กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

ค่าสินไหมทดแทนกรณีผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย ทายาทมีสิทธิอะไรบ้าง?

ค่าสินไหมทดแทนกรณีผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย ทายาทมีสิทธิอะไรบ้าง ทายาทมีสิทธิฟ้องร้องผู้ทำละเมิดเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตายได้ ดังนี้ 1. ค่าปลงศพ – ค่าใช้จ่ายในการจัดการศพตามประเพณีทางศาสนา 2. ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพ เช่น ค่าดอกไม้ ค่าบุหรี่ถวายพระ ค่าเดินทางของผู้มีหน้าที่ปลงศพ ค่าส่งศพกลับภูมิลำเนา เป็นต้น 3. ค่ารักษาพยาบาลก่อนตาย 4. ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ก่อนตาย 5. ค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย ต้องเป็นบุคคลที่มีสิทธิได้รับอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายเท่านั้น เช่น สามีภริยาต้องอุปการะเลี้ยงดูกันและกัน บุตรจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา 6. ค่าขาดแรงงาน บุคคลที่จะเรียกได้แบ่งเป็น บุคคลในครัวเรือน หรือบุคคลนอกครัวเรือน เช่น นายจ้าง

ทายาทเท่านั้นที่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าปลงศพ บุคคลภายนอกแม้จ่ายค่าปลงศพแทน แต่ไม่ใช่ทายาทไม่มีสิทธิฟ้อง

ทายาทเท่านั้นที่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าปลงศพ บุคคลภายนอกแม้จ่ายค่าปลงศพแทน แต่ไม่ใช่ทายาทไม่มีสิทธิฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 477/2514 ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าปลงศพตามมาตรา 443 วรรค 1หมายความเฉพาะผู้ที่เป็นทายาทของผู้ตายที่จะเรียกร้องเอาแก่ผู้ที่กระทำละเมิด ทำให้เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเพราะสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนโดยเหตุที่ได้ละเมิดแก่เจ้ามรดกตกทอดมายังตนผู้เป็นทายาทภายใต้บังคับของมาตรา 1649 เท่านั้นมิได้หมายความว่าใครทำศพผู้ตายแล้วก็จะมีสิทธิเรียกร้องค่าทำศพในลักษณะที่เป็นค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดเสียเองได้เสมอไปเมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่ใช่ทายาทผู้ตายเพราะไม่ได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายในการปลงศพเป็นค่าสินไหมทดแทนแก่ตนในการที่จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ตาย

ทายาทของผู้ตายฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลผู้ถูกทำละเมิดก่อนตายได้ แม้จะเบิกค่ารักษาจากหน่วยงานราชการไปแล้ว

ทายาทของผู้ตายฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลผู้ถูกทำละเมิดก่อนตายได้ แม้จะเบิกค่ารักษาจากหน่วยงานราชการไปแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2258/2527 จำเลยที่ 3 ประกอบการขนส่งบุคคลเดินรถโดยสารประจำทาง ได้เช่ารถยนต์ของจำเลยที่ 2 มาใช้ในการเดินรถโดยสารของตนโดยมีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เป็น คนขับ ดังนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารโดยประมาทชนโจทก์ได้รับบาดเจ็บ จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วย แม้นายจ้างของโจทก์จะได้ออกเงินค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์ไปแล้วก็หาทำให้จำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์พ้นความรับผิดในการชดใช้ค่ารักษาพยาบาลไม่โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลจากจำเลยทั้งสาม ติดต่องาน info@legalclinic.co.th

ค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายกรณีละเมิดนั้น ดูหน้าที่ตามกฎหมายเป็นสำคัญ แม้ตามความเป็นจริงผู้ตายไม่ได้อุปการะเลี้ยงดู ผู้รับอุปการะก็ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนนี้ได้

