กรุณารอสักครู่

 

HomeAuthorทนายฝ้าย, Author at บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด - Page 48 of 87

สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา เมื่อสิ้นสุดแล้ว นายจ้างไม่ต่อสัญญา “ต้องจ่ายค่าชดเชย”

สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา เมื่อสิ้นสุดแล้ว นายจ้างไม่ต่อสัญญา “ต้องจ่ายค่าชดเชย” ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจนะคะ เพราะหลายบริษัท ใช้วิธีทำสัญญาจ้างปีต่อปี เมื่อครบปี ก็ ทำสัญญาต่ออีกฉบับนึง หรือบางบริษัท ก็ใช้วิธีการทำสัญญาแค่ 11 เดือนโดยเข้าใจว่าวิธีดังกล่าวจะไม่ต้องค่าชดเชย ความเข้าใจแบบนี้ ทำให้เสียหายมาหลายบริษัทแล้ว เพราะ 1. หลายคน ตีความจากวรรคสามของมาตรา 118 ที่ว่า”..ค่าชดเชยในวรรคหนึ่ง มีให้ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้..” จึงใช้วิธีการทำสัญญาจ้างลูกจ้างเป็นแบบมีกำหนดระยะเวลาเพื่อหวังที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ซึ่งแบบนี้ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะ ในวรรค 4 ของมาตราเดียวกันกำหนดว่า…..”การจ้างที่มีกำหนตระยะเวลาตามวรรคสามจะกระทำได้ สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่ไม่ใช่งานปกติของกิจการ หรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอนหรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนต การสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้อง แล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี… “ 2.ดังนั้นหากลูกจ้างท่านใด ทำงานโดยเซ็นสัญญาเป็นพนักงานแบบมีกำหนดระยะเวลา ในกิจการที่เป็นไปเพื่อการประกอบธุรกิจปกติหรือทางการค้าของนายจ้าง เมื่อครบกำหนดสัญญาจ้าง ลูกจ้างจึงมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชย 3.การกำหนดสัญญาจ้างเป็น 11 เดือนนั้นก็ไม่สามารถเลี่ยงไม่จ่ายค่าชดเชยได้ เพราะค่าชดเชยจะเกิดขึ้นเมื่อลูกจ้างทำงานต่อเนื่องกันครบ 120 วันและถูกเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิด ( ซึ่งการณีที่สัญญาสิ้นสุดลงตามกำหนดระยะเวลาก็ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิดเช่นกัน) 4.อย่างไรก็ตามสัญญาแบบมีกำหนดระยะเวลานี้นายจ้าง ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ก่อนครบกำหนดเพราะมีระยะเวลากำหนดแล้ว...

เป็น HR ออกหนังสือเลิกจ้างแทนนายจ้าง เมื่อลูกจ้างฟ้องจะมีความผิดไหม!!

เป็น HR ออกหนังสือเลิกจ้างแทนนายจ้าง เมื่อลูกจ้างฟ้องจะมีความผิดไหม!! ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่มี HR คนนึงถามเข้ามาและคิดว่าถ้าเอามาตอบหน้าเพจจะเป็นประโยชน์กับท่านอื่นๆที่อยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน กรณีที่เอสอาร์ออกหนังสือเลิกจ้างแทนนายจ้างก็ชัดเจนว่าเป็นการกระทำการแทนนายจ้าง ดังนั้นเมื่อลูกจ้างฟ้องนายจ้างไม่ว่าจะฟ้องเรียกค่าตกใจค่าชดเชยหรือค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมก็เป็นการฟ้องบริษัทหรือนิติบุคคล เอชอาร์ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว และเมื่อได้รับหมายศาลแล้วต้องทำอย่างไร?? เมื่อได้รับหมายศาลแล้วก็ให้อ่านคำฟ้องว่าเขาฟ้องมาว่าอะไรและเรามีประเด็นโต้แย้งอย่างไร การไปศาลนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องให้คนที่ทราบรายละเอียดข้อเท็จจริงรวมทั้งข้อมูลเข้าให้การต่อศาล เพราะหากให้คนที่ไม่ทราบเรื่องไปย่อมไม่เกิดประโยชน์กับบริษัท การเบิกความในศาลก็ต้องเบิกความด้วยความสัตย์จริง (สัตย์จริงที่ไม่ใช่สัสจริง) เพื่อให้ก่อเกิดความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย และให้ศาลได้พิจารณาคดีได้อย่างยุติธรรม

