเป็นผู้รับมอบอำนาจใดๆเลย

ชิ่งลาออกหนีความผิด = ลาออกโดยไม่สุจริต ไม่มีผลใช้บังคับ !!

ชิ่งลาออกหนีความผิด = ลาออกโดยไม่สุจริต ไม่มีผลใช้บังคับ !! วันนี้สดๆร้อนๆกับการให้คำปรึกษา กับการที่ลูกจ้างทุจริต พอได้กลิ่นตุๆได้ข่าวแว่วๆว่านายจ้างมีหลักฐาน เลยลาออกก่อนเลย จะได้ไม่เสียชื่อ ไม่เสียสิทธิกับประกันสังคม รวมถึงไม่เสียสิทธิ เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือสิทธิประโยชน์อื่นที่อาจจะได้รับตามกฎหมาย กรณีแบบนี้ถือว่าลาออกโดยไม่สุจริต ไม่มีผลใช้บังคับ ใครอ่านแล้วนึกไม่ออกมาดูกรณีตัวอย่างจาก คำพิพากษาฎีกาที่ 6998/2557 บริษัท A ยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลแรงงานกลางเพื่อลงโทษลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างโดยการไล่ออก เนื่องจากลูกจ้างรายนี้ ทำผิดทุจริตต่อหน้าที่ โดยเรียกเงินจากลูกหนี้ของ บริษัท A ซึ่งในระหว่างฟ้องกันอยู่ ลูกจ้างก็ลาออกก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาซะอีก หากลูกจ้างไม่ลาออกศาลแรงงานกลางก็ต้องพิจารณาว่าลูกจ้างกระทำผิดทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ หากลูกจ้างทำผิดศาลแรงงานกลางก็ต้องมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัท A ลงโทษไล่ลูกจ้างออกได้ อาจจะความกลัวหรืออะไรไม่ทราบ ลูกจ้างจึงชิงลาออกเสียก่อนเพื่อไม่ให้กระบวนการพิจารณาในการขอลงโทษกรรมการลูกจ้างตามกฎหมายดำเนินต่อไปได้ พฤติการณ์ทั้งหลายส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการลาออกของของลูกจ้าง เพื่อที่จะแสวงหาประโยชน์จากการลาออกเนื่องจากหากลูกจ้างถูกเลิกจ้างหรือไล่ออกเพราะเหตุทุจริต ย่อมทำให้ลูกจ้างคนดังกล่าวเสียสิทธิที่จะได้รับเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือสิทธิประโยชน์อื่นที่อาจจะได้รับตามกฎหมาย จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยอา ศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างผิดทำนองคลองธรรมและขัดต่อต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ดังนั้น เมื่อลูกจ้างลาออกดดยไม่สุจริต ลาออกหนีความผิด แม้บริษัท A จะมีคำสั่งเลิกจ้างหลังจากลูกจ้างลาออก ย่อมทำได้ ดังนั้น ลูกจ้างรายนี้ถูกบริษัทเลิกจ้างเพราะเหตุโจทก์กระทำการทุจริตในหน้าที่ผิดวินัยอย่างร้ายแรง บริษัทจึงมีเหตุเลิกจ้างและคดีนี้ไม่เข้าเกณฑ์เลิกจ้างอันไม่เป็นธรรมที่ลูกจ้างจะเรียกค่าเสียหายได้

