กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

นายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่เต็มจำนวนที่ตกลงกันในช่วงระหว่างทดลองได้หรือไม่?

นายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่เต็มจำนวนที่ตกลงกันในช่วงระหว่างทดลองได้หรือไม่? ในคดีนี้นายจ้างและลูกจ้างได้ตกลงอัตราค่าจ้างไว้ 85,000 บาท แต่ได้มีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าในช่วงทดลองงานนายจ้างตกลงจ่ายให้ลูกจ้างดังนี้ เดือนแรกร้อยละ 50 ของ 85,000 บาท เดือนที่สองร้อยละ 60 ของ 85,000 บาท เดือนที่สามร้อยละ 70 ของ 85,000 บาท และเมื่อพ้นทดลองงานแล้วลูกจ้างจะได้รับเงินเดือน 85,000 บาท ตามที่ได้ตกลงกัน แต่ต่อมาลูกจ้างได้ลาออกก่อนครบช่วงทดลองงานพร้อมทั้งเรียกเงินส่วนต่างของค่าจ้างของแต่ละเดือน ในคดีนี้ศาลฎีกาได้พิพากษาว่า การตกลงในลักษณะนี้ใช้บังคับได้ ไม่ถือว่ากรณีที่นายจ้างหักค่าจ้าง ดังนั้นเมื่อลูกจ้างลาออกก่อนครบช่วงทดลองงาน เงื่อนไขดังกล่าวยังไม่สำเร็จ นายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายเงินส่วนต่างของเงินดังกล่าว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3937/2557)

ลาพักผ่อนประจำปี แต่นายจ้างไม่ได้อนุมัติ ถือว่าขาดงานโดยไม่มีเหตุอันควรหรือไม่ ?

ลาพักผ่อนประจำปี แต่นายจ้างไม่ได้อนุมัติ ถือว่าขาดงานโดยไม่มีเหตุอันควรหรือไม่ ? ถึงแม้ลูกจ้างจะมีสิทธิลาพักผ่อนประจำปีก็ตาม แต่ก่อนใช้สิทธิลาอย่าลืมไปเปิดข้อบังคับของบริษัทดูด้วยว่า บริษัทกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างไร หากข้อบังคับเขียนว่า “ต้องได้รับอนุญาตก่อน” ก็ต้องได้รับอนุญาตก่อนลา ไม่ใช่หายไปเฉยๆ ไม่งั้นอาจมีผลให้ละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควรได้ และหากละทิ้งหน้าที่เกินกว่า 3 วัน ถือเป็นเหตุเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ยกตัวอย่างเป็นอุทธาหรณ์เช่นในคดีนี้ ลูกจ้างได้ลาพักผ่อนประจำปีตั้งแต่วันที่ 9 – 11 ตุลาคม และออกจากงานไปเองตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 9 ตุลาคม โดยยังไม่ได้รับอนุญาตจากนายจ้างก่อน และหยุดงานต่อเนื่องไปเองจนถึงวันที่ 11 ตุลาคม รวม 2 วันครั้ง กรณีเช่นนี้ถือว่าลูกจ้างละทิ้งหน้าที่ 2 วันครึ่งโดยไม่มีเหตุอันควร ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในช่วงที่ละทิ้งหน้าที่ แต่เมื่อนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยอ้างเหตุขาดงานติดต่อกันสามวัน จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 119 (5) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง บอกได้เลยว่าคดีนี้ถือว่าลูกจ้างแต้มบุญสูงมากจริงๆ ก่อนลาพักผ่อนประจำปี อย่าลืมเช็คให้ดีๆ กันด้วยค่า

นายจ้างหักค่าจ้างเป็นค่าธรรมเนียมแก่ธนาคารในการโอนเงินค่าจ้างเข้าบัญชีลูกจ้างได้หรือไม่?