ออกจากงานเพราะเหตุ “เกษียณอายุ” ต้องได้รับค่าชดเชย

ออกจากงานเพราะเหตุ “เกษียณอายุ” ต้องได้รับค่าชดเชย “ค่าชดเชย” เป็นเงินที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อนายจ้างเป็นฝ่ายเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิด “การเกษียณอายุ” หมายความว่า กำหนดเวลาสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงานเนื่องจากลูกจ้างมีอายุเกินกว่าที่นายจ้างจะจ้างไว้ทำงานหรือมากเกินกว่าที่ลูกจ้างจะรับทำงานนั้นต่อไป ซึ่งการเกษียณอายุอาจเกิดจากกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดขึ้นไว้ในสัญญาจ้างแรงงานหรือในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างก็ได้ หรืออาจเกิดจากกรณีที่นายจ้างได้กำหนดไว้ในข้อบังคับหรือประกาศของนายจ้างเกี่ยวกับการทำงานก็ได้ ดังนั้นการเกษียณอายุหรือการที่ลูกจ้างออกจากงานเนื่องจากมีอายุครบตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้ จึงถือว่าเป็น “การเลิกจ้าง” ดังนั้น นายจ้างจึงมีหน้าที่ ต้องจ่าย “ค่าชดเชย” ให้แก่ลูกจ้างที่เกษียณอายุนั้นตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 118 วรรคหนึ่ง พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง  

ผู้จัดการมรดกเบียดบังเอาทรัพย์มรดกเป็นของตนเองโดยไม่แบ่งทายาท มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดก ติดคุกนะครับ

ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและมีหน้าที่รวบรวมมรดก เพื่อแบ่งให้ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม หากผู้จัดการมรดกเบียดบังเอาทรัพย์มรดกเป็นของตนเองโดยไม่แบ่งทายาท มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดก ติดคุกนะครับ อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 987/2554 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาท แต่เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริต โดยจดทะเบียนโอนทรัพย์สินนั้นเป็นของตน เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา353ประกอบด้วยมาตรา 354 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา 352 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก

ค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง ต้องเสียภาษีหรือไม่ ?

ค่าชดเชยจากการเลิกจ้างต้องเสียภาษีหรือไม่ ? เงินชดเชยที่ได้รับจากการเลิกจ้างถือเป็นเงินได้ตามกฎหมาย ดังนั้นผู้ที่ได้รับเงินชดเชยมีหน้าที่ต้องเสียภาษีด้วย แต่หากได้รับเงินค่าชดเชยที่ไม่เกิน 300,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษี แต่ถ้าหากเงินชดเชยที่ได้รับมากกว่า 300,000 บาท ส่วนที่เกินจะต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย ยกตัวอย่าง เช่น ลูกจ้างได้รับค่าชดเชยจำนวน 600,000 บาท ลูกจ้างจะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินชดเชยจำนวน 300,000 บาทแรกไปเสียภาษี แต่นำเพียงส่วนที่เกินจำนวน 300,000 บาทที่เหลือไปคำนวณภาษีรวมกับรายได้ที่ได้รับในปีนั้น โดยเงินค่าชดเชยในที่นี้ หมายถึง ค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง เกษียณอายุ และไล่ออกตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรวมเงินช่วยเหลือจากนายจ้างกรณีลูกจ้างสมัครใจลาออกด้วย (เงินอะไรก็ตามที่ได้ชดเชยจากนายจ้างเพราะการสิ้นสุดสัญญาจ้างระหว่างกันนั่นแหละ)​ นอกจากนี้แล้วเงินในส่วนอื่นๆ เช่น เงินชดเชยวันหยุดพักร้อนประจำปีที่ไม่ได้ใช้ เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายให้เป็นพิเศษ ลูกจ้างต้องนำเงินค่าชดเชยในส่วนนี้มาคำนวณรวมภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับเงินชดเชยว่างงานจากประกันสังคมจะได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมาย ลูกจ้างไม่ต้องนำเงินชดเชยว่างงานจากประกันสังคมไปคำนวณรวมกับเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ประจำปีแต่อย่างใด

ออกจากงานมาแล้ว แต่นายจ้างยังไม่จ่ายเงิน ทำยังไงดี ?