ค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายกรณีละเมิดนั้น ดูหน้าที่ตามกฎหมายเป็นสำคัญ แม้ตามความเป็นจริงผู้ตายไม่ได้อุปการะเลี้ยงดู ผู้รับอุปการะก็ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนนี้ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5042/2552 ค่าขาดไร้อุปการะตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคสาม นั้น เมื่อปรากฏว่าผู้ตายมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสามตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะดังกล่าว โดยไม่ต้องพิจารณาว่าในขณะนั้นผู้ตายได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสามหรือไม่ เมื่อพิจารณาถึงอายุของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งขณะเกิดเหตุมีอายุประมาณ 58 ปี และ 34 ปี ตามลำดับแล้ว เห็นว่าโจทก์ที่ 2 และที่ 3 มีโอกาสได้รับการอุปการะตามกฎหมายได้ไม่น้อยกว่า 15 ปี ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 300,000 บาท และโจทก์ที่ 3 จำนวน 100,000 บาท ถือว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนโจทก์ที่ 1 ขณะเกิดเหตุละเมิดมีอายุประมาณ 78 ปี นับว่ามีอายุมากแล้วเมื่อเทียบกับอายุขัยของคนทั่วไป ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้เป็นเงินถึง 300,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนค่อนข้างสูง จึงเห็นสมควรลดลงบางส่วนโดยกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้โจทก์ที่...

ถูกเลิกจ้างกะทันหันมีสิทธิ์ได้อะไรบ้าง ?

ถูกเลิกจ้างกะทันหันมีสิทธิ์ได้อะไรบ้าง ? ก่อนอื่นต้องบอกนะคะว่าสิ่งที่จะได้ตามที่กำลังจะบอกต่อไปนี้จะต้องเป็นกรณีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้มีความผิดตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเท่านั้น ซึ่งถ้าถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำผิดลูกจ้างมีสิทธิดังนี้ค่ะ 1. ค่าจ้างในส่วนที่ทำงานมาแล้ว 2. เงินต่างๆที่ได้ สำรองจ่ายให้แก่นายจ้าง เช่น ค่าสินค้าเบ็ดเตล็ดค่าอุปกรณ์ต่างๆที่ได้ออกเงินตัวเองไปก่อน ( ซึ่งต้องสามารถเบิกจ่ายได้ตามระเบียบนะไม่ว่าเขาไม่ได้ให้ไปซื้อแล้วไปซื้อนะอันนั้นคนละเรื่อง) 3. ค่าชดเชยตามระยะเวลาการทำงาน ( ทำงานกี่ปีได้เท่าไหร่ search ดูใน Google ได้เลย) 4. ค่าตกใจหรือค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ( ด้วยถ้าตกใจนี้ไม่ใช่ 1 เดือนนะคะอาจจะมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับว่านายจ้างบอกเลิกจ้าง น้อยกว่า 1 งวดการจ่ายค่าจ้างหรือไม่ เรียกได้ว่าบอกผิดชีวิตเปลี่ยนจากจะเสีย 1 เดือนมีโอกาสเสียสูงถึงเกือบ 2 เดือ ก็เป็นได้) ส่วนเรื่องนี้เคยเขียนไว้แล้วนะคะว่าค่าตกใจไม่ใช่ 1 เดือนเสมอไปลองเลื่อนอ่านดู 5. ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมซึ่งเป็นหลังนี้ต้องพร้อมที่ศาลแรงงานและให้ศาลเป็นผู้ใช้ดุลพินิจตัดสินนะคะว่าจะได้เท่าไหร่ไม่ได้มีหลักเกณฑ์กำหนดไว้ตายตัว หลายๆครั้งนะคะก็จะเกิดการโต้แย้งกันระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างว่าการเลิกจ้างนี้เป็นการเลิกจ้าง ที่ลูกจ้างกระทำผิดพลาด ในส่วนของคนเลิกจ้างก็บอกว่าลูกจ้างกระทำผิดถึงไล่ออกจึงไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยอะไรทั้งนั้น แต่ในส่วนของลูกจ้างเองก็บอกว่าไม่ได้ผิดอะไรเลยต้องได้สิในกรณีนี้ไปเลยค่ะกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานในเขตพื้นที่หรือศาลแรงงาน ไปเล่าเรื่องราวให้เขาฟัง และ นำคดี เข้าสู่กระบวนการพิจารณานะคะ อย่างไรก็ตามในคดีแรงงาน สำหรับลูกจ้างไม่มีทนายความก็ยังทำได้ค่ะแต่ถ้าอยากอุ่นใจติดต่อมาใช้บริการได้ ที่ Info@legalclinic.co.th...