นายจ้างหักค่าจ้างเป็นค่าธรรมเนียมแก่ธนาคารในการโอนเงินค่าจ้างเข้าบัญชีลูกจ้างได้หรือไม่ ในคดีนี้ นายจ้างได้หักเงินลูกจ้างคนละ 10 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 21 เดือน เป็นค่าธรรมเนียมแก่ธนาคารในการจ่ายค่าจ้างผ่านธนาคารโดยนายจ้างอ้างว่า การหักเงินในลักษณะดังกล่าวเป็นการหักเงินอันเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างและกระทำได้ตามมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง ณ สถานที่ทำงานตามมาตรา 55 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังนั้นการหักค่าจ้างชำระค่าธรรมเนียมการโอนเงินค่าจ้างเข้าบัญชีเงินฝากของลูกจ้างจึงไม่ใช่หนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการอันเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างแต่ฝ่ายเดียวตามมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังนั้นนายจ้างจึงไม่มีสิทธิหักเงินค่าธรรมเนียมธนาคารออกจากค่าจ้างของลูกจ้าง นายจ้างมีหน้าที่คืนค่าจ้างที่หักไว้แก่ลูกจ้าง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เพราะฉะนั้นนายจ้างคนไหนที่หักค่าธรรมเนียมโอนเงินในลักษณะนี้อยู่ ปรับเปลี่ยนด่วนน! (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14541-14551/2557)

นายจ้างบอกเลิกจ้างทางโทรศัพท์ จะอ้างว่าไม่มีผลและลูกจ้างขาดงานเกิน 3 วันจึงเลิกจ้าง ไม่ได้!!!

นายจ้างบอกเลิกจ้างทางโทรศัพท์ จะอ้างว่าไม่มีผลและลูกจ้างขาดงานเกิน 3 วันจึงเลิกจ้าง ไม่ได้!!! การบอกเลิกจ้างไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้นการบอกเลิกจ้างด้วยวาจา จึงมีผล และสามารถทำได้ และการบอกเลิกจ้างก็มีผลทันที เมื่อนายจ้างบอกเลิกจ้างโดยไม่ได้แจ้งเหตุที่จะเลิกจ้าง โดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างทราบ การเลิกจ้างก็มีผลสมบูรณ์ และลูกจ้างเข้าใจว่าถูกเลิกจ้าง ไม่มีสภาพเป็นพนักงานอีกต่อไป ลูกจ้างจึงไม่ทำงานให้นายจ้างอีกต่อไป จึงไม่ใช่เหตุที่นายจ้างจะยกขึ้นอ้างว่าลูกจ้างขาดงานเกิน 3 วัน จึงมีหนังสือเลิกจ้างด้วยเหตุนี้ เพราะการเลิกจ้างมีผลสมบูรณ์ตั้งแต่การบอกเลิกจ้างทางโทรศัพท์แล้ว นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยในการเลิกจ้างให้ลูกจ้างด้วย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 30/2563 เห็นว่า การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง “ทางโทรศัพท์” ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 การที่ลูกจ้างไม่มาทำงานหลังจากนั้นระหว่างวันที่ 1 – 7 กุมภาพันธ์ 2562 ความเป็นลูกจ้างนายจ้างจึงสิ้นสุดลงก่อนแล้ว การที่นายจ้างมีหนังสือเลิกจ้าง โดยอ้างขาดงานติดต่อกันเกินกว่า 3 วันทำงานจึงไม่มีผลเป็นการเลิกจ้างอีกความเป็นลูกจ้างนายจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงสิ้นสุดลงก่อนแล้ว การที่โจทก์มีหนังสือเลิกจ้าง โดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 2 ขาดงานตั้งแต่วันที่ 1 – 7 กุมภาพันธ์ 2562 โดยไม่แจ้งเหตุและไม่มีเหตุอันสมควร ถือว่าจำเลยที่...

นายจ้างจะหักเงินเดือนเนื่องจากลูกจ้างทำให้เสียหาย ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน !!!