ออกจากงานมาแล้ว แต่นายจ้างยังไม่จ่ายเงิน ทำยังไงดี ? อันนี้เป็นคำถามที่มีมาช้านานตั้งแต่รุ่นเปิดเพจแรกๆมาจนถึงทุกวันนี้ ถามกันเข้ามาทุกวัน ซึ่งเรื่องนี้ก็โพสอยู่บ่อยๆ เลยไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเราสรุปยาวไป จนไม่น่าอ่าน หรือเปล่า วันนี้เลยจะมาสรุปสั้นมากๆ ว่า หากออกจากงานมาแล้ว แต่นายจ้างยังไม่จ่ายเงิน ทำยังไงดี คำตอบ คือ หากไม่จ่ายลูกจ้างก็เลือกได้ว่าจะร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ที่กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานในเขตพื้นที่ หรือ ฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจ ศาลที่มีเขตอำนาจ คือที่ไหนคือสถานที่แรงงานตั้งอยู่ ส่วนคำถามที่ว่าแล้วทั้งสองที่ต่างกันยังไง ….เสริชค่ะ เสริชว่า ความแตกต่าง กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ศาลแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน เคยเขียนไว้แล้ว หรือลองเลื่อนดู เร็วกว่ารอพี่นั่งตอบรายคนแน่นอน

ผู้เช่าจะฟ้องขับไล่บุคคลภายนอกที่อาศัยอยู่ในทรัพย์สินที่เช่าได้หรือไม่ ?

ผู้เช่าจะฟ้องขับไล่บุคคลภายนอกที่อาศัยอยู่ในทรัพย์สินที่เช่าได้หรือไม่ ? เมื่อผู้เช่าทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์แล้ว แต่ปรากฏว่ายังมีบุคคลภายนอกยังคงอาศัยอยู่ในที่ดังกล่าว ผู้เช่าจะฟ้องขับไล่บุคคลภายนอกได้หรือไม่ ต้องพิจารณาดังนี้ 1. กรณีที่ผู้เช่ายังไม่ได้เข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่า – ผู้เช่าจะไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่บุคคลภายนอกให้ออกจากทรัพย์ที่เช่าได้เนื่องจากผู้เช่ายังไม่ได้เข้าครอบครองทรัพย์ืจึงถือว่ายังไม่มีสิทธิครอบครอง การที่ผู้เช่าจะฟ้องขับไล่นั้นจะต้องเรียกผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2504/2551 แม้โจทก์จะมีสิทธิใช้สอยตึกพิพาทในฐานะเป็นผู้เช่าตามสัญญาเช่า แต่โจทก์ก็ยังไม่เคยเข้าครอบครองตึกพิพาทตามสัญญาเช่ามาก่อน ที่จำเลยและบริวารอยู่ในตึกพิพาทก็โดยอาศัยสิทธิของ จ. ไม่ได้อาศัยสิทธิของโจทก์ การที่จำเลยและบริวารยังคงอยู่ในตึกพิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการละเมิดต่อเจ้าของตึกหาใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่ารายใหม่ไม่ จำเลยจึงไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์เนื่องจากโจทก์กับจำเลยต่างไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกจากตึกพิพาทโดยลำพังได้ 2. กรณีที่ผู้เช่าเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าแล้ว – หากมีบุคคลภายนอกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับทรัพย์นั้น ผู้เช่ามีอำนาจฟ้องขับไล่บุคคลภายนอกได้ด้วยตนเอง เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1224/2511 แม้สัญญาเช่าที่ดินระหว่างมารดาโจทก์กับกระทรวงศึกษาธิการจะระงับโดยเหตุที่มารดาโจทก์ถึงแก่กรรมก็ตาม แต่โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ ซึ่งตกทอดมาจากมารดาโจทก์ ดังนั้น เมื่อโจทก์ยังคงครอบครองที่พิพาทและต่อมาโจทก์ก็ได้ทำสัญญาเช่าที่พิพาทกับกระทรวงศึกษาธิการต่อไปอีกเช่นนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งขออาศัยมารดาโจทก์ปลูกบ้านในที่ดินบางส่วนของที่พิพาทได้ กระทรวงศึกษาธิการไม่จำต้องส่งมอบที่ดินที่เช่าให้แก่โจทก์อีก