พนักงานไม่เคยใช้ลาพักร้อนเลยแบบนี้บริษัทจะต้องจ่ายเงิน ข้ามาทำงานวันหยุดให้กับพนักงานไหมคะ?

พนักงานไม่เคยใช้ลาพักร้อนเลยแบบนี้บริษัทจะต้องจ่ายเงิน ข้ามาทำงานวันหยุดให้กับพนักงานไหมคะ?? อ่านคำถามแล้วอยากจะมอบโล่จริงๆ แล้วถ้าเกิดโอนถ่ายวันลาพักร้อนกันได้แล้วก็อยากจะขอบ้างเพราะที่มีอยู่ไม่เคยพอเลย อย่างที่เคยบอกไปในโพสก่อนๆ ว่านายจ้างต้องจัดวันลาพักร้อนให้กับพนักงานไม่น้อยกว่า 6 วันทำงานต่อปีหรือจะมากกว่านั้นก็ได้ กรณีที่นายจ้างไม่ให้พนักงานไม่ใช้เลยนายจ้างก็จะต้องจ่ายค่าจ้างในการทำงานวันหยุด แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเกิดว่าลูกจ้างมีไฟในการทำงาน แล้วไม่อยากลาเลย ในกรณีนี้นายจ้างเอง ก็อยากให้ลูกจ้างลาไปซะเพราะไม่อยากจ่ายค่าทำงานวันหยุด ก็อาจจะต้องให้ลูกจ้างทำหนังสือสละสิทธิ์ ไม่ใช้วันหยุดพักผ่อนหรือไม่ใช้ลาพักร้อน นายจ้างจึงจะไม่ต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักร้อนค่ะ ติดต่อ งานบรรยาย งานคดีความและที่ปรึกษากฎหมาย info@legalclinic.co.th

ลูกจ้างไม่ยอมลงชื่อในหนังสือเลิกจ้าง..จะเลิกจ้างได้มั้ยคะ ?

ลูกจ้างไม่ยอมลงชื่อในหนังสือเลิกจ้าง..จะเลิกจ้างได้มั้ยคะ?? น้อง HR ที่เข้ามาถามคำถามนี้มีความกังวลว่า ถ้าเกิดว่าลูกจ้างไม่ยอมลง ชื่อในหนังสือเลิกจ้างการเลิกจ้างจะมีผลหรือไม่ และผลในอนาคตต่อไปจะเป็นยังไงคะ ก่อนอื่นอยากให้น้องเข้าใจก่อนว่าการที่นายจ้างเลิกจ้าง ลูกจ้าง ไม่จำเป็นต้องให้ลูกจ้างยินยอม แต่เป็นความประสงค์ฝ่ายเดียวของนายจ้าง… ซึ่งการเลิกจ้างนี้ลูกจ้างจะได้ค่าชดเชยหรือไม่ก็ต้องดูว่านายจ้างเลิกจ้างเนื่องด้วยเหตุอะไร หากเป็นการเลิกจ้างที่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 119 แห่งพรบคุ้มครองแรงงานนายจ้างก็มีสิทธิที่จะไม่จ่ายค่าชดเชย การลาออกก็เช่นกันไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากนายจ้างก่อน อย่างเดียวที่ต้องเห็นตรงกันในการทำงานคือ แรกเริ่มในการร่วมงานด้วยกันนายจ้าง ก็ต้องตกลงลูกจ้างก็ต้องตกลงกันทั้งสองฝ่ายถึงวันเวลาทำงานลักษณะหน้าที่เงินเดือนสภาพการจ้างต่างๆ ถ้าให้จำง่ายๆ ก็เหมือนความรักนั่นแหละ แรกเริ่มเมื่อตอนจะคบกันก็ต้องตกลงกันทั้งสองฝ่าย แต่ตอนเลิกกัน ไม่จำเป็นต้องตกลงก็ได้แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง บอกเลิก ก็จบแล้ว มีผลเหมือนกัน บางคนบอกว่าอ้าวบางคู่ก็ตกลงเลิกกันได้นี่ไม่จำเป็นต้องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนบอกเลิกตกลงเลิกกันทั้งคู่ได้. แบบนี้การเลิกจ้างเหมือนกันไหมคะ คำตอบคือก็ทำได้เหมือนกันค่ะทำเป็นบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ว่าจะสิ้นสุดการทำงานด้วยกันแล้วแบบนี้ก็ได้เช่นกัน การทำงานก็เหมือนความรักแหละ ไม่ใช่ดีอย่างเดียว เหนื่อยด้วย ติดต่องานบรรยาย ที่ปรึกษากฎหมาย คดีความ Info@legalclinic.co.th