นายจ้างจะหักเงินเดือนเนื่องจากลูกจ้างทำให้เสียหาย ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน !!! ตามกฎหมายคุ้มครองแรงกำหนดห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดของลูกจ้าง แต่อย่างไรก็ตาม มาตรา 76 (4) ได้กำหนดยกเว้นให้นายจ้างสามารถหักค่าจ้างฯ ของลูกจ้าง ในกรณีเป็นการหักเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง จากข้อกำหนดของกฎหมายจะเห็นได้ว่า กรณีที่นายจ้างจะหักค่าเสียหายจากเงินเดือนของลูกจ้างที่ทำให้นายจ้างเกิดความเสียหายนั้นต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างด้วย และห้ามมิให้หักเกิน 10% ของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ หากจะหักเกิน 10% ต้องได้รับความยินยอมในส่วนนี้เพิ่มเติมด้วย ดังนั้น จะหักเงินลูกจ้างสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะคะ ต้องพิจารณาความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของลูกจ้างและลูกจ้างต้องยินยอมให้หักด้วยนะ

นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้าง outsource ต้องได้รับค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ สวัสดิการ เท่ากับลูกจ้างโดยตรง มิเช่นนั้นนายจ้างอาจมีความผิดอาญา

นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้าง outsource ต้องได้รับค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ สวัสดิการ เท่ากับลูกจ้างโดยตรง มิเช่นนั้นนายจ้างอาจมีความผิดอาญา ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กำหนดว่า “ให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ” แต่ทั้งนี้ การทำงานของลูกจ้าง outsource หรือลูกจ้างรับเหมาค่าแรงตามกฎหมายนั้นต้องเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของนายจ้าง คือต้องทำงานในลักษณะเดียวกัน หน้าที่การงานเป็นอย่างเดียวกันกับกับลูกจ้างโดยตรง จึงต้องได้รับค่าตอบแทนอัตราเดียวกัน สิทธิประโยชน์และสวัสดิการเท่ากันทุกคน หากนายจ้างไม่ได้ปฎิบัติตามกฎหมาย มีความผิดทางอาญาต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท จึงเรียนมาเพื่อทราบและให้นายจ้างปฎิบัติให้เท่าเทียมกันนะคะ ทำงานเหนื่อยเหมือนกันต้องได้เงินเท่ากันค่ะ

ลูกหนี้โอนย้ายทรัพย์สิน หลังจากที่ถูกเจ้าหนี้ฟ้องคดี มีความผิดอาญาฐานโกงเจ้าหนี้

ลูกหนี้โอนย้ายทรัพย์สิน หลังจากที่ถูกเจ้าหนี้ฟ้องคดี มีความผิดอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16070 – 16072/255 ตาม ป.อ. มาตรา 350 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ผู้ใดเพียงแต่รู้ว่าเจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ แล้วย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใด แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริง ก็ถือว่าเป็นความผิดตามมาตราดังกล่าวแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในเรื่องผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดพอชำระหนี้แก่โจทก์ ขณะที่คดีแพ่งดังกล่าวอยู่ระหว่างบังคับคดีตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดิน 3 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา แม้คดีแพ่งดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องแย้ง และผลคดีอาจจะเปลี่ยนแปลงโดยศาลฎีกาอาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชนะคดีตามฟ้องแย้ง ซึ่งไม่แน่ว่าโจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในชั้นที่สุดหรือไม่ก็ตาม ก็ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้แล้ว ไม่จำต้องถือเอาคำพิพากษาของศาลที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดในทางแพ่งมาเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานดังกล่าว

ลูกหนี้กับเจ้าหนี้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยผู้ค้ำประกันไม่ได้ร่วมทำสัญญาด้วย ผู้ค้ำไม่ต้องรับผิด

ลูกหนี้กับเจ้าหนี้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยผู้ค้ำประกันไม่ได้ร่วมทำสัญญาด้วย ผู้ค้ำไม่ต้องรับผิด คำพิพากษาฎีกาที่ 4235/2547 เช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายชำระหนี้ให้แก่โจทก์ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ต่อมามีการทำสัญญาขึ้น โดยจำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระหนี้เต็มจำนวนทันที แต่แบ่งชำระเป็น 4 งวด มีลักษณะเป็นการระงับข้อพิพาทต่อกันและผ่อนผันการชำระหนี้ให้แก่กัน เข้าลักษณะสัญญาประนีประนอมตาม ป.พ.พ. 850 ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามสัญญานั้นตามมาตรา 852 โจทก์คงได้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้นจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันมูลหนี้ซื้อขายเดิมของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด สำนักงานบังคับคดี แต่ปรากฏว่ายังมีคนอยู่ในบ้านทำยังไงดี ?

ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด สำนักงานบังคับคดี แต่ปรากฏว่ายังมีคนอยู่ในบ้านทำยังไงดี ? ปัญหา ในกรณีผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดหรือการประมูลสู้ราคาของสำนักงานบังคับคดี แต่บ้านยังมีลูกหนี้หรือจำเลยและบริวารอาศัยอยู่ ผู้ซื้อจึงจำเป็นต้องยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อบังคับให้ลูกหนี้หรือจำเลยและบริวารออกไป เมื่อพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ได้เริ่มบังคับใช้ ซึ่งเป็นวิธีง่าย โดยผู้ซื้อไม่จำเป็นต้องไปยื่นคำฟ้องขับไล่เป็นคดีใหม่ หลังจากผู้ซื้อได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ในทรัพย์สินที่ประมูลเรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยและบริวารยังไม่ยอมย้ายออก ผู้ซื้อต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย ดังนี้ 1 ยื่นคำร้องขอออกหมายบังคับคดีลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 334 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะผู้ร้องในคดีเดิม 2 ผู้ซื้อหรือผู้แทนต้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยังที่ตั้งทรัพย์ เพื่อปิดประกาศขับไล่ โดยการจองคิวประมาณ 1-2 วัน เพื่อให้ผู้ที่อยู่อาศัยอ้างว่ามิใช่บริวารจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่วันที่ปิดประกาศเพื่อให้ศาลนัดวันไต่สวนคำร้อง 3 หากจำเลยและบริวารยังไม่ออก หรือไม่ได้ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนด ผู้ซื้อต้องเป็นผู้รายงานต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะมีหนังสือไปรายงานศาล เพื่อมีคำสั่งจับกุมและกักขังโดยผู้ซื้อต้องไปคัดทะเบียนราษฎรบุคคลที่จะขอให้เจ้าพนักงานออกหมายจับรับรองไม่เกิน 1 เดือน 4 คัดถ่ายหมายจับกุมและกักขัง เพื่อนำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปดำเนินการจับกุม ส่งตัวมายังศาล หรือบางกรณีศาลอาจจะมีคำสั่งนัดพร้อม เพื่อเรียกตัวจำเลยมีมาสอบถามก่อนก็ได้ 5 กรณีถูกออกหมายจับ ลูกหนี้และบริวาร...

ลูกจ้าง outsource ต้องได้รับค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ สวัสดิการ เท่ากับลูกจ้างโดยตรง ต้องทำงานในลักษณะเดียวกันเท่านั้น!!

ลูกจ้าง outsource ต้องได้รับค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ สวัสดิการ เท่ากับลูกจ้างโดยตรงต้องทำงานในลักษณะเดียวกันเท่านั้น!! ลูกจ้าง outsource ที่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ สวัสดิการ เท่ากับลูกจ้างโดยตรงของนายจ้างต้องทำงานหลักในลักษณะเดียวกันเท่านั้น แต่งานในลักษณะอื่นๆ ที่ไม่ใช่งานหลักแต่เป็นเพียงการทำงานที่ส่งผลต่อธุรกิจโดยทางอ้อมจะได้รับไม่เท่ากันก็ได้ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 285-298/2561 มีความเห็นว่า การทำงานอันเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการต้องเป็นงานหลักเท่านั้น มิใช่งานที่มีผลต่อการผลิตหรือธุรกิจโดยอ้อม การทำงานให้บริการงานทำความสะอาดสำนักงาน งานทำสวน งานธุรการทั่วไป งานรับส่งพนักงานและเอกสาร งานขับรถประจำตำแหน่งผู้บริหาร ถือเป็นการให้บริการและอำนวยความสะดวก แก่พนักงานของนายจ้าง ไม่ใช่งานหลักตามความหมายในกิจการปิโตรเลียมแต่เป็นเพียงการทำงานที่ส่งผลต่อธุรกิจของผู้ประกอบกิจการโดยทางอ้อม การทำงานนี้จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นนายจ้างตามพรบ. คุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1 ผู้ประกอบกิจการจึงไม่ต้องให้สิทธิประโยชน์และสวัสดิการเช่นเดียวกับพนักงานของตน ติดต่องาน info@legalclinic.co.th