ถูกกดดันให้เขียนใบลาออก สามารถฟ้องเรียกค่าชดเชยได้

ถูกกดดันให้เขียนใบลาออก สามารถฟ้องเรียกค่าชดเชยได้ โดยปกติแล้วหากลูกจ้างเขียนใบลาออก ลูกจ้างไม่สามารถเรียกร้องอะไร ? แต่ประเด็นคือบางบริษัทกดดันให้ลูกจ้างออกและให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกด้วยลายมือ หวังว่าเมื่อไปศาลจะมาบอกศาลได้ว่า เนี่ยลูกจ้างลาออกเอง ลายมือเค้าเอง ดูสิๆๆ แบบนี้ให้ระวังนะ เพราะถ้าในทางการนำสืบได้ความว่า นายจ้างใช้อำนาจ กดดันต่างๆ นานาให้ลูกจ้างออก โดยที่การลาออกไม่ได้เกิดจากความสมัครใจที่จะเขียนใบลาออก ถือว่าเป็นการที่นายจ้าง “เลิกจ้าง” ซึ่งถ้าเป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รบเงินค่าชดเชยตามอายุการทำงาน ตามที่กำหนดในมาตรา 118 พรบ คุ้มครองงาน (ไม่ต้องมาถามนะ ว่าทำงานกี่ปี ได้เท่าไหร่ เขียนหลายแล้วแล้ว หรือง่ายกว่านั้น search google ค่ะ ไวกว่า และคนตอบไม่หงุดหงิดด้วย ) อ้อ นอกจากนี้ศาลอาจสั่งให้นายจ้างต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้อีก เทียบเคียงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2548

ลงลายมือชื่อว่าจะไม่เรียกร้องสิทธิประโยชน์ใดๆ จากนายจ้าง อาจทำให้หมดสิทธินำคดีมาฟ้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ลงลายมือชื่อว่าจะไม่เรียกร้องสิทธิประโยชน์ใดๆ จากนายจ้าง อาจทำให้หมดสิทธินำคดีมาฟ้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ในกรณีนี้หลายคนอาจอ่านเจอฎีกามาในสองแบบ สองลักษณะ อย่างแรกคือแบบที่ แม้ลงชื่อสละสิทธิก็ยังฟ้องได้ อ่ะ แบบนั้นก็ไม่ผิด เพราะต้องดูพฤติการณ์ในแต่ละคดี การนำสืบให้ศาลเห็นด้วย โดยแบบที่ ล็อคคอเซนไม่ให้เวลาทบทวนตัดสินใจ แม้มีลายเซ็นว่าลูกจ้างไม่ติดใจเรียกร้อง ลูกจ้างก็ยังฟ้องได้ ก็มีในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10265/2558 แต่แบบที่ฟ้องไม่ได้ก็มี เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1977/2557 ที่นำสืบได้ไปในแนวทางที่ว่า หลังเลิกจ้าง ลูกจ้างได้รับค่าชดเชย ค่าตกใจ โดยในวันมารับค่าชดเชยค่าตกใจ ลูกจ้างได้บันทึกข้อตกลงสละสิทธิซึ่งเกิดขึ้นหลังจาก ออกจากงานพ้นการเป็นลูกจ้างของจำเลยแล้ว ลูกจ้างมีอิสระแก่ตนพ้นพันธะกรณีและไม่อยู่ใต้อำนาจบังคับ บัญชาของนายจ้างโดยสิ้นเชิง การสละสิทธิเรียกร้องในเงินดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่เป็นโมฆะ ดังนั้นเมื่อลงลายมือชื่อไปแล้วว่าสละสิทธิจึงมาฟ้องอีกไม่ได้

