ช่วงนี้เห็นข่าวหลายองค์กรปรับโครงสร้างและ Layoff คนทำงาน ทำให้ดิฉันกลับมาคิดถึงเรื่องหนึ่งว่า การเป็นคนเก่งกับการเป็นคนที่องค์กรยังต้องการ อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป
บางคนถูก Layoff ทั้งที่ยังทำงานดี มีประสบการณ์ และไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแต่ธุรกิจเปลี่ยน โครงสร้างเปลี่ยน หรืองานบางส่วนที่เคยต้องใช้คนจำนวนมาก วันนี้อาจใช้คนน้อยลงกว่าเดิม
AI เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้เร็วขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า AI จะเข้ามาแทนได้ทุกอาชีพ สิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่าคือ มันกำลังเข้าไปเปลี่ยน “บางส่วนของงาน” ในหลายอาชีพ งานที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงอาจเหลือไม่กี่นาที คนหนึ่งคนอาจทำงานได้มากขึ้น และความสามารถบางอย่างที่เคยทำให้เราโดดเด่น อาจค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องที่ใครก็ทำได้เมื่อมีเครื่องมือช่วย
ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้ดิฉันคิดว่า Soft Skills ไม่ได้สำคัญขึ้นเพราะ AI ไม่มี Soft Skills แต่สำคัญขึ้นเพราะ Soft Skills ทำให้มนุษย์ปรับตัวเมื่อ Hard Skills เดิมเริ่มมีมูลค่าน้อยลง
คนที่สื่อสารเป็นย่อมเรียนรู้จากคนอื่นได้ คนที่รับ Feedback ได้ย่อมเห็นจุดที่ตัวเองต้องพัฒนา คนที่คิดวิเคราะห์เป็นย่อมไม่รับคำตอบจาก AI มาใช้โดยไม่ตรวจสอบ คนที่ตั้งคำถามเป็นย่อมใช้เครื่องมือได้มากกว่าการรู้แค่ว่าต้องกดตรงไหน และคนที่มี Adaptability จะยอมเรียนรู้วิธีใหม่ก่อนที่วิธีเดิมจะบังคับให้เขาต้องเปลี่ยน
เพราะฉะนั้น Soft Skill ในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ไม่ได้มีไว้เพียงทำให้เรา “ทำงานกับคนได้ดี” แต่ยังทำหน้าที่สำคัญอีกอย่าง คือ ทำให้เราสามารถสร้างตัวเองเวอร์ชันใหม่ได้ เมื่อความเก่งเวอร์ชันเดิมเริ่มไม่พอ
และตรงนี้ยากกว่าการไปลงคอร์สเรียนทักษะใหม่เสียอีก โดยเฉพาะกับคนที่เคยเก่ง เพราะสิ่งที่ต้องเอาชนะไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือความรู้สึกว่า “ฉันทำแบบนี้มาตลอด และมันก็ดีมาตลอด”
ดิฉันจึงไม่คิดว่าคำตอบของคนทำงานยุคนี้คือการวิ่งตาม AI ทุกตัวที่ออกใหม่ หรือใช้ชีวิตด้วยความกลัวว่าวันหนึ่งจะถูกแทนที่
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ อย่าให้ความเก่งของเมื่อวาน กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เราหยุดเรียนรู้ในวันนี้
เพราะถ้าวันหนึ่งองค์กรไม่ต้องการความสามารถแบบเดิมของเรา นั่นอาจไม่ได้น่ากลัวที่สุด
น่ากลัวกว่าคือ โลกต้องการเราในแบบใหม่แล้ว
แต่เรายังยืนยันว่าจะเก่งอยู่แบบเดิม
ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความ | วิทยากรด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และภาวะผู้นำ