ค่าโทรศัพท์ เหมาจ่าย ถือเป็นค่าจ้าง ที่นำมาคำนวนค่าชดเชย

ค่าโทรศัพท์ เหมาจ่าย ถือเป็นค่าจ้าง ที่นำมาคำนวนค่าชดเชย ที่ผ่านมาเรามักจะเห็นหลายบริษัท แบ่งค่าจ้างและเงินอื่นๆในสัญญาจ้างออกเป็นจำนวนย่อยๆ เช่น เงินเดือน ค่าตำแหน่ง ค่าภาษา ค่าโทรศัพท์ ค่ารถ ค่ากันดาล มากมายหลายค่า โดยบางบริษัท ก็แบ่งออกมาเพราะเป็นรายจ่ายเช่นว่าจริงๆ แต่บางบริษัทคำนวนเช่นว่า เพื่อให้ฐานเงินเดือนน้อยลง เวลาคำนวนโบนัส หรือค่าชดเชย ก็จะได้คำนวนจากเงินเดือนซึ่งน้อยหน่อย ดังนั้นเมื่อเกิดข้อพิพาท คำนวนค่าชดเชย จึงต้องมาพิจารณาดูว่าแท้จริงแล้วอะไรคือค่าจ้างบ้าง โดยวันนี้อาจารย์ขอยกตัวอย่างจากคำถามใน INBOX มี่ถามว่าค่าโทรศัพท์เป็นค่าจ้างหรือไม่ ในกรณีนี้ อ.เสนอให้พิจารณาว่า บริษัทจ่ายค่าโทรศัพท์อย่างไร เช่น ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น โดยเอาใบเสร็จค่าโทรศัพท์เป็นหลักฐานในการรับเงิน หรือ ใช้-ไม่ใช้ ไม่รู้ ไมเป็นไร จ่ายแบบเหมาๆไปเลย ซึ่งหากเป็นลักษณะเหมาจ่ายเป็นเงินเท่ากันทุกเดือน โดยไม่คำนึงว่าพนักงานจะใช้จ่ายเป็นค่าโทรศัพท์หรือไม่หรือได้ใช้เป็นจำนวนมากน้อยแค่ไหน แบบนี้โป๊ะเช๊ะ ค่าจ้างแน่นอน ดังนั้นหากเป็นกรณีนี้ ค่าโทรศัพท์จึงเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ถือได้ว่าเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ที่จะสามารถนำมาคำนวนเป็นค่าชดเชย ใครสนใจอ่านฎีกาใกล้เคียงลองไปคำพิพากษาฎีกาที่ 2873/2557

พนักงานขับรถ ขับเร็วเกินกฎหมายกำหนด + เกินข้อบังคับ เลิกจ้างได้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

พนักงานขับรถ ขับเร็วเกินกฎหมายกำหนด + เกินข้อบังคับ เลิกจ้างได้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย วันนี้เจอรถบรรทุกคันนึง เขียนท้ายรถว่า “ขับไม่สุภาพโปรดแจ้ง XXXXXX” คือมากกว่าคำว่าไม่สุภาพอีกจ้า เบียดซ้ายขวา บีบแตรด่าคนอื่น ไม่พอขับไวมากกกก สรุปคือขับได้แย่มากจริงๆ โอกาศเกิดอุบัติเหตุแก่ผู้ใช้ทางท่านอื่นๆก็มีสูงมาก ไอ่เราก็อยากจะแจ้งแต่ขับแบบนั้น ดูเบอร์โทรยังไม่ทันเลย ….นั่งหงุดหงิดสักพัก คิดได้ว่าเดี๋ยวซูมกล้องหน้ารถดูเบอร์โทรก่อน เดี๋ยวแม่จัดให้เลยค่ะ และเพื่อความเกี่ยวข้อง จึงจัดประเด็นนี้มาให้นายจ้าง ว่าถ้ามีคนโทรแจ้งว่า ลูกจ้างขับรถทั้งแย่ทั้งเร็วกว่ากฎหมายและข้อบังคับกำหนด เลิกจ้างได้เลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ในคดีคำพิพาษาฎีกาที่ 16305/2557 ก็เป็นเคสนี้เลย พนักงานขับรถ 18 ล้อ ของบริษัทนี้ (18 แปดล้อเลยนะแก ชั้นเจอสี่ล้อยังกรี๊ดดดดดด) มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่กำหนดให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ่งเป็นระเบียบที่กำหนดขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการทำงาน แต่กลับละเลยขับรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ด้วยความเร็วเกินกว่าข้อบังคับที่กำหนดไว้ซึ่งเกินกว่าอัตราความเร็วที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 5 และมาตรา 67 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 ( พ.ศ. 2522 )...