รวมฮิตเรื่องที่หลายคนอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับการลาออก share เก็บไว้เป็นข้อมูลกันนะ

รวมฮิตเรื่องที่หลายคนอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับการลาออก share เก็บไว้เป็นข้อมูลกันนะ 1. การลาออกเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างโดยลูกจ้าง ไม่ว่าด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษรขอบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานกับนายจ้าง มีผลทำให้สัญญาจ้างแรงงานเป็นอันสิ้นสุดลง (คำพิพากษาฎีกาที่6048-6051/2546) 2.เมื่อแสดงเจตนาลาออกแล้ว จะถอนไม่ได้ ยกเว้นนายจ้างยินยอม การลาออกถือเป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวมีผลเมื่ออีกฝ่ายคือนายจ้างและรับทราบการแสดงเจตนานั้นเมื่อแสดงเจตนาลาออกและนายจ้างได้รับทราบเจตนาดังกล่าวแล้วลูกจ้างจะถอนการแสดงเจตนาโดยที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 386 (คำพิพากษาฎีกาที่ 1900/2542) 3.ก่อนการลาออกมีผล ลูกจ้างยังมีสถานะเป็นลูกจ้าง หากทำผิดนายจ้างเลิกจ้างได้ เมื่อลูกจ้างยื่นใบลาออกนายจ้างอนุมัติการลาออกแล้ว แต่ในระหว่างที่ยังไม่ถึงกำหนดเวลาพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างตามที่กำหนดไว้ในใบลาออก หากลูกจ้างกระทำผิดฝ่าฝืนคำสั่งระเบียบข้อบังคับการทำงานของนายจ้าง นายจ้างมีสิทธิ์ลงโทษทางวินัยและเลิกจ้างได้(คำพิพากษาฎีกาที่ 1919/2546) 4.นายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานก่อนครบกำหนดในใบลาออกไม่ใช่การเลิกจ้าง ศาลฎีกาเคยตัดสินว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลงเพราะการลาออกไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง ทั้งนี้เพราะลูกจ้างเป็นฝ่ายแสดงเจตนาขอบอกเลิกสัญญาจ้างก่อน แม้นายจ้างไม่ได้แสดงเจตนาอะไรสัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อถึงวันที่ระบุให้ใบลาออกมีผล แม้นายจ้างจะให้ลูกจ้างออกจากงานก่อนถึงวันดังกล่าวตามที่ลูกจ้างประสงค์โดยลูกจ้างไม่มีความผิดก็มีผลทำให้ลูกจ้างเสียหายเพียงเท่าที่ไม่รับค่าจ้างจนถึงวันที่ลูกจ้างประสงค์จะออกเท่านั้น จึงมิใช่การเลิกจ้าง(คำพิพากษาฎีกาที่ 10161/2551) 5.นายจ้างให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกไว้ล่วงหน้าไม่มีผลใช้บังคับ การที่นายจ้างให้ลูกจ้างลงชื่อในใบลาออกที่ไม่กรอกข้อความทำขึ้นเพื่อให้นายจ้างมีสิทธิลูกจ้างออกจากงานได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ซึ่งเป็นสิทธิขั้นต่ำตามกฎหมาย ถือว่าทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลใช้บังคับ 6.การลาออก ไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากนายจ้าง แต่หากลูกจ้างลาออกโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า หรือลาออกโดยไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของบริษัท ลูกจ้างอาจจะถูกนายจ้างฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ แต่นายจ้างจะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าการลาออกของลูกจ้างดังกล่าวนั้น นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างไร (คำพิพากษาฎีกาที่10614/2558) 7.เมื่อลูกจ้างลาออก ลูกจ้างไม่มีสิทธิ์ได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ)ไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยและไม่ได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม เพราะลูกจ้างจะได้รับเงินเหล่านี้ก็ต่อเมื่อถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยที่ไม่มีความผิดเท่านั้น