ถูกกดดันให้เขียนใบลาออก สามารถฟ้องเรียกค่าชดเชยได้!!

ถูกกดดันให้เขียนใบลาออก สามารถฟ้องเรียกค่าชดเชยได้!! เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง ว่า ถ้าถูกกดดันให้เขียนใบลาออกสามารถฟ้องเรียกค่าชดเชยได้ …. ซึ่งถูกต้องค่ะ แต่ประเด็นพิจารณาหลายๆกรณีคือแบบไหนถึงเรียกว่าถูกกดดันให้ลาออก เรามาดูตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ศาลวินิจฉัยว่ากรณีแบบนี้ถือว่าเป็นการกดดันให้เขียนใบลาออกนะคะ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2548 จำเลยเป็นฝ่ายบีบบังคับให้โจทก์ยื่นใบลาออก โดยพูดว่าหากไม่ยื่นใบลาออกจะเลิกจ้างโดย ไม่จ่ายค่าชดเชย ในภาวะเช่นนั้นโจทก์ซึ่งอยู่ใน ฐานะลูกจ้างย่อมเกิดความกลัวและยอมทำ ใบลาออกให้แก่จำเลย การเขียนใบลาออกของ โจทก์จึงเกิดขึ้นเพราะการพูดข่มขู่ของจำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวประกอบกับการที่จำเลย อนุมัติให้โจทก์ลาออกทันทีฟังได้ว่า จำเลยมี เจตนาจะไม่ให้โจทก์ทำงานกับจำเลยต่อไปและจะไม่จ่ายค่าจ้าง ดังนั้นพฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ ว่าเป็นการเลิกจ้าง ส่วนจะมีกรณีใดพฤติการณ์ไหนอีกบ้างรอติดตามกันในโพสต์ต่อไปค่ะ ติดต่อ งานบรรยาย งานคดีความและที่ปรึกษากฎหมาย info@legalclinic.co.th

ตัวแทนขายสินค้า ถือว่าเป็นผู้ครอบครองสินค้าหรือเงินค่าสินค้าของตัวการ หากเบียดบังสินค้าหรือเงินไป จะมีความผิดอาญาฐานยักยอกทรัพย์ 