สัญญาส่งไปฝึกอบรม นายจ้างกำหนดเบี้ยปรับได้ !!

สัญญาส่งไปฝึกอบรม นายจ้างกำหนดเบี้ยปรับได้ !! แน่นอนว่าการส่งพนักงานไปเรียนอะไรสักอย่างนั่นย่อมเป็นไปเพื่อส่วเสริมความร้ความสามารถ เพิ่มทักษะ ให้พนักงานนำมาปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์แก่บริษัท ดังนั้นหากนายจ้างจะกำหนดค่าปรับ กรณีที่พนักงานไปเรียนมาแล้วขอออกเลยย่อมเป็นข้อกำหนดที่มีลักษณะปกป้องกิจการของนายจ้างไม่ให้สูญเสียพนักงานที่นายจ้างลงทุนส่งไปฝึกอบรมปรับคุณสมบัติให้ครบถ้วน ข้อกำหนดค่าปรับ จึงไม่ใช่ข้อกำหนดที่ทำให้เสียเปรียบ และไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ใช้บังคับได้ (ฎีกาที่ 2477/2557)

ศาลแรงงานมีอำนาจสั่งรับพยานเอกสารได้ แม้ไม่ได้ส่งสำเนาให้คู่ความอีกฝ่ายก็ตาม

ศาลแรงงานมีอำนาจสั่งรับพยานเอกสารได้ แม้ไม่ได้ส่งสำเนาให้คู่ความอีกฝ่ายก็ตาม โพสนี้ลึกหน่อย แต่น่าจะเป็นประโยชน์กับ HR และทนายความคดีแรงงาน โดยปกติ เมื่อมีคดีความในชั้นศาล เรามักจะเห็นทนายเตรียมเอกสารกันเป็นกองๆ สำเนาส่งศาล สำเนาส่งอีกฝ่าย และหากไม่ได้สำเนาส่งก็เป็นเรื่อง อาจจะถูกคัดค้านและไม่สามารถใช้พยานหลักฐานในชั้นศาลได้เลย แต่ไม่ใช่ในคดีแรงงาน!! เพราะในคดีแรงงาน แม้เป็นการส่งสำเนาเอกสารโดยที่ไม่ยื่นสำเนาต่อศาลและไม่ส่งสำเนาให้คู่ความอีกฝ่ายก่อนวันสืบพยานก็ตาม แต่เมื่อศาลแรงงานกลางเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องสืบพยาน และเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารสำคัญ และเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ย่อมสั่งรับและรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวประกอบคำเบิกความของพยานได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 45 วรรคหนึ่ง อ่านฎีกานี้จบปุ๊ป คิดเลยว่า ศาลแรงงานเป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว…ดังนั้นเลิกพูดสักทีว่าไปศาลแรงงาน ศาลก็เข้าข้างนายจ้าง ยืดหยุ่นขนาดนี้ ศาลอื่นไม่มีนะบอกเลย

มาทำงานสายประจำ นายจ้างเลิกจ้างได้ โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า!

มาทำงานสายประจำ นายจ้างเลิกจ้างได้ โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า! ปัญหามาสายนี่เป็นปัยหาที่มีแทบทุกออฟฟิต นายจ้างบางรายเตือนลูกจ้างสองครั้ง เพราะเหตุมาสายแล้วไล่ออกเลยก็มี ซึ่งอันนี้ทำได้ไหม ตอบว่า ได้ แต่เสี่ยง เช่น จันทร์สาย 5 นาที ออกหนังสือเตือน อังคารมาสาย 10 นาทีออกหนังสือเลิกจ้างเลย เพราะไม่ใช่ความผิดร้ายแรง แต่ ถ้ามาสาย “เป็นประจำ” แม้จะเป็นความผิดที่ไม่ร้ายแรงแต่ก็เข้าข่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 และเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 17 วรรคท้าย ที่ทำให้บริษัท หรือนายจ้างไม่จำต้องมีหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าไปยังลูกจ้างก่อนที่จะมีหนังสือเลิกจ้างได้ด้วย แต่ในความเห็นส่วนตัวของอาจารย์ อาจารย์มองว่า ถ้ามาสาย “เป็นประจำ” ฝ่ายบุคคลอาจจะเรียกมาคุยเพื่อสอบถามปัญหา ว่าเกิดจากอะไร ถ้าเป็นเหตุอันจำเป็นจริงๆ อาจจะทำบันทึกเปลี่นแปลงเวลาเข้างานเพื่อให้โอกาสในการทำงานต่อไป แต่ถ้าปรากฏว่าดูทรงแล้ว ดูซีรี่ย์หนักหน่วง หรือกลิ่นละมุดหึ่งมาเชียว แบบนี้ก็ควรออกหนังสือเตือนรอบแรกก่อนและระบุให้ครบว่า การมาสายนั้นส่งผลกระทบยังไงบ้าง เพราะมาสาย ไม่แค่การสายไง แต่ฝ่ายอื่นติดต่อไม่ได้ ลูกค้าติดต่อไม่ได้ ทำให้การทำงานขัดข้องยังไง และเสียหายอย่างไร และถ้ายังประจำอยู่เรื่อยๆ...

ไม่มีสัญาจ้างก็ฟ้องได้ ถ้า……

ไม่มีสัญาจ้างก็ฟ้องได้ ถ้า…… วันนี้เจอคำถามที่น่าสนใจจาก inbox ว่าเริ่มงานมา สองเดือนแล้ว แต่นายจ้าง ยังไม่ส่งสัญญาจ้างให้ แบบนี้มันผิดกฎหมายหรือเปล่า ตอบแบบไวๆเลยคือ “ไม่ผิดกฎหมาย” เพราะในกฎหมายแรงงาน การจ้างไม่ต้องเป็นหนังสือ เพราะ สัญญาจ้าง หมายความว่า สัญญาไม่ว่าเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาระบุชัดเจนหรือเป็นที่เข้าใจโดยปริยายซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกบุคคลหนึ่งเรียกว่านายจ้างและนายจ้างตกลงจะให้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ เทียบเคียงจาก คำพิพากษาฎีกาที่ 9985/2557 ที่มีข้อเท็จจริงได้ความว่านายจ้างว่าจ้างนายเอทำงานในหน้าที่ที่ปรึกษาด้านการตลาด โดยจ่ายค่าจ้างให้เป็นรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท ตลอดเวลาที่ทำงานให้โดยไม่กำหนดปริมาณงานว่าต้องทำมากน้อยเพียงใด และยังนำสืบได้เพิ่มเติมว่า นายเอต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างที่ให้ทำรายงานการซื้อขายสินค้ารวมทั้งทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้นายจ้างตรวจสอบทุกเดือน เป็นการแสดงให้เห็นว่านายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือนายเอตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 แล้ว แม้นายเอไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างในเรื่องอื่นก็ตาม จึงถือได้ว่านายเอเป็นลูกจ้างของบริษัทแล้ว ข้อสังเกตุนะคะ ต่อให้มีสัญญาและสัญญาเขียนว่าเป็นสัญญาจ้างที่ปรึกษา สัญญาจ้างผู้เชี่ยวชาญ หรืออแม้แต่สัญญาจ้างทำของ แต่หาก้ข้าองค์ประกอบที่ว่า ขาดลามาสายต้องบอก นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชา ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้าง เช่นนี้ก็เป็นการจ้างแรงงานและอยู่ภายใต้ พรบ.คุ้มครองแรงงานแล้ว

หญิงหม้ายจะจดทะเบียนสมรสใหม่ได้เมื่อหย่าหรือสามีเสียชีวิตครบ 310 วัน !!!

หญิงหม้ายจะจดทะเบียนสมรสใหม่ได้เมื่อหย่าหรือสามีเสียชีวิตครบ 310 วัน !!! เอาละ! หลายๆคนคงสงสัยว่ากฎหมายจะมายุ่งอะไรก็กับคนจะจดทะเบียนสมรสมีสามีใหม่ ในเมื่อก็หย่าแล้ว หรือสามีเก่าก็เสียชีวิตแล้ว ฟังก่อนนน กฎหมายกำหนดไว้เพื่อป้องกันปัญหาเกี่ยวกับบุตรที่อาจจะเกิดมาว่าเป็นบุตรของสามีเก่าหรือสามีใหม่ หากยอมให้ฝ่ายหญิงสมรสกับชายคนใหม่ทันที และในระหว่างนี้เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา อาจมีข้อโต้แย้งได้ว่าใครเป็นพ่อของเด็ก ทำให้ยากต่อการเลี้ยงดูบุตรและจัดการแบ่งมรดกต่าง ๆ ดังนั้นตามกฎหมาย ผู้หญิงจึงต้องเว้นระยะก่อนจดทะเบียนสมรสใหม่ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 310 วัน แต่กฎหมายก็มีข้อยกเว้นให้หญิงหม้ายจะสามารถจดทะเบียนสมรสใหม่ได้เลยก็ต่อเมื่อ 1. คลอดบุตรแล้วในระหว่างนั้น 2. สมรสกับคู่สมรสเดิม 3. มีใบรับรองแพทย์ว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ 4. ศาลมีคำสั่งให้สมรสได้ กฎหมายอาจจะยุ่งยากไปบ้างแต่เขาก็กำหนดไว้เพื่อป้องกันปัญหาในภายหน้านะคะ

ผู้ให้เช่าจะขึ้นค่าเช่า จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้เช่า

ผู้ให้เช่าจะขึ้นค่าเช่า จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้เช่า การเช่าอสังหาริมทรัพย์กฎหมายกำหนดว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ ดังนั้นการขึ้นค่าเช่าก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้เช่า ผู้ให้เช่าจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีผู้เช่าให้รับผิดตามค่าเช่าที่ขึ้นได้ ถ้าไม่มีก็บังคับได้เพียงค่าเช่าตามสัญญาเช่าเดิม คำพิพากษาฎีกาที่ 5387/2549 ตามสัญญาเช่าอาคารกำหนดอัตราค่าเช่าไว้เดือนละ 17,000 บาท เมื่อครบกำหนดการเช่า 1 ปี จำเลยยังคงอยู่ในตึกแถวพิพาทต่อมา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 570 ให้ถือว่าโจทก์จำเลยเป็นอันได้ทำสัญญาใหม่ต่อไปไม่มีกำหนดเวลาซึ่งหมายความว่าข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาไม่มีผลบังคับกันต่อไป ส่วนสัญญาข้ออื่นคงเป็นไปตามสัญญาเช่าเดิม รวมทั้งอัตราค่าเช่าด้วย และโดยเหตุที่การเช่าอสังหาริมทรัพย์นี้ ป.พ.พ. มาตรา 538 บังคับให้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ ดังนั้นเมื่อโจทก์จะขอบังคับให้จำเลยชำระค่าเช่า ซึ่งเป็นอัตราค่าเช่าที่สูงกว่าที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาเช่าอาคาร โจทก์ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าได้มีการตกลงขึ้นค่าเช่าดังที่โจทก์อ้าง การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่าได้มีการตกลงขึ้นค่าเช่าในอัตราเดือนละ 20,000 บาท จึงเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 จำเลยคงต้องรับผิดชำระค่าเช่าที่ค้างชำระเดือนละ 17,000 บาท ตามอัตราค่าเช่าในสัญญาเช่าเดิม