ตัวแทนขายสินค้า ถือว่าเป็นผู้ครอบครองสินค้าหรือเงินค่าสินค้าของตัวการ หากเบียดบังสินค้าหรือเงินไป จะมีความผิดอาญาฐานยักยอกทรัพย์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 445/2536 ส. ภรรยาจำเลยมีหน้าที่จำหน่ายสินค้าและรับเงินค่าสินค้าของโจทก์ร่วม ได้รับเงินสดค่าสินค้าจากลูกค้าของโจทก์ร่วมไว้แล้วไม่นำเงินสดที่รับไว้ส่งมอบให้แก่แคชเชียร์ แต่เบียดบังเอาเงินสดนั้นไปเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นการยักยอกทรัพย์ของโจทก์ร่วม บัญชีกระแสรายวันของจำเลยมีรายการหมุนเวียนทางการเงินมากการนำเงินเข้าฝากและถอนเงินจากบัญชีแต่ละรายการมีจำนวนมากกว่ารายได้ตามปกติของจำเลยและส.ส.นำเงินฝากเข้าบัญชีจำเลยช่วงระยะเวลาเดียวกับที่ ส.ยักยอกเงินของโจทก์ร่วมและเมื่อส.นำเงินเข้าฝากแล้ว จำเลยได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจากบัญชีใกล้เคียงกับจำนวนเงินที่ ส. นำเข้าฝาก การถอนเงินโดยสั่งจ่ายเช็คบางฉบับจำเลยก็สั่งจ่ายเพื่อชำระค่าที่ดินพร้อมตึกแถวที่จำเลยกับ ส. ไปติดต่อซื้อด้วยกัน โดยที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าว มีราคาสูงเกินกว่าฐานะและรายได้ตามปกติของจำเลยกับ ส.ที่จะซื้อได้ พฤติการณ์ถือได้ว่าจำเลยได้รับเอาเงินฝากนั้นไว้ทุกคราวที่ ส.นำเข้าฝากโดยจำเลยรู้ว่าส. ได้เงินนั้นมาจากการยักยอกโจทก์ร่วม จำเลยจึงมีความผิดฐานรับของโจร ส. นำเงินเข้าฝากในบัญชีของจำเลยต่างวันเวลากัน จำเลยจึงมีความผิดหลายกรรมต่างกัน ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏชัดว่าการบังคับคดี ส. ได้เงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมเท่าใด ครบถ้วนแล้วหรือไม่ จะฟังว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมหาได้ไม่และหากโจทก์ร่วมบังคับคดี ส.แล้วจะบังคับคดีจำเลยได้อีกเพียงใดนั้นเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี

นายจ้างเฉลี่ย ให้ใช้ลากิจ 4 เดือนได้ 1 ครั้ง แบบนี้ทำไม่ได้!!

นายจ้างเฉลี่ย ให้ใช้ลากิจ 4 เดือนได้ 1 ครั้ง แบบนี้ทำไม่ได้!! คำถาม inbox วันนี้เป็นคำถามที่ต้องเปิดอ่านซ้ำ เพราะมีเพื่อน HR ท่านนึงถามว่า “นายจ้างให้กำหนดสัดส่วนวันลากิจ เช่นใน 4 เดือนได้ 1 ครั้ง รวมเป็น 1 ปีลากิจได้ 3 ครั้ง บอกว่าเป็นไปตามกฎหมาย” เป็นไปตามกฎหมายอะไรอ่ะ ฮืออออ… “ตามพพรบ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 34 ประกอบมาตรา 57/1 กำหนดให้ลูกจ้างสามารถลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นได้ไม่น้อยกว่า 3 วันทำงานต่อปี โดยมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานปกติตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 3 วันทำงานต่อปี ” กำหนดแค่นี้เลยไม่ได้กำหนดสัดส่วนไว้ นายจ้างเองอาจจะต้องพิจารณาด้วยนะบางเรื่องที่มันเป็นกิจธุระอันจำเป็นมันทำวันเดียวไม่เสร็จกฎหมายเขาก็กำหนดระยะเวลาไว้ชัดเจนแล้วว่า ให้ลูกจ้างรายได้ไม่น้อยกว่า 3 วันทำงานต่อปี ที่นี้ในมุมนึงนายจ้างก็บอกว่างั้นหมายความว่าเข้ามาเดือนนึงก็ลากิจได้ 3 วันเลยหรอ?? ” ใช่ค่ะถ้ามันเป็นกิจธุระอันจำเป็นที่คนอื่นทำแทนไม่ได้ รวมถึงกิจธุระส่วนตัวของครอบครัวที่คนอื่นไม่สามารถทำแทนได้ “ คือในการตีความกฎหมายเรามองว่าอย่าตีความอย่างแคบนักเลย บางเรื่องกฎหมายกำหนดมาให้แล้วก็ยังไปตีความยังแคบเพื่อตัดสิทธิ์จำกัดสิทธิ์กันอีกแน่นอนค่ะในมุมนายจ้างเราเข้าใจว่าอยากให้ทุกคนทำงานให้คุ้มเงินเดือน แต่นายจ้างก็ต้องคำนึงถึงสิทธิความเป็นมนุษย์ของลูกจ้างด้